*“เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว… เจ้าเด็กน้อย”*
คมดาบอาบยาพิษสีนิลกาฬแหวกฝ่าความมืดมิดยามวิกาลเข้าปักษาที่จุดตายกลางหลังของหลี่มู่เฉินอย่างไร้ซุ่มเสียง ไอสังหารเข้มข้นแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายกลายเป็นสีเทาหม่น
ในเสี้ยววินาทีเป็นตายนั้น มู่เฉินไม่ได้หันกลับไปมอง ร่างกายของอดีตมหาเทพขยับไปเองตามสัญชาตญาณแห่งความเป็นความตาย ดวงตาคมกริบเปล่งประกายสีครามดั่งหยกมังกร เขาก้มตัวลงต่ำพร้อมกับหมุนตัวกลับหลังอย่างงดงามและดุดันดั่งพายุหมุน
*เปร้ง!*
เสียงโลหะปะทะกันก้องกังวานสนั่นป่าไผ่ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่หลี่มู่เฉินรวบรวมไว้ที่ปลายนิ้วปะทะเข้ากับคมดาบมรณะอย่างพพอดี แรงสะท้อนทำให้ต้นไผ่อายุร้อยปีรอบบริเวณแตกละเอียดเป็นจุล เศษใบไผ่ปลิวว่อนคละคลุ้งไปกับละอองฝนยามดึก
"หึ… ฝีมือไม่เลว สำหรับมดปลวกในสำนักนอก" เงาร่างในชุดดำสนิทแฝงตัวกลืนไปกับความมืดเอבขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเย็นเยียบ มันคือมือสังหารรับจ้างจากแดนเงาพยัคฆ์ ผู้ถูกส่งมาเพื่อปิดปากผู้ที่ล่วงรู้ความลับเรื่องการทุจริตในเขตทดสอบพลัง
มู่เฉินยืนหยัดอย่างมั่นคง แม้ลมปราณในกายจะปั่นป่วนจากการหักโหมใช้เคล็ดวิชาฝืนฟ้าดิน เขากระอักโลหิตสีแดงสดคำโตออกมา แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับเย้ยหยันและทระนงองอาจยิ่งนัก "ส่งมือสังหารระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดมาจัดการศิษย์สายนอกเช่นข้า… ผู้อยู่เบื้องหลังคงนอนไม่หลับสินะ"
"เจ้าไม่มีโอกาสได้รู้หยมหรกหรอก ไปลงนรกซะ!"
มือสังหารพุ่งทะยานเข้ามาอีกระลอก คมดาบแปรเปลี่ยนเป็นเงาดาบนับพันสาย ราวกับห่าฝนแห่งความตายที่พร้อมจะบดขยี้ร่างของมู่เฉินให้แหลกเป็นผุยผง แรงกดดันมหาศาลกดทับจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าของมู่เฉินยุบตัวลงไปหลายชิ้น
ในวินาทีที่เงาดาบกำลังจะกลืนกินร่างของหลี่มู่เฉิน ทันใดนั้น… แสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้าก็พลันถูกย้อมด้วยประกายแสงสีฟ้าครามอันบริสุทธิ์และหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ
*วูบ!*
อุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา ปราณกระบี่อันสูงส่งและสง่างามสายหนึ่งพุ่งแหวกฟ้าลงมาปักตรงกลางระหว่างมู่เฉินและมือสังหาร ราวกับกำแพงสวรรค์ที่ไม่มีวันก้าวข้าม
"บังAอาจนัก… กล้าลงมือในเขตพำนักของศิษย์สายใน!"
น้ำเสียงใสราวกระดิ่งเงินแต่เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีดังขึ้น ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่าง ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาเหมันต์ลอยลงมาประทับยืนอยู่เบื้องหน้าหลี่มู่เฉินอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณที่นางแผ่ออกมา กลิ่นอายความกดดันระดับก่อเกิดแก่นแท้แผ่ซ่านจนมือสังหารชุดดำถึงกับใบหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดไปสามก้าว
เซียนเฟยหลัน!
มู่เฉินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยยามที่ได้เห็นแผ่นหลังบอบบางแต่มั่นคงของนาง สัมผัสได้ถึงไออุ่นจางๆ ที่แผ่มาจากตัวนางซึ่งเข้ามาปกป้องเขาไว้โดยไม่ลังเล กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของนางลอยปะปนมากับกลิ่นอายเลือดในอากาศ สร้างความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นในใจของอดีตมหาเทพผู้ไร้ใจ
"ศ… ศิษย์พี่หญิงเฟยหลัน!" มือสังหารชุดดำเสียงสั่นเทา มันไม่คาดคิดว่าสตรีผู้เยือกเย็นและไม่เคยสนใจเรื่องราวทางโลกผู้นี้จะมาปรากฏตัวในสถานที่อับอายเช่นนี้ยามวิกาล
"เจ้าสมควรตาย"
เฟยหลันไม่เอื้อนเอ่ยวาจาไร้สาระ นางเพียงแค่ยกมือเรียวดุจหยกขึ้นวาดกลางอากาศ ปราณกระบี่เหมันต์นับร้อยสายพลันก่อตัวขึ้นเป็นดอกบัวน้ำแข็ง บุปผาน้ำแข็งบานสะพรั่งท่ามกลางแสงจันทร์ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ร่างมือสังหารชุดดำอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
*ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!*
แม้แต่โอกาสจะกรีดร้อง มือสังหารผู้นั้นก็ยังไม่มี ร่างของมันถูกแช่แข็งและสลายกลายเป็นละอองน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและไอเย็นที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ป่าไห่กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของมู่เฉินและแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทาบทับเงาร่างของคนทั้งสอง
เฟยหลันค่อยๆ ลดมือลง นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับลมปราณ ก่อนจะหมุนตัวกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนค้ำยันเข่าอยู่บนพื้น ดวงตากลมโตคู่สวยที่ปกติจะเย็นชาไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับฉายแววซับซ้อนและมีความกังวลเจืออยู่จางๆ
"เจ้า… บาดเจ็บหนักหรือไม่?" น้ำเสียงของนางยังคงความเรียบเฉยตามนิสัย แต่กลับเจือความห่วงใยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัว
มู่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัวหรือความอ่อนแอ มีเพียงความทระนงและประกายแสงลึกล้ำที่ทำให้นางต้องใจสั่น เขายันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้บาดแผลที่หลังจะยังคงส่ง1ความเจ็บปวดแล่นริ้ว
"ขอบคุณศิษย์พี่หญิงที่เมตตา… แต่ต่อให้ไม่มีท่าน ข้าก็มีวิธีจัดการกับสุนัขรับใช้พวกนี้" มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าริมฝีปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
เฟยหลันขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์เล็กๆ กับความอวดดีของคนตรงหน้า "ปากดีนักนะหลี่มู่เฉิน หากข้ามาล่าช้ากว่านี้อีกก้านธูปเดียว ศพของเจ้าคงกลายเป็นปุ๋ยใต้ต้นไผ่ไปแล้ว เหตุใดเจ้าจึงชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่ร่ำไป?"
