เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 34

ม่านหมอกแห่งความตาย

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
“หยุดเดินซะ มู่เฉิน... เจ้ากำลังเดินเข้าสู่ปากเหวแห่งความตายโดยไม่รู้ตัว” เสียงกระซิบที่เย็นเยียบราวกับสายลมจากขุมนรกดังขึ้น ทว่ามิได้มาจากรอบกาย หากแต่ก้องกังวานอยู่ภายในจิตวิญญาณของหลี่มู่เฉิน ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของหุบเขาเบื้องหน้า สภาพแวดล้อม ณ จุดนี้ไม่มีต้นไม้ใบหญ้า ไม่มีแม้กระทั่งพื้นดินให้เหยียบย่าง มีเพียงความว่างเปล่าสีเทามืดมัวที่ทอดยาวไร้ขอบเขต ไอหมอกสีดำทมิฬลอยวนเวียนอยู่รอบข้อเท้า ราวกับมือที่ไร้รูปร่างนับพันกำลังเอื้อมขึ้นมาฉุดกระชากวิญญาณของผู้ที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามา มู่เฉินหยุดชะงักฝีเท้า... เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกราบทอประกายแสงสีทองเจิดจ้าขึ้นอีกครั้งอย่างน่ากลัว ปราณกระบี่อัสนีบาตทองคำไหลเวียนพลุ่งพล่านอยู่ในเส้นชีพจร ส่งเสียงคำรามฮึ่มฮั่มคล้ายพญาอินทรีที่ถูกจองจำในกรงขัง นี่คือ ‘เขตแดนไร้ลักษณ์’... ดินแดนอาคมโบราณที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับบรรพจารย์ยังต้องหวาดผวา เพราะมันมิได้ทดสอบพลังยุทธ์ด้วยกระบวนท่า หากแต่ทดสอบสติปัญญา จิตใจ และภาพลวงตาอันดำมืดที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งแห่งความทรงจำ “ความตายหรือ?” มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาทุบทำลายความเงียบงัดดั่งสายฟ้าฟาด “ข้าเผชิญหน้ากับความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่วันที่ตระกูลหลี่ถูกเผาทำลาย จนถึงวันที่พวกมันเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้า... ความตายไม่มีสิทธิ์กำหนดว่าข้าควรเดินไปทางไหน!” พริบตาถัดมา ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันบิดเบี้ยว ไอหมอกสีเทากลุ่มใหญ่หมุนวนกลายเป็นพายุหมุน ก่อนจะปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากม่านหมอก นางสวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมสีดำสนิทสยายยาวคลอเคลียแผ่นหลัง ทว่าใบหน้านั้นกลับเย็นชาดุจน้ำแข็งแกะสลัก ดวงตาคู่งามราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ นางคือ ‘เซียนเฟยหลัน’ ศิษย์พี่หญิงผู้สูงศักดิ์ที่เขาพยายามปกป้องด้วยชีวิต “มู่เฉิน... เจ้ากลับไปเสียเถอะ” เซียนเฟยหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ห่างเหิน และไร้เยื่อใย “การเดินทางครั้งนี้มีแต่ความพินาศ เจ้าไม่มีทางเอาชนะเงาอดีตของตนเองได้หรอก การดึงดันจะไปต่อมีแต่จะทำให้เจ้าต้องดับสูญไปพร้อมกับข้า” มู่เฉินนิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจวูบไหวราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ภาพสตรีตรงหน้าช่างชัดเจนเหลือเกิน กลิ่นอายความเย็นชาที่คุ้นเคย น้ำเสียงที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสมจริงจนแยกไม่ออกว่านี่คือความจริงหรือภาพลวงตาที่เขตแดนไร้ลักษณ์สร้างขึ้นเพื่อหลอกลวง “ศิษย์พี่... เจ้าไม่ใช่เฟยหลันของข้า” มู่เฉินหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจเข้าออกยาวลึกเพื่อสงบจิตใจที่กำลังกระวนกระวาย “เฟยหลันที่ข้ารู้จัก ต่อให้เผชิญหน้ากับหายนะล้างโลก นางก็จะไม่เคยเอ่ยคำว่ายอมแพ้ และไม่มีวันผลักไสข้าให้เผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวลำพังเด็ดขาด!” “เจ้าคิดว่านี่คือภาพลวงตาอย่างนั้นหรือ?” ร่างของเซียนเฟยหลันพลันก้าวเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี นางยื่นมือเรียวงามออกไปสัมผัสที่อกเสื้อด้านซ้ายของเขา ตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นระรัว “ความรู้สึกเจ็บปวดที่เจ้ากำลังแบกรับอยู่ในอกขณะนี้ มันคือความจริง... ข้าคือภาระที่เจ้าไม่มีวันสลัดหลุด เจ้าเป็นแค่ศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย ไร้ซึ่งพลังอำนาจ ไฉนจึงอาจหาญจะท้าทายลิขิตสวรรค์?” คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึกผิดบาปและความอ่อนแอในอดีตของมู่เฉิน มันคือเสียงสะท้อนจากความกลัวที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณ—ความกลัวที่จะสูญเสียคนที่รักไปอีกครั้งโดยที่ตนเองไร้ซึ่งพลังจะปกป้อง มือที่กำด้ามกระบี่สั่นเทาเล็กน้อย เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม ไอหมอกรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน กลิ่นอายคาวเลือดลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าทั้งสองข้างราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก นี่คือกลลวงของเขตแดนไร้ลักษณ์... มันดึงเอาปมด้อย ความรู้สึกผิด และความกลัวที่สุดในใจของเหยื่อออกมาทรมานให้ยอมจำนน จนกระทั่งจิตวิญญาณแตกสลายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของไอหมอกแห่งความตายไปชั่วนิรันดร์ “เจ้าพูดถูก... ข้ามันก็แค่ศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย” มู่เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีทองฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความลังเล มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทระงายดั่งพญาอินทรีผู้ไม่ก้มหัวให้ผู้ใด “แต่ต่อให้สวรรค์เบื้องบนจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของข้า ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือเล่มนี้... ฟันฝ่าเส้นทางของตนเองขึ้นไปเหยียบย่ำมันให้จมดิน!” *เปรี้ยงงงง!* สิ้นเสียงคำรามของมู่เฉิน ปราณกระบี่อัสนีบาตทองคำก็ระเบิดออกรอบตัวอย่างรุนแรง คลื่นพลังงานความร้อนสูงแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง เผาผลาญไอหมอกสีเทาและภาพลวงตารอบกายให้สลายกลายเป็นจุลในพริบตา ร่างของเซียนเฟยหลันปลอมๆ กรีดร้องโหยหวนก่อนจะสลายกลายเป็นควันสีดำและจางหายไปในอากาศ ทว่า... ความเงียบสงบยังไม่ทันคืนกลับมา พื้นดินเบื้องล่างที่ควรจะว่างเปล่ากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแยกขนาดใหญ่ปริแตกออกเป็นทางยาวนับพันลี้ เสียงคำรามต่ำๆ ราวกับสัตว์ป่าดุร้ายจากก้นบึ้งของมหาสมุทรดังสะท้อนก้องขึ้นมา มู่เฉินหรี่ตาลงมองลงไปยังเบื้องล่างด้วยความระแวดระวัง ทันใดนั้น เงาร่างสีดำสนิทนับร้อยนับพันก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยก ราวกับฝูงปีศาจกระหายเลือดที่ถูกปลดปล่อยจากการจองจำนานนับหมื่นปี และตรงใจกลางของฝูงเงาร่างเหล่านั้น มีร่างของชายชราคนหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกปิดด้วยหน้ากากกระดูกสัตว์ ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่มู่เฉิน พร้อมกับเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าที่สะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท “ในที่สุด... ข้าก็รอวันที่เจ้าก้าวเข้ามาถึงจุดนี้ หลี่มู่เฉิน... ทายาทคนสุดท้ายแห่งตระกูลหลี่” มู่เฉินเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยสัญชาตญาณอันตราย ชายชราปริศนาผู้นี้มิได้เป็นเพียงภาพลวงตาจากเขตแดนไร้ลักษณ์ แต่เขามีตัวตนอยู่จริง และดูเหมือนจะล่วงรู้ความลับทั้งหมดเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนเอง ________________________________________ ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันไอหมอกแห่งความเป็นความตายไปกับมู่เฉินในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%