ความเจ็บปวดไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงกรีดร้อง แต่มันเริ่มต้นจากความเงียบงัน—เงียบงันเสียจนได้ยินเสียงกระดูกที่กำลังลั่นเปรี๊ยะราวกับกิ่งไม้แห้งถูกบดขยี้ในอุ้งมือของเทพเจ้า
หลี่มู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่กลางถ้ำมังกรอัคคี ไอทมิฬและเพลิงโลหิตพวยพุ่งวนเวียนอยู่รอบกายราวกับพายุหมุนขนาดย่อม ห้วงมหรรณพแห่งลมปราณในตันDianของเขากำลังเดือดพล่านราวกับน้ำในกระทะทองแดง พลังอสูรบรรพกาลที่เขาเพิ่งสังหารและดูดซับเข้ามาเมื่อชั่วยามก่อน บัดนี้มันไม่ได้ยอมจำนน มันกำลังพยายามฉีกกระชากเส้นชีพจรและกัดกินวิญญาณของเขาจากภายใน
"อึ..."
เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของชายหนุ่มสะท้อนก้องไปทั่วผนังถ้ำหินอัคคี เม็ดเหงื่อกาฬขนาดเท่าเมล็ดถั่วผุดพรายเต็มแผ่นหลังกว้างที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด อาภรณ์สีเทาขาดวิ่นเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่ปูดโปนและเส้นเลือดสีดำที่ปูดนูนขึ้นมาวับๆ แวมๆ ราวกับหนอนพิษนับพันกำลังไต่อยู่ใต้ผิวหนัง
"มู่เฉิน..."
เสียงหวานใสที่เจือไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิดดังแว่วมาจากปากถ้ำ เซียนเฟยหลันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันร้อนระอุ นางพยายามก้าวเข้ามาใกล้ แต่ม่านพลังปราณอสูรที่แผ่ซ่านออกมากลับผลักร่างของนางให้ถอยร่วมนับสิบก้าว ดวงตาคู่งามที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ บัดนี้สั่นไหวระริกด้วยความตื่นตระหนก นางไม่เคยเห็นชายหนุ่มผู้ใดต้องแบกรับภาระทางพลังที่รุนแรงถึงเพียงนี้มาก่อน
"อย่าเข้ามา... เฟยหลัน" หลี่มู่เฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาที่ลืมขึ้นมาข้างหนึ่งแดงก่ำราวกับโลหิต มีประกายแสงสีทองของอสูรพาดผ่าน "พลังอสูรเพลิงโลหิตนี้ดุร้ายเกินไป หากเจ้าก้าวล้ำเข้ามาในเขตอาคมนี้แม้แต่ก้าวเดียว ไอพิษอสูรจะกัดกร่อนเส้นลมปราณน้ำแข็งของเจ้าจนหมดสิ้น"
"แต่ว่าท่าน..." เฟยหลันเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด นางกำกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ความรู้สึกเจ็บปวดแปลบปลาบที่กลางอกทำให้นางแทบหายใจไม่ออก นางเป็นถึงศิษย์พี่ผู้สูงศักดิ์ เป็นผู้ที่ใครต่อ
ใครต่างหวาดเกรง แต่ในยามนี้ นางกลับทำได้เพียงยืนมองชายผู้เป็นดั่งดวงใจกำลังถูกเผาผลาญด้วยไฟนรกโดยไม่สามารถยื่นมือเข้าช่วยได้เลย
"ข้าไม่เป็นไร..." มู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดข่มความเจ็บปวดที่แทรกซึมไปถึงไขกระดูก เขารู้ดีว่านี่คือจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หากเขาพ่ายแพ้ต่อพลังอสูรตนนี้ เขาก็จะเป็นเพียงแค่เดรัจฉานที่ไร้สติ หลงเหลือไว้เพียงร่างไร้วิญญาณ แต่หากเขาชนะ... เคล็ดกระบี่กลืนฟ้าที่เขาฝึกฝนก็จะทะยานสู่ขอบเขตที่แท้จริง
ชายหนุ่มหลับตาลงอีกครั้ง ดึงสติทั้งหมดเข้าสู่ห้วงจิตวิญญาณภายใน
ณ ที่แห่งนั้น ซึ่งมืดมิดและกว้างใหญ่ไพศาล ร่างเงาของอสูรเพลิงโลหิตขนาดมหึมาปรากฏกายขึ้น มันคือจิตวิญญาณของอสูรบรรพกาลที่หลงเหลืออยู่ มันอ้าปากคำรามส่งเสียงสะท้อนก้องกังวานราวกับฟ้าผ่า พยายามข่มขวัญผู้บุกรุกตัวจ้อยอย่างเขา
*“มนุษย์โง่เขลา เจ้ากล้าดียังไงมาผนึกรวมวิญญาณกับข้า จงสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปซะ!”* เสียงคำรามดังสะท้อนในหัวของมู่เฉิน
หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน ดวงจิตของเขาในร่างจำแลงยกมือขึ้นช้าๆ กระบี่เหล็กไร้นามในมือพลันทอแสงประกายสีครามเจิดจ้า ตัดผ่านความมืดมิดในห้วงจิตใจ
"เดรัจฉานอย่างแก แม้แต่สวรรค์ยังไม่กล้าพิพากษา แล้วนับประสาอะไรกับเศษเสี้ยววิญญาณที่ตายไปแล้วอย่างแก!"
