เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 32

ร่วมมือกับศัตรูเก่า

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
"หลี่มู่เฉิน... ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้หนี้กรรมที่บังอาจฝ่าฝืนกฎสวรรค์แล้ว" เสียงเยียบเย็นนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงนึก ความกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนอากาศรอบกายคล้ายกลายเป็นเหล็กหลอม ไอร้อนระอุผสมผสานกับความหนาเหน็บของจิตสังหารแผ่ซ่านไปทั่วค่ายพักแรมชั่วคราว ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ หลี่มู่เฉินกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบดุจใบกระบี่โบราณยังคงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก เขาค่อยๆ กวาดสายตามองเงาร่างที่ทาบทับลงมาจากเบื้องบน ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างแผ่วเบา "กฎสวรรค์? หรือเป็นเพียงกฎที่พวกเจ้าใช้เพื่อกดขี่ผู้ที่อ่อนแอกว่ากันแน่" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง แววตาของเขาฉายแววเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง ในยามวิกฤตเช่นนี้ แผ่นดินกำลังลุกเป็นไฟ กองกำลังทมิฬจากแดนบูรพาเคลื่อนพลประชิดชายแดนแคว้นหลง ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ากลับไม่ใช่กองทัพนับแสนนอกกำแพงเมือง หากแต่เป็นหนอนบ่อนไส้จากราชสำนักและเงาพญายมที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อกอบกู้แผ่นดินที่กำลังจะล่มสลาย และเพื่อปกป้องเซียนเฟยหลัน สตรีเพียงหนึ่งเดียวในดวงใจที่กำลังบาดเจ็บสาหัสจากการต้านทานทัณฑ์สวรรค์ หลี่มู่เฉินจึงไม่มีทางเลือกอื่น... เขาจำต้องก้าวเข้าสู่เขตแดนอันตรายเพื่อพบกับบุคคลที่เขาไม่เคยคิดจะร่วมทางด้วยอีกตลอดชีวิต ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางหุบเขาหมอกทมิฬ สายลมยามค่ำวัดพัดพาไอเย็นเยียบเข้ากระดูกดำ เบื้องหน้าของหลี่มู่เฉินคือบุรุษในชุดคลุมสีครามเข้ม เส้นผมสีดำสนิทถูกมัดรวบไว้ด้วยปิ่นหยกสลักลายพยัคฆ์เหิน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่เย็นชาไร้ความรู้สึก นัยน์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความพินิจพิเคราะห์และระแวดระวัง นี่คือ "มู่หรงจ้าน" อดีตศิษย์พี่ร่วมสำนักผู้เคยหักหลังและเหยียบย่ำเขาจนตกอับในอดีต ศัตรูคู่อาฆาตที่เคยหมายเอาชีวิตกันมานับครั้งไม่ถ้วน ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านใบไม้ราวกับเสียงกระซิบของภูตผี "ช่างน่าขันยิ่งนัก..." มู่หรงจ้านเอ่ยทำลายความเงียบ มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะหยัน "หลี่มู่เฉินผู้ทะนงองอาจ ศิษย์ผู้น้องผู้เคยประกาศว่าจะเหยียบย่ำฟ้าดินด้วยสองเท้าของตนเอง ในวันนี้กลับต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากข้า... คนที่เจ้าเกลียดชังเข้ากระดูกดำอย่างนั้นหรือ" หลี่มู่เฉินไม่สะทกสะท้านต่อวาגเสียดสี เขานั่งลงบนเก้าอี้หินฝั่งตรงข้ามอย่างสง่างาม ท่วงท่าองอาจดุจพญาอินทรีที่แม้จะบาดเจ็บก็ยังคงความน่าเกรงขาม ร่างกายของเขาแผ่ไอปรังปราณสีครามจางๆ ออกมาเพื่อต้านทานแรงกดดันรอบตัว "ข้าไม่ได้มาในฐานะศิษย์น้องผู้ต่ำต้อย และเจ้าก็ไม่ใช่ศิษย์พี่ผู้เมตตา" หลี่มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดุจใบกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก "เราต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้คืออะไร แคว้นหลงกำลังจะแตก กองกำลังทมิฬไม่ได้ต้องการเพียงแค่บัลลังก์ แต่พวกมันต้องการทำลายรากฐานการบำเพ็ญเพียรของยุทธภพทั้งหมด หากแผ่นดินนี้ล่มสลาย เจ้าคิดว่าสำนักของพวกเราจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกมันได้อย่างนั้นหรือ" มู่หรงจ้านหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตวาวโรจน์ขึ้นในนัยน์ตา เขาขยับตัวเข้าหาโต๊ะหินเล็กน้อย กลิ่นอายพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ขยายออกโดยอัตโนมัติกดดันให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้นไปอีก "แล้วเหตุใดข้าต้องร่วมมือกับคนที่อาจจะแทงข้างหลังข้าได้ทุกเมื่อเล่า หลี่มู่เฉิน? เจ้าก็รู้ว่าความแค้นระหว่างเราสะสมมานานนับสปีศาจ ข้ามีเหตุผลอันใดที่จะต้องเอาชีวิตบริวารของข้าไปเสี่ยงเพื่อบ้านเมืองที่ใกล้จะดับสูญของเจ้า" "เพราะเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นเช่นเดียวกับข้า" หลี่มู่เฉินตอบกลับทันควันอย่างไร้ความลังเล สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายราวกับจะมองทะลุจิตใจ "ข้ารู้ว่าขุมกำลังเงาพญายมที่หนุนหลังกองทัพทมิฬอยู่นั้น คือกลุ่มคนเดียวกับที่เคยสังหารอาจารย์ของเรา และพวกมันก็กำลังหมายหัวเจ้าอยู่เช่นกัน มู่หรงจ้าน... เจ้าคิดว่าการที่เจ้าเก็บตัวเงียบอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ จะทำให้พวกมันละเว้นเจ้าอย่างนั้นหรือ? ผิดมหันต์! สำหรับพวกมัน ผู้ที่มีสายเลือดและเคล็ดวิชาโบราณเช่นเราทุกคน คือ 'โอสถวิญญาณชั้นดี' ที่พวกมันต้องการนำไปใช้ทะลวงขอบเขต" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของมู่หรงจ้าน ร่างของบุรุษชุดครามชะงักไปเล็กน้อย รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาเมื่อครู่หดกลับเข้าไปในพริบตา แม้สีหน้าจะยังคงความเยือกเย็นไว้ได้ แต่นัยน์ตากลับไหววูบด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกจี้จุดอ่อนสำคัญ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เต็มไปด้วยกระแสความคิดอันเชี่ยวกรากของคนทั้งสอง ในมิติอันลี้ลับของห้วงจิต หลี่มู่เฉินยังคงห่วงหาอาทรถึงเซียนเฟยหลัน นางที่นอนพักรักษาตัวอยู่ภายใต้ค่ายกลปกป้องในถ้ำมังกรเร้น ร่างกายของนางบอบช้ำจากการใช้พลังเซียนบริสุทธิ์ต้านทานสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์แทนเขา ภาพรอยยิ้มอันแสนเย็นชาแต่นุ่มนวลยามที่นางเอ่ยปากเตือนสติเขายังคงชัดเจนในความทรงจำ นั่นคือเหตุผลที่เขาต้องมีชีวิตรอด และนั่นคือเหตุผลที่เขาต้องดึงมู่หรงจ้านเข้ามาเป็นพวก แม้จะต้องเดิมพันด้วยเกียรติยศทั้งหมดที่มีก็ตาม "ข้อเสนอของเจ้าคืออะไร" ในที่สุด มู่หรงจ้านก็ยอมเปิดปากเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเจือความระแวดระวังแต่มันคือสัญญาณของการเจรจา หลี่มู่เฉินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ปรากฏไม่ได้ทำให้ใบหน้าดูอบอุ่นขึ้นแต่อย่างใด หากแต่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบายของยอดฝีมือผู้ผ่านศึกมาโชกโชน "สามวัน... ภายในสามวันี้ เราจะร่วมมือกันบุกทะลวงค่ายกลค่ายทมิฬที่ชายแดนตะวันตก ตัดหัวแม่ทัพฝั่งศัตรูเพื่อสั่นคลอนขวัญกำลังใจของพวกมัน ส่วนเรื่องความแค้นส่วนตัวระหว่างเรา..." หลี่มู่เฉินหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้พรางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กระซิบราวกับเสียงคำรามของมังกรหลับใหล "...เก็บไว้สะสางหลังจากที่เราเผาทำลายเงาพญายมจนไม่เหลือแม้แต่เศษเถ้าธุลี... เจ้าว่าอย่างไร ศิษย์พี่?" มู่หรงจ้านนิ่งงัดพิจารณาคำพูดนั้นอย่างรอบคอบ เขารู้ดีว่าหลี่มู่เฉินเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น แม้จะเป็นศัตรูแต่ก็เป็นศัตรูที่ถือเกียรติยิ่งชีพ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในยุทธภพตอนนี้บีบบังคับให้พวกเขาต้องเลือกทางเดินร่วมกัน มิฉะนั้น ทั้งสองคนต่างก็จะถูกกลืนกินทีละคนอย่างไร้ทางสู้ มือหนาของมู่หรงจ้านค่อยๆ ยื่นออกไปเหนือโต๊ะหิน นัยน์ตาสสีครามเข้มจ้องมองไปยังหลี่มู่เฉินด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งชิงชัง ทั้งยอมรับ และทั้งจำยอม ทันใดนั้นเอง... ก่อนที่ฝ่ามือของทั้งสองจะทันได้ประสานกันเพื่อเป็นการทำพันธะสัญญาโลหิต บรรยากาศรอบกายก็แปรเปลี่ยนเป็นความหนתเหน็บดุจน้ำแข็งขั้วโลก ท้องน้ายามราตรีที่เคยมีดวงดารากลับถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดสนิทอย่างไร้สาเหตุ! *เปรี้ยงงงงง—!* สายฟ้าสีดำสนิทผ่าลงมากลางศาลาแปดเหลี่ยมจนเศษหินกระเด็นกระจาย แรงระเบิดรุนแรงซัดร่างของทั้งหลี่มู่เฉินและมู่หรงจ้านให้ต้องถอยหลังไปคนละสามก้าว จากกลุ่มควันสีดำที่ลอยคลุ้ง เงาร่างนับสิบในชุดคลุมโลหิต ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผีหลุดออกมาจากขุมนรก และตรงกลางของกลุ่มคนเหล่านั้น คือสตรีผู้หนึ่งในอาภรณ์สีแดงฉาน ใบหน้าของนางถูกปกปิดด้วยหน้ากากกระดูกอสูร ทว่าเสียงหัวเราะที่หลุดออกมาจากลำคอกลับเยือกเย็นและคุ้นเคยยิ่งนัก... "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นการจับมือที่น่าประทับใจเสียจริง น่าเสียดายนักที่พวกเจ้า... จะไม่มีวันได้เห็นรุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้!" หลี่มู่เฉินหรี่ตาลง กระบี่เหล็กดำในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไอสังหารพวยพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าจนแหวกเมฆหมอกออกเป็นทาง เขาแผดเสียงคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล "เงาพญายม... พวกเจ้ากล้าดียังไงถึงตามมาถึงที่นี่!" มู่หรงจ้านสะบัดมือเรียกกระบี่คู่กายออกมา ปราณสีครามพวยพุ่งห้อมล้อมร่างกายในพริบตา "ศิษย์น้อง... ดูท่าทางเราคงไม่ต้องรออีกสามวันแล้วกระมัง" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคไปกับมหากาพย์ครั้งนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%