โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาโบราณ เสียงนั้นดังก้องกังวานราวกับเสียงฆ้องสวรรค์ในความเงียบงันของคูหาใต้พิภพ
"เจ้ามั่นใจแล้วหรือ มนุษย์น้อย..."
เสียงคำรามต่ำทุ้มราวกับมาจากขุมนรกก้นบึ้งสะท้อนก้องในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงที่ใช้กิริยาวาจา หากแต่เป็นการกระแทกกระทั้นผ่านจิตวิญญาณโดยตรง แรงกดดันจากลมปราณระดับอสูรบรรพกาลแผ่ซ่านกดทับจนแผ่นหลังของหลี่มู่เฉินชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ ไหล่ทั้งสองข้างราวกับแบกภูเขาค้ำฟ้าไว้ทั้งลูก ทว่ากระดูกสันหลังของเขากลับเหยียดตรงอย่างทรนงดุจกระบี่เหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำนับร้อยครา
ในความมืดมิดของคูหาผนึกอสูร ดวงตาสีทองคู่มหึมาขนาดเท่าล้อเกวียนจ้องมองลงมาจากความสูงชัน มันคือ "พยัคฆ์อัคคีทมิฬ" สัตว์อสูรบรรพกาลผู้เคยสั่นสะเทือนเก้าชั้นฟ้าสิบดินแดน ร่างกายมหึมาถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กไหลนิลกาฬที่สลักอักขระโบราณเรืองแสงสีโลหิต ทุกครั้งที่มันขยับตัว โซ่ตรวนเหล่านั้นจะกรีดเนื้อจนเลือดเนื้อหลุดร่วง แต่แววตาของมันกลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและดุดัน ไม่ยอมสยบให้แก่ฟ้าดิน
หลี่มู่เฉินมิได้สะทกสะท้าน สายตาคมกราบดุจคมกระบี่ของเขาประสานเข้ากับดวงตาสีทองคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว มุมปากของบุรุษหนุ่มยกย่องขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อชะตากรรมปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย
"ฟ้าดินยังไม่กล้ากำหนดชะตาชีวิตของข้า นับประสาอะไรกับเจ้า... อสูรบรรพกาล" เสียงของหลี่มู่เฉินราบเรียบ ทว่าหนักแน่นกังวานดั่งระฆังทองคำ ทุกคำพูดแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่ที่หลอมรวมความตายและความเป็นเข้าไว้ด้วยกัน
เซียนเฟยหลันซึ่งยืนอยู่ ณ ขอบเขตอาคมคุ้ม1กันเบื้องหลัง เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด นางกำด้ามกระบี่น้ำแข็งในมือไว้เสียจนข้อนิ้วปูดโปน ความกังวลฉายชัดผ่านนัยน์ตาคู่สวยที่ปกติเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง นางเอ่ยเบาหวิวราวกับกลัวเสียงของตนจะไปรบกวนกระบวนการอันตรายเบื้องหน้า "มู่เฉิน... พลังของมันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะควบคุมได้โดยง่าย หากเกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อย วิญญาณของเจ้าจะถูกมันกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว..."
คำเตือนนั้นเปี่ยมด้วยความห่วงใยอันล้ำลึกที่นางไม่เคยเอ่ยต่อหน้าผู้ใด หลี่มู่เฉินเหลือบสายตากลับไปมองนางเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนที่มอบให้ศิษย์พี่หญิงเพียงผู้เดียวปรากฏขึ้นชั่วพริบตา ก่อนที่เขาจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับความตายเบื้องหน้าอีกครั้ง
"ศิษย์พี่... ข้าเคยให้สัญญากับท่านแล้วว่าจะเหยียบย่ำพวกมันให้จมดิน การจะทำเช่นนั้นได้ ข้ามิอาจก้าวเดินด้วยพลังอันอ่อนแอ" หลี่มู่เฉินกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
เขายกมือขวาขึ้น นิ้วชี้กรีดผ่านฝ่ามือซ้ายอย่างรวดเร็ว โลหิตสีแดงฉานไหลทะลักออกมาอาบฝ่ามือ ทันทีที่กลิ่นอายโลหิตของมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิดคละคลุ้ง พยัคฆ์อัคคีทมิฬก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตาสีทองลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความกระหาย
"ฮ่าๆๆๆ! โลหิตนี้... มันคือกลิ่นอายแห่งความพินาศ! เจ้ามนุษย์ เจ้าช่างกล้าหาญหรือโง่เขลากันแน่!" สัตว์อสูรคำรามลั่นจนผนศิลาสั่นสะเทือน ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดานถ้ำ
หลี่มู่เฉินไม่รอช้า เขาประสานอินด้วยมือข้างเดียว พลังปราณแท้จริงสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากตัน田 (ดันเถียน) พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจำลองภายในถ้ำ อักขระโบราณนับพันตัวเปล่งแสงเจิดจ้าล้อมรอบร่างของเขาและสัตว์อสูร
"หากข้าคือผู้โง่เขลา ฟ้าดินก็คงเป็นเพียงพวกตาบอด!"