สิ้นเสียงตวาด หลี่มู่เฉินไม่รอช้า เขาพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของอสูรเพลิงโลหิตทันที!
วิถีกระบี่ของเขาในยามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกันตัวอีกต่อไป แต่มันคือวิถีกระบี่แห่งการพิชิต การทำลายล้าง และการเกิดใหม่ ทุกกระบวนท่าที่ตวัดออกไปแฝงไว้ด้วยเจตจำนงอันแข็งกร้าวที่ไม่ยอมก้มหัวให้แก่โชคชะตาใดๆ เพลิงโลหิตที่พ่นออกมาจากปากอสูรถูกคมกระบี่สีครามผ่าแยกออกเป็นสองเสี่ยงอย่างง่ายดาย
ภายนอกถ้ำ เซียนเฟยหลันสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นร่างของมู่เฉินกระตุกอย่างรุนแรง เลือดสีดำคล้ำพุ่งทะลักออกจากปากของเขาคำโต หยดลงบนพื้นหินจนเกิดเสียงฟู่ราวน้ำกรดกัดกร่อน
"มู่เฉิน!" นางหวีดร้องสุดเสียง น้ำตาหยดใสไหลรินอาบแก้มเนียนอย่างไม่อาจหักห้ามใจได้อีกต่อไป ความเยือกเย็นทั้งหมดที่นางสั่งสมมาตลอดชีวิตพังทลายลงในชั่วพริบตา
แต่ในวินาทีนั้นเอง...
พายุพลังปราณรอบกายของหลี่มู่เฉินก็สงบลงอย่างกะทันหัน ความมืดทมิฬและไอพิษสีดำม้วนตัวกลับเข้าสู่ร่างของเขาอย่างรวดเร็วดั่งน้ำวน ท้องฟ้าเหนתภูเขาอัคคีที่เคยปลอดโปร่ง กลับปรากฏเมฆฝนสีดำทะมฬก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมาตรงปากถ้ำเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนพื้นดินรอบบริเวณยุบตัวลงเป็นวงกว้าง
มู่เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง...
ดวงตาข้างซ้ายดำสนิทลึกล้ำดั่งห้วงอเวจี ส่วนดวงตาข้างขวาเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้าของอสูรบรรพกาล รัศมีพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาในยามนี้ ทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวเสียจนแม้แต่เซียนเฟยหลันยังต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตกตะลึง
เขากำหมัดแน่น รู้สึกได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในทุกอณูรูขุมขน เส้นชีพจรที่เคยเสียหายถูกหลอมรวมใหม่จนแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า เคล็ดกระบี่กลืนฟ้าขั้นที่เจ็ดทะลวงผ่านอย่างไร้แรงต้านทาน!
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายสูงสง่าแผ่กลิ่นอายความองอาจดุดัน เขากวาดสายตามองไปเบื้องหน้า ก่อนจะหันมาสบตากับเซียนเฟยหลันที่กำลังยืนมองเขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งห่วงหาโล่งใจ และหวาดหวั่นในพลังที่เปลี่ยนไป
"ข้าบอกแล้ว... ว่าข้าจะไม่ยอมตายง่ายๆ" เสียงของเขาแหบพร่าแต่มั่นคงหนักแน่น
ทว่า ก่อนที่ทั้งสองจะได้เอื้อMคำใดต่อกัน เงาร่างปริศนาก็ดำมืดสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศลงมาเบื้องหน้าพวกเขาอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด ปราณกระบี่สีเลือดพุ่งเข้าใส่มู่เฉินโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า!
"ระวัง!" เฟยหลันร้องเตือนสุดเสียง
มู่เฉินหรี่ตาลง รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นที่มุมปาก มือขวาตวัดออกอย่างไร้รูป ใช้นิ้วสองนิ้วคีบคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาไว้ได้อย่างแม่นยำราวดั่งจับปีกแมลงวัน
เงาร่างนั้นชะงักกุนกุนเผยให้เห็นใบหน้าที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ดวงตาที่มองมาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น และเสียงหัวเราะเยือกเย็นก็ดังขึ้นจากใต้หน้ากากนั้น
"ฮ่าๆๆ... สมแล้วที่เป็นผู้สืบทอดวิถีกระบี่กลืนฟ้า แต่น่าเสียดายนัก ที่วันนี้... จะเป็นวันตายของเจ้า!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — มังกรครามท่องภพ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 14
พลังที่ตื่นขึ้น
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!