ไอความร้อนจากเพลิงอัคคีทมิฬยังคงคุกรุ่น ส่งกลิ่นอายคาวเลือดและเถ้าถ่านคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ซากปรักหักพังของตำหนักวิหคเพลิงที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ บัดนี้เหลือเพียงเศษอิฐหินแตกละเอียดและเสาไม้คานไหม้เกรียมที่ยังส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะยามต้องลม ท่ามกลางซากอารยธรรมที่พังทลายลงในชั่วพริบตา เงาร่างสองร่างยังคงประจันหน้าและยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน
หลี่มู่เฉินหอบหายใจถี่กระชั้น เม็ดเหงื่อผสมหยาดโลหิตไหลย้อยตามโครงหน้าคมคายที่เปื้อนเขม่าควัน กระบี่นิลกาฬในมือขวายังคงส่งเสียง "ฮัม" คล้ายกระหายเลือด ปราณกระบี่รอบกายเขาแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนขนาดเล็กที่คอยปกป้องคุ้มภัย แต่สิ่งที่สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่คมกลับไม่ใช่ความฮึกเหิมจากการพิชิตศัตรู หากแต่เป็นความห่วงหาอาทรที่ล้ำลึกจนยากจะหาคำบรรยาย
เบื้องหน้าเขา เซียนเฟยหลันทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งอย่างอ่อนแรง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์เหมันต์บัดนี้ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตสีชาด รัศมีเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีที่เคยแผ่ออกมาข่มขวัญผู้คนยามนี้กลับเลือนรางลง ทว่าความงามสง่าอันเย่อหยิ่งของนางหาได้ลดน้อยลงไปไม่ นัยน์ตาคู่หงส์ที่มักราบเรียบราวน้ำค้างแข็งในยามนี้กลับไหวระริก ยามที่กวาดสายมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ยืนหยัดปกป้องนางจนหยดสุดท้าย
"เจ้า... เสียสติไปแล้วหรือไร"
เสียงหวานกังวานเอ่ยขึ้นแผ่วเบา เจือความสั่นพร่าเล็กน้อย นางฝืนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา มือเรียวบางที่กำด้ามกระบี่หิมะโปรยปรายสั่นเทาน้อยๆ "เหตุใดจึงเอาตัวเข้ามารับทัณฑ์อสุนีบาตแทนข้า... ด้วยวิชาฝ่ามือสลายวิญญาณเช่นนั้น หากพลาดพลั้งไปแม้แต่ฉากเดียว ร่างกายของเจ้าคงสลายกลายเป็นผงธุลีไปแล้ว"
หลี่มู่เฉินมิได้ตอบคำถามทันที เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว ย่างก้าวของเขามั่นคงดุจพญาเสือโคร่งย่างสามขุม ทว่าแววตากลับอ่อนโยนลงอย่างประหลาดเมื่ออยู่เบื้องหน้านาง ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งเบื้องหน้าเซียนเฟยหลัน ปลายกระบี่นิลกาฬปักลงกับพื้นดิน เสียงลมหายใจของทั้งคู่ผสานกลืนไปกับเสียงคนึงหาของลมหนาวที่พัดผ่านซากปรักหักพัง
"หากข้าไม่ยอมรับแทนเจ้า แล้วปล่อยให้สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์เส้นนั้นผ่าลงบนร่างของเจ้า..." หลี่มู่เฉินเว้นจังหวะ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่มั่นคงดุจภูผา "ยุทธภพนี้ ต่อให้ข้าได้ครอบครองเคล็ดวิชาคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ หรือได้เป็นจอมยุทธ์ไร้เทียมทานเหนือผู้ใด... มันจะมีค่าอันใดเล่า หากสตรีที่ข้าปรารถนาจะปกป้องด้วยชีวิตต้องดับสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา"