หลี่มู่เฉินพุ่งทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ ฝ่ามือที่มีโลหิตไหลท่วมพุ่งเข้าประทับลงบนหน้าผากของพยัคฆ์อัคคีทมิฬโดยตรง!
*ตูมมมม!*
คลื่นพลังกระแทกอันรุนแรงระเบิดออกเป็นวงกว้าง อาคมพันธสัญญาเลือดเริ่มทำงาน แสงสีทองและสีดำหลอมรวมกันเป็นเกลียวพายุหมุนวนรอบตัวทั้งสอง ร่างกายของหลี่มู่เฉินสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อพลังปราณอันมหาศาลของสัตว์อสูรทะลักเข้าสู่เส้นลมปราณของเขา มันคือความเจ็บปวดราวกับถูกไฟนรกแผดเผาจากภายใน กระดูกทุกชิ้นในร่างกายส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอาร์ดราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
"อึก..." หลี่มู่เฉินครางในลำคอ ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เหงื่อกาฬไหลหยดลงตามกรอบหน้า ทว่าดวงตาของเขากลับยังคงสุกใสและดื้อรั้นอย่างถึงที่สุด
เซียนเฟยหลันก้าวเท้าไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว หัวใจของนางกระหน่ำเต้นรัวราวมองดูคนรักกำลังเดินเข้าสู่กองเพลิง หากไม่ใช่เพราะอาคมกั้นขวาง นางคงพุ่งเข้าไปปกป้องเขาด้วยชีวิตแล้ว "มู่เฉิน!"
ในวินาทีที่พลังปราณของอสูรและมนุษย์กำลังจะปะทะกันจนถึงขีดสุด พยัคฆ์อัคคีทมิฬอ้าปากคำรามก้องฟ้า ดวงตาสีทองจ้องมองลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของหลี่มู่เฉิน มันค้นพบความมุ่งมั่นอันไร้ก้นบึ้ง จิตสังหารที่เย็นชาดั่งน้ำแข็ง และความรักอันมั่นคงที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความหยิ่งทะนง
สัตว์อสูรบรรพกาลชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่มันจะคำรามคำรามด้วยความยอมจำนน "น่าสนใจ... เจ้ามนุษย์ เจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะใช้ชื่อของข้า!"
*เปรี้ยง!*
ลำแสงสีทองพุ่งทะยานทะลุเพดานถ้ำขึ้นสู่ท้องน้ายามค่ำคืน เมฆฝนดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วสายฟ้าสีม่วงฟาดผ่าลงมากลางสำนักกระบี่สวรรค์ แรงกดดันระดับอสูรบรรพกาลผสานกับพลังแห่งการทะลวงขอบเขตระเบิดออกจนยอดเขาหลักสั่นสะเทือน
หลี่มู่เฉินยืนหยัดอยู่บนพื้นศิลาอีกครั้ง ร่างกายอาบย้อมไปด้วยแสงสีทองและไอเพลิงทมิฬ ลมปราณของเขาพุ่งทะยานผ่านขอบเขตเดิมอย่างบ้าคลั่ง จากขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เก้า พุ่งทะลุสู่ ขอบเขตแก่นแท้ลมปราณ อย่างง่ายดาย!
ทว่า... ในขณะที่ควันหลงจากการทำสัญญาเลือดกำลังจางหายไป และเซียนเฟยหลันกำลังจะวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยความโล่งอก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นที่ปากทางเข้าถ้ำ
"ผู้ใดบังอาจฝ่าฝืนเขตอภัยทาน ปลุกอสูรบรรพกาลตื่นขึ้น!"
เสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดด้วยอำนาจดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่สวรรค์และเหล่าศิษย์สายในนับร้อยคนที่ถือกระบี่เปล่งประกายเย็นเยียบพุ่งเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ทุกด้าน
หลี่มู่เฉินค่อยๆ ลดมือลง หันกลับไปมองผู้มาเยือนด้วยแววตาที่เยียบเย็นไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"ในที่สุดพวกมันก็โผล่หัวออกมา..." มู่เฉินพึมพำกับตนเอง มุมปากหยักลึกรอยยิ้มอันตราย
แต่ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยวาจาใดๆ เพิ่มเติม พื้นดินเบื้องล่างที่พวกเขาเหยียบอยู่กลับยุบตัวลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงคำรามที่คุ้นเคยดังขึ้นจากใต้หลุมลึก... และเงาร่างสีดำสนิทของใครบางคนที่ไม่มีใครคาดคิด ก็ก้าวเดินออกมาจากความมืดมิดเบื้องหลังผู้อาวุโสสูงสุด!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — มังกรครามท่องภพ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 13
พันธสัญญาอสูรบรรพกาล
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!