รอยเลือดสีชาดที่หยดลงบนพื้นหินศิลาโบราณ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายแห่งความเจ็บปวด หากแต่เป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่ไขประตูสู่ความทรงจำอันยาวนานนับหมื่นปี
หลี่มู่เฉินทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่ง ไอพลังปราณสีครามเข้มข้นแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาจนแผ่นหินรอบกายสั่นสะเทือน ความกดดันระดับมหาเทพแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง บีบคั้นบรรยากาศภายในถ้ำลับบรรพกาลให้หนักอึ้งดั่งแบกภูเขาไว้ทั้งลูก
เบื้องหน้าของเขาคือผนังถ้ำที่สลักลวดลายอักขระโบราณ ลายเส้นเหล่านั้นมิได้ถูกสร้างขึ้นด้วยคมมีด หากแต่สลักไว้ด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่อันเกริกไกรที่หลงเหลือข้ามกาลเวลา
"มู่เฉิน..."
เสียงเรียกอันแผ่วเบาแต่กังวานดั่งระฆังหยกดังขึ้นจากด้านหลัง เซียนเฟยหลันก้าวเข้ามาใกล้ นางใช้น้ำแข็งปราณพยุงร่างอันบอบช้ำของตนไว้ ดวงพักตร์งดงามล่มเมืองฉายแววกังวลอย่างหาได้ยากยิ่ง แม้ความเย็นชาจะติดตัวนางดั่งอาภรณ์ แต่นัยน์ตาคู่คมกลับสะท้อนภาพของชายหนุ่มผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าด้วยความห่วงหาอาทรอย่างสุดซึ้ง นางยื่นมือเรียวบางออกไปหมายจะแตะไหล่เขา แต่กลับต้องชะงักง้างเมื่อคลื่นกระบี่ไร้ลักษณ์ปะทะเข้ากับฝ่ามือจนผิวