"ใคร... กล้าแตะต้องคนของข้า?"
สุ้มเสียงนั้นมิได้ดังดั่งอสุนีบาตฟาดผ่า ทว่ากลับกดทับบรรยากาศรอบบริเวณลานทดสอบวิชาของสำนักกระบี่เมฆาคารวะให้ดิ่งจมลงสู่ห้วงเหวลึก ไอสังหารเย็นเยียบสายหนึ่งแผ่พุ่งออกมาจากร่างของหลี่มู่เฉิน ดุจดั่งคมกระบี่โบราณที่ถูกชักออกจากฝักเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี เงาร่างของศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อยในสายตาผู้อื่น บัดนี้กลับยืนหยัดสง่างามราวกับเทพสงครามผู้เหยียบย่างลงมาจากแดนทัณฑ์สวรรค์
เซียนเฟยหลันที่กำลังประคองร่างซึ่งสะบักสะบอมของตนเองไว้ ช้อนสายตาขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนบังลมฝนแห่งความเป็นความตายให้อย่างไร้เงื่อนไข หัวใจดวงน้อยที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีกลับไหววูบอย่างรุนแรง นางสัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวและพลังอำนาจที่ลึกล้ำเกินกว่าขอบเขตพลังที่แท้จริงของเขาจะรองรับได้
"หลี่มู่เฉิน... เจ้า... เจ้ากล้าดียังไงถึงมารubหลู่ศิษย์พี่ใหญ่!" เสียงตะโกนจากกลุ่มศิษย์สายในดังขึ้นด้วยความขุ่นเคือง ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าก้าวออกไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว เนื่องจากแรงกดดันจากจิตสังหารของมู่เฉินนั้นหนักหน่วงเกินกว่าที่ผู้มีตบะต่ำต้อยจะทานทน
หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองผู้อื่น สายตาคมกราบดุจพญาอินทรีจับจ้องเพียงรอยแผลที่มุมปากของหญิงสาว ความโกรธเกรี้ยวที่ถูกสะกดกลั้นไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย บัดนี้กำลังแผดเผาจิตวิญญาณของเขาจนแทบหลอมละลาย ทว่าในความเดือดดาลนั้น เขากลับควบคุมลมหายใจและพลังปราณได้อย่างแนบเนียน
*กลิ่นอายนี้... มันไม่ใช่พลังปราณบริสุทธิ์ของสำนักกระบี่เมฆาคารวะ*
มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย ประสาทสัมผัสระดับมหาเทพในอดีตตื่นตัวถึงขีดสุด ขณะที่เขาใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่ชีพจรของเฟยหลันเพื่อถ่าย10รินปราณคุ้มกัน เขาก็พลันกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ ลานหินปูพื้นอันเก่าแก่ของสำนัก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอบอวลไปด้วยไอหมอกแห่งเซียนและพลังฟ้าดินอันบริสุทธิ์ บัดนี้กลับมีละอองหมอกสีดำจางๆ ลอยวนอยู่ตามซอกมุมอับสายตาอย่างแนบเนียน
กลิ่นอายสาบสางของแดนอสูร... กลิ่นอายมารที่ไร้รูปร่างและไร้ตัวตน!
"มู่เฉิน..." เสียงหวานของเซียนเฟยหลันเอ่ยแผ่วเบา นางเอื้อมมือเรียวเล็กมาจับชายเสื้อของเขาไว้ ความเย็นชาที่นางเคยใช้เป็นเกราะ ฃกำแพงป้องกันตนเองจากโลกภายนอก พังทลายลงสิ้นต่อหน้าบุรุษผู้นี้ "ระวังตัวด้วย... พลังของคนผู้นั้นแปลกประหลาดนัก ตอนที่เขาส่งกระบวนท่าใส่ข้า ราวกับว่า... ราวกับว่าวิชาของสำนักเราถูกบิดเบือนด้วยวิชามารสายดำ"
"ข้ารู้แล้ว... เจ้าพักก่อนเถอะ" มู่เฉินกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าแววตาที่หันกลับไปมองกลุ่มศิษย์สายในและผู้อาวุโสที่ยืนอยู่บนระเบียงตำหนักใหญ่กลับคมกริบราวกับจะเชือดเฉือนทุกสิ่งให้เป็นจุล
ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด ร่างของผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอคัมภีร์ 'เทียนเฉิน' ก็ก้าวเดินออกมาจากเงาไม้ใหญ่ ใบหน้าของชราภาพผู้ทรงอิทธิพลผู้นี้ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา แววตาของเขาคู่นั้นกวาดมองมู่เฉินด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ทั้งเหยียดหยาม ทั้งประหลาดใจ และ... หวาดระแวง
"หลี่มู่เฉิน เจ้าเป็นเพียงศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย เหตุใดจึงบังอาจใช้จิตสังหารคุกคามในเขตต้องห้ามของสำนัก?" เสียงกังวานของผู้อาวุโสเทียนเฉินดังก้องไปทั่วบริเวณ กดดันให้บรรดาศิษย์รอบข้างต้องหายใจติดขัด