"เพราะบางครั้ง… หากเราเลือกที่จะก้มหัวให้ความอยุติธรรม ชีวิตที่ยืนยาวก็ไร้ซึ่งความหมาย" มู่เฉินก้าวเข้าไปใกล้ingนางทีละน้อย จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นอายบุรุษที่หนักแน่นและดุดันพุ่งเข้าปะทะนาสิกของเฟยหลัน ทำให้หัวใจที่สงบนิ่งมาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรของนางเต้นรัวผิดจังหวะ
นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ พวงแก้มขาวนวลปรากฏริ้วสีแดงจางๆ ยามต้องแสงจันทร์ "เจ้า… ถอยไปให้ห่างนะ"
"ศิษย์พี่หญิงช่วยชีวิตข้าไว้ บุญคุณนี้ข้าจดจำไว้ในใจแล้ว" มู่เฉินกระซิบเสียงต่ำ ใบหน้าห่างจากนางเพียงแค่ลมหายใจกั้น สายตาคมปลาบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "แต่ทว่า… ยามวิกาลเช่นนี้ สตรีสูงศักดิ์เช่นท่าน เหตุใดจึงบังเอิญผ่านมาแถวเขตศิษย์สายนอกพอดีเล่า? หรือว่า… เป็นห่วงข้า?"
เฟยหลันสะท้านเฮือกในอก นางเบือนหน้าหนีสายตาอันร้อนแรงราวน้ำวนของเขา พยายามควบคุมน้ำเสียงให้กลับมาเยือกเย็นดังเดิม "เหลวไหล! ข้าแค่… เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสำนักตามหน้าที่ก็เท่านั้น!"
มู่เฉินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ทุ้มนุ่มและมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ "ศิษย์พี่หญิงช่างขยันขันแข็งยิ่งนัก… เช่นนั้น ข้าคงต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อน เพื่อเตรียมรับมือกับคนที่ส่งสุนัขพวกนี้มาในวันพรุ่งนี้"
เขารับคำคารวะนางอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินผ่านร่างของนางไปช้าๆ ทว่าในจังหวะที่หัวไหล่ของทั้งสองเฉียดผ่านกัน เฟยหลันก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบปลิวไปกับสายลม
"ระวังตัวด้วย… คนผู้นั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เจ้าจะรับมือได้ง่ายๆ"
มู่เฉินหยุดเดิน รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้งโดยที่นางมองไม่เห็น เขาไม่ได้หันกลับไปตอบคำ แต่ก้าวเดินหายลับไปในความมืดของผืนป่า ทิ้งให้เซียนเฟยหลันยืนเคว้งคว้างอยู่ใต้แสงจันทร์เพียงลำพัง พร้อมกับความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของหัวใจ
ทว่า… ในขณะที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุม ทันใดนั้น ท้องนภายามวิกาลที่ควรจะมีเพียงแสงจันทร์และหมู่ดาว กลับพลันเกิดเสียงคำรามกึกก้องราวกับเสียงคำรามของพญามังกร เมฆสีดำทะมัยกลุ่มใหญ่เคลื่อนตัวมารวมกันอย่างรวดเร็วเหนือยอดเขาหลักของสำนักกระบี่สวรรค์ พร้อมกับสายฟ้าสีม่วงเข้มที่แล่นริ้วผ่าลงมากลางยอดเขาอย่างกะทันหัน!
*เปรี้ยง!*
เฟยหลันสะดุ้งสุดตัว นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด "นั่นมัน… ทัณฑ์สวรรค์ขั้นทะลวงขอบเขต? หรือว่า… ใครบางคนกำลังจะฝืนลิขิตสวรรค์เพื่อก้าวสู่แดนเซียนขั้นที่สิบ?"
มู่เฉินที่เพิ่งเดินกลับมาถึงเรือนพักหยุดชะงักฝีเท้า เขาแหงนมองท้องฟ้าสีม่วงคล้ำแววตาคมกริบเปล่งประกายความเยียบเย็นและดุดันยิ่งกว่าเดิม ความลับที่สำนักปกปิดมานานนับร้อยปี กำลังจะถูกกระชากหน้ากากในคืนนี้…
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไป1ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — มังกรครามท่องภพ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 11
จันทร์กระจ่างในยามวิกาล
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!