เปรี้ยง!
เสียงสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้ากำลังฉีกขาดเป็นสองท่อน มิใช่เสียงอสนีบาตจากธรรมชาติ หากแต่เกิดจากแรงระเบิดอันเกรี้ยวกราดของปราณมารทมิฬที่พวยพุ่งทะลักผ่านเขตอาคมบรรพกาลของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ท้องนภาที่เคยครามกระจ่างยามนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีโลหิตฉาบด้วยหมอกควันสีเทาเข้ม กลิ่นอายความตายและกลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้ว แรงกดดันมหาศาลกดทับบดขยี้กระดูกของศิษย์สำนักสายในจนทรุดฮวบลงกับพื้น
"เฟยหลัน!"
หลี่มู่เฉินคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เส้นเลือดบริเวณขมับปูดโปนเต้นตุบๆ เขากวัดแกว่งกระบี่นิลกาฬฟันลงไปยังื้อมือปีศาจนั้นทันที!
*ฉับ!*
ประกายกระบี่สีดำสนิททอประกายเยือกเย็นตัดผ่านอากาศ เสียงกรีดร้องโหยหวนของอสูรเงาที่ยื่นกรงเล็บหมายคร่ากุมร่างอันบอบบางของเซียนเฟยหลันดังสนั่นหู ร่างของมันขาดสะบั้นเป็นสองท่อนก่อนจะสลายกลายเป็นไอสีดำทมิฬ ทว่า นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของมหันตภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาเท่านั้น
เบื้องหน้าของเขาทั้งสอง กองทัพมารนับหมื่นตนกำลังหลั่งไหลทะลักผ่านประตูมิติยักษ์ที่ฉีกกระชากมิติฟ้าดินออก ณ ยอดเขาเทียนซาน มารอสูรขี่สัตว์อสูรเกราะเหล็กส่งเสียงคำรามก้องสะเทือนขวัญ ธงรบสีดำสนิทปักสัญลักษณ์อสูรสามตาโบกสะบัดท่ามกลางพายุเพลิงมาร นี่คือ "ภัยพิบัติแดนใต้" ที่บรรพจารย์ในอดีตเคยทำนายไว้ แต่มันกลับมาเร็วกว่าที่ใครคาดคิด
"มู่เฉิน..."
เสียงหวานที่คุ้นเคยเอ่ยแผ่วเบา เซียนเฟยหลันในยามนี้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิตสีแดงฉาน ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด แต่แววตาคู่คมกลับมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางใช้กระบี่วิเศษค้ำยันร่างอันสั่นเทาของตนเองไว้ มือเรียวยาวเอื้อมมากุมมือเขาที่ยังคงสั่นระริกด้วยความโกรธแค้น "กองทัพมารระลอกนี้... มี 'แม่ทัพมารโลหิต' นำทัพด้วยตนเอง ค่ายกลพิทักษ์สำนักคงต้านไว้ได้อีกไม่นาน"
หลี่มู่เฉินหันกลับมามองสตรีที่ตนรักยิ่งชีพ หัวใจของเขาเจ็บแปล๊บราวกับถูกคมกระบี่นับพันเล่มกรีดแทง อดีตมหาเทพผู้เคยเหยียบย่ำใต้หล้าอย่างองอาจ บัดนี้กลับต้องมาเห็นสตรีในดวงใจต้องบาดเจ็บสาหัสเพราะปกป้องคุ้มครองสำนักที่เคยเนรเทศเขา ความแค้นสุมอกระอุขึ้นจนถึงขีดสุด เขาแค่นเสียงเย็นเยียบออกมาจากลำคอ
"ไม่ว่ามันจะเป็นแม่ทัพมารหน้าไหน หรือแม้แต่เงาหัวของราชาปีศาจ หากพวกมันกล้าแตะต้องเจ้า... ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้ส่งพวกมันกลับลงขุมนรกโลกันต์ให้หมดสิ้น!"
น้ำเสียงของเขาทรงพลังและเด็ดเดี่ยว ราวกับคำประกาศิตจากสวรรค์ บรรยากาศรอบตัวของหลี่มู่เฉินพลันแปรเปลี่ยน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า ก่อตัวเป็นรูปมังกรครามมหึมาคำรามก้องฟ้าดิน สะกดข่มกลิ่นอายมารรอบด้านให้ต้องสั่นสะท้าน
*ตูม! ตูม! ตูม!*
ค่ายกลป้องกันสำนักกระบี่เมฆาคล้อยชั้นนอกแตกสลายลงแล้ว เศษศิลาและคานไม้หักโค่นลงมาทับถมกัน เสียงกรีดร้องของเหล่าศิษย์และผู้วิเศษดังระเบิดระเบ้อ ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ร่างมหึมาสูงใหญ่สวมเกราะกระดูกมารสีดำสนิท มือถือขวานยักษ์โลหิตปรากฏกายขึ้นบนยอดผา มันคือ "แม่ทัพมารชี่หลาน" ผู้มีพลังบำเพ็ญอยู่เหนือขอบเขตราชันย์สวรรค์ขั้นสมบูรณ์!