"ต่ำต้อยหรือสูงส่ง... ตัดสินกันด้วยคัมภีร์ยุทธหรือกระบี่ในมือกันแน่, ผู้อาวุโส?" มู่เฉินยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ร่างกายของเขาสะท้อนรัศมีปราณสีครามจางๆ ออกมาอย่างมิอาจปิดบัง เขาก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจังหวะหัวใจของทุกคนให้เต้นระรัว "สำนักกระบี่เมฆาคารวะตั้งมั่นในคุณธรรมปราบมารมานับพันปี เหตุใดวันนี้... ใต้ร่มเงาของหอคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ถึงได้มีกลิ่นอายของโลหิตและไออสูรหนาแน่นยิ่งกว่าซากศพในหุบเขาหมอกทมิฬเล่า?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์สายในต่างพากันหน้าเปลี่ยนสีทันที บางคนถึงกับแสดงอาการร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
"เหลวไหล! เจ้าเด็กสามหาว กล้ากล่าวหาสำนักตนเองได้อย่างไร!" ผู้อาวุโสเทียนเฉินตบราวระเบียงไม้จนแตกละเอียด พลังปราณระดับกำเนิดวิญญาณระเบิดออกมากดดันมู่เฉินอย่างเต็มกำลัง "จับกุมมันไว้! โทษฐานหมิ่นประมาทสำนักและสร้างความวุ่นวาย นำตัวไปขังคุกอัสนีบาต!"
สิ้นคำสั่ง ศิษย์สายในระดับสูงนับสิบคนชักกระบี่ออกจากฝักพร้อมกัน ประกายแสงวาววับนับสิบสายพุ่งตรงเข้ามาหมายจะสยบมู่เฉินในกระบวนท่าเดียว ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หลี่มู่เฉินหาได้ถอยหลังไม่ มุมปากของเขากลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง
เขาไม่ได้ชักกระบี่... แต่เขาใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานกันเป็นดัชนีกระบี่ พัดผ่านอากาศเบาๆ
*ฟรุบ!*
คลื่นกระบี่สีครามเข้มข้นสายหนึ่งสะท้อนออกไปราวกับสายน้ำวนที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง แรงกดดันระดับกำเนิดวิญญาณของผู้อาวุโสเทียนเฉินที่แผ่ลงมา ถูกคลื่นกระบี่นั้นตัดขาดเป็นสองท่อนในพริบตา! ศิษย์สายในทั้งสิบคนที่พุ่งเข้ามาต่างกระเด็นถอยหลังไปคนละทิศคนละทาง กระบี่ในมือของพวกเขาหักสะบั้นลงพร้อมกันอย่างไร้การต่อ抗
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานทดสอบอีกครั้ง ชนิดที่ว่าแม้แต่เสียงแมลงหวีดหวิวก็ยังไม่มีใครได้ยิน ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ วิชาอันใดกัน? เพียงแค่ใช้นิ้วเปล่าๆ กลับสามารถทำลายกระบวนท่าของศิษย์สายในนับสิบและสะท้อนแรงกดดันของผู้อาวุโสได้ในคราเดียว!
เซียนเฟยหลันมองแผ่นหลังของชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก นางรู้ดีว่ามู่เฉินแข็งแกร่ง แต่นี่มันเกินขอบเขตความเข้าใจไปไกลโขแล้ว
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับพลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้น หลี่มู่เฉินกลับไม่มียินดีแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่เงาดำสายหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่หลังหน้าต่างของหอคัมภีร์—เงาดำที่ปราศจากรูปร่าง แต่มันกำลังส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาด้วยคลื่นเสียงทางจิตที่สะท้อนก้องอยู่ในหัวของเขาเพียงผู้เดียว
*เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว... เจ้าเด็กน้อย*
เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความชั่วร้ายของราชาปีศาจจากบรรพกาล และก่อนที่มู่เฉินจะทันได้ก้าวเท้าติดตามเงานั้นไป ผืนแผ่นดินทั้งหมดของสำนักกระบี่เมฆาคารวะก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับถูกย้อมด้วยสีเลือดในพริบตา... และใจกลางของคุกอัสนีบาตใต้ดินที่ควรจะปิดตาย กลับมีเสียงคำรามอันดุร้ายของอสูรโบราณดังทะลุขึ้นมา พร้อมกับผนึกพันธนาการที่กำลังแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ!
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 10
คำเตือนจากความมืด
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!