หัวใจของเซียนเฟยหลันกระตุกวูบ คำพูดของเขาไม่ได้หอมหวานเยินยอ แต่กลับคมกริบและหนักแน่นยิ่งกว่ากระบี่เล่มใดในใต้หล้า นางเป็นถึงศิษย์เอกแห่งหุบเขาเซียนกระบี่เหมันต์ ผู้คนต่างก้มหัวยำเกรงและเรียกขานนางว่า "เซียนน้ำแข็งไร้ใจ" ไม่เคยมีบุรุษใดกล้ากล่าววาจาอาจหาญถึงเพียงนี้ต่อหน้านาง และไม่เคยมีผู้ใด... ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนางจากทัณฑ์สวรรค์อันเกรี้ยวกราด
มือหนาหยาบกร้านจากการฝึกกระบี่มายาวนานเอื้อมออกไปช้าๆ ปลาย นิ้วของเขาเกลี่ยปอยผมสีดำขลับที่เปื้อนฝุ่นควันออกจากพวงแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่อบอุ่นตัดกับความหนาวเหน็บรอบกายอย่างสิ้นเชิง เซียนเฟยหลันสะดุ้งเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของการระแวดระวังภัย แต่นางมิได้ถอยหนี กลับปล่อยให้ปลายนิ้วของเขาไล้ผ่านผิวแก้มอย่างยอมจำนน นัยน์ตาคู่หงส์หลุบต่ำลงเล็กน้อยซ่อนความเขินอายที่ระเรื่อขึ้นบนใบหน้าขาวซีด
"เจ้าช่าง... เอาแต่ใจเสียจริง" นางพึมพำเสียงเบา พยายามรักษามารกยาทและความเยือกเย็น แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือเล็กน้อยยามที่ศีรษะทุยลาดเอนซบลงบนลาดไหล่กว้างของเขาอย่างหมดแรง
หลี่มู่เฉินชะงักไปชั่วลมหายใจ ก่อนที่ริมฝีปากจะได้รูปจะแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็นในชีวิตนี้ วงแขนแข็งแกร่งโอบกอดร่างระหงเข้ามาแนบชิดอกอุ่น ไออุ่นจากร่างกายของเขาส่งผ่านไปโอบอุ้มความหนาวเหน็บในกายของนาง ท่ามกลางซากหักพังอันมืดมนและวังเวง ราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงแค่เขากับนางสองคน
"ข้าไม่ได้เอาแต่ใจ... ข้าเพียงแต่ทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจตนเอง"
หลี่มู่เฉินกระซิบชิดขมับหอมกรุ่นของนาง กลิ่นกายหอมเย็นดุจดอกเหมันต์ผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตจางๆ สร้างความรู้สึกแปลกประหลาดที่เร้าใจและลึกซึ้ง เขาฝังใบหน้าลงกับเส้นผมนุ่มสลวย สูดดมกลิ่นกายอันคุ้นเคยเพื่อยืนยันว่านางยังคงมีชีวิตอยู่ ปลอดภัย และอยู่ในอ้อมกอดของเขาในยามนี้
"จำคำของข้าไว้นะเฟยหลัน..." มู่เฉินกระซิบย้ำด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ดุดัน และทรงพลัง "ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ หรือแม้แต่กฎเกณฑ์สวรรค์ที่เหี้ยมโหดปานใด หากพวกมันกล้าพรากเจ้าไปจากข้า... ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้ผ่าสวรรค์ออกเป็นสองเสี่ยง แล้วลากพวกมันลงมาคุกเข่าต่อหน้าเจ้าให้จงได้"
เซียนเฟยหลันหลับตาลงซบใบหน้าแนบกับแผงอกแกร่ง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นรำอย่างหนักหน่วงและทรงพลังของเขา ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านจากทรวงอกลามไปทั่วร่าง ความหวาดกลัวต่อทัณฑ์สวรรค์และบาดแผลฉกรรจ์ราวกับถูกปัดเป่าให้เลือนหายด้วยอ้อมกอดนี้ นางยกมือขึ้นโอบกอดแผ่นหลังของเขาไว้แน่น ราวกับหวาดกลัวว่าหากคลายมือ ร่างของเขาจะสลายหายไปกับสายลม
บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความเงียบสงบอันน่าหลงใหล ท่ามกลางซากอิฐหินที่แตกระแหงและเปลวเพลิงที่มอดดับลง ทว่าความหวานซึ้งนี้กลับดำรงอยู่ได้เพียงชั่วพริบตา...