"ฮ่าๆๆๆ! มนุษย์โง่เขลา เจ้าสำนักเต่าหดหัว สำนักกระบี่อันยิ่งใหญ่ในอดีต บัดนี้ไม่ต่างอะไรจากฝูงมดปลวกที่รอให้ข้าเหยียบย่ำ!" แม่ทัพมารชี่หลานหัวเราะลั่น เสียงของมันสะท้อนก้องทำเอาแก้วหูของเหล่าศิษย์สำนักกระบี่แตกเป็น
มันกวาดตามองมายังหลี่มู่เฉินและเซียนเฟยหลัน ก่อนจะยิ้มเยาะด้วยความดูแคลน "โอ้? ยังมีเศษสวะขั้นหลอมรวมลมปราณกับนางเซียนใกล้ตายหลงเหลืออยู่อีกหรือ? ดีนัก ข้าจะเด็ดหัวพวกเจ้าสังเวยธงรบของข้าเป็นประเดิม!"
สิ้นคำพูด ขวานยักษ์โลหิตในมือของมันก็หวาดฟาดลงมากลางอากาศ คลื่นพลังมารสีเลือดพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ทั้งสองคนด้วยความเร็วสูงราวสายฟ้าแลบ แรงกดดันจากคลื่นพลังนี้เพียงพอที่จะบดขยี้ภูเขาให้ราบเป็นหน้ากลองได้ในพริบตา!
"ระวัง!" เฟยหลันอุทาน นางพยายามจะรวบรวมลมปราณเพื่อยกกระบี่ขึ้นต้านรับ ทว่าอาการบาดเจ็บภายในกลับตีกลับทำให้นางกระอักเลือดคำโตออกมา
*ฉืด!*
ทว่า ก่อนที่คลื่นพลังมารจะทันได้เข้าถึงตัว หลี่มู่เฉินกลับก้าวเท้าทะยานออกไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวความตาย ร่างของเขากลายเป็นเงาสลัว ขาทั้งสองข้างเหยียบย่างตามวิถีกระบี่โบราณ ดาบนิลกาฬในมือเปล่งประกายแสงสีครามเจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิด
"วิถีกระบี่ไร้พ่าย... กระบวนท่าที่หนึ่ง: มังกรครามสะบั้นนภา!"
เขากวัดแกว่งกระบี่ฟันสวนขึ้นไปตรงๆ ปราณกระบี่รูปมังกรครามพุ่งปะทะเข้ากับขวานยักษ์โลหิตอย่างจัง เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งหุบเขา คลื่นกระแทกจากการปะทะซัดเอาเหล่าปีศาจระดับล่างที่อยู่ใกล้กระเด็นหายไปในพริบตา
ฝุ่นควันและละอองเลือดตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ หลี่มู่เฉินยืนหยัดมั่นคงอยู่เบื้องหน้าเซียนเฟยหลิน แม้ว่ามุมปากของเขาจะมีโลหิตไหลรินออกมาเล็กน้อยจากการฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัด แต่ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นกลับจ้องมองไปยังแม่ทัพมารชี่หลานอย่างดุดัน ท้าทาย และไม่ยอมจำนนต่อฟ้าดิน
แม่ทัพมารชี่หลานชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าของมันฉายแววประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด "เด็กเหลือขอ... เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงสามารถรับพลังของข้าได้?"
หลี่มู่เฉินไม่ตอบคำถามนั้น เขาค่อยๆ ยกกระบี่นิลกาฬขึ้นชี้หน้าศัตรู น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยลอดไรฟันทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ข้าคือผู้ที่จะส่งเจ้าไปลงทัณฑ์... ในขุมนรกที่เจ้าจากมา"
ความเงียบสงบชั่วขณะเข้าปกคลุมสนามรบ ท่ามกลางกลิ่นไอความตายที่คละคลุ้ง หลี่มู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังปราณเฮือกสุดท้ายเข้าสู่จุดตันตระ
ทว่า ทันใดนั้นเอง ท้องนภากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬหนาทึบม้วนตัวเป็นเกลียวกลายรูปอัสนีบาตสีทองคำบริสุทธิ์ เสียงคำรามก้องกังวานจากเบื้องบนราวกับเสียงของทวยเทพที่กำลังพิโรธดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติเหนือศีรษะของพวกเขา...
เงาร่างนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นที่ทำเอาทุกคนในที่นั้นต้องหยุดหายใจ: "หลี่มู่เฉิน... ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้หนี้กรรมที่บัง1อาจฝ่าฝืนกฎสวรรค์แล้ว"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 31
ภัยพิบัติแดนใต้
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!