*ครืนนน—!*
จู่ๆ พื้นดินใต้ซากปรักหักพังก็เกิดอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีสัตว์อสูรบรรพกาลกำลังตื่นจากการจำศีลใต้พื้นพิภพ เสียงคำรามต่ำทุ้งดังสะท้อนก้องมาจากห้วงลึก ราวกับเสียงกู่ร้องของความอาฆาตมาดร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล
หลี่มู่เฉินผละออกจากอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณนักฆ่าและยอดฝีมือกระบี่ตื่นตัวถึงขีดสุด นัยน์ตาคมกริบกวาดมองรอบทิศทางด้วยความระแวดระวัง มือขวาชักกระบี่นิลกาฬออกจากฝักจนเกิดเสียง "แคว่ก" คมกระบี่สีนิลสะท้อนแสงประกายอำมหิตตัดกับความมืดมิด
"ระวังตัว!" มู่เฉินเอ่ยเสียงต่ำ ดึงร่างของเซียนเฟยหลันให้มาหลบอยู่ด้านหลังตนเองทันที
เบื้องหน้าพวกเขา ห่างออกไปเพียงร้อยจั้ง พื้นดินที่เคยราบเรียบกำลังแตกแยกออกเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ หมอกควันสีดำสนิทพวยพุ่งทะลักขึ้นสู่ท้องนภา ราวกับประตูนรกกำลังถูกเปิดออก กลิ่นอายปราณมารที่เข้มข้นและชั่วร้ายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ แผ่พุ่งกดทับจนลมหายใจติดขัด
และท่ามกลางหมอกควันสีดำทมิฬนั้น... เงาร่างของใครบางคนกำลังก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ
น้ำหนักฝีเท้าแต่ละก้าวราศีกดทับขุนเขา ทั้งหนักหน่วงและทรงพลังจนเศษอิฐหินรอบบริเวณลอยเคว้งคว้างขึ้นกลางอากาศ เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมยาวสีเลือด ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากกระดูกอสูรน่าเกลียดน่ากลัว ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่มู่เฉินและเซียนเฟยหลันต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คือไอพลังที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น...
มันคือพลังปราณระดับ "บรรพกาลขั้นสมบูรณ์" ที่สูญหายไปจากยุทธภพมานับพันปี!
หน้ากากกระดูกอสูรค่อยๆ เงยขึ้น ราวกับกำลังจ้องมองทะลุผ่านความมืดมายังคนทั้งสอง เสียงหัวเราะแหบพร่าเย็นยะเยือกดังลอดออกมาจากหลังหน้ากาก เสียดแทงแก้วหูจนโลหิตในกายปั่นป่วน
"ฮ่าๆๆ... ช่างเป็นภาพคู่ที่น่าเวทนายิ่งนัก..." เสียงนั้นดังก้องกังวาน ราวกับมาจากทุกทิศทุกทาง "หลี่มู่เฉิน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการทำลายตำหนักวิหคเพลิง จะทำให้เจ้าหลุดพ้นจากเงื้อมเงาของข้าได้?"
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงอย่างอันตราย กระบี่นิลกาฬในมือสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและกระหายเลือด เขาก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อปกป้องหญิงสาวข้างกายอย่างไม่เกรงกลัว
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมติดตามความเข้มข้นและส่งกำลังใจให้วิถีกระบี่นี้มาโดยตลอดนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 29
สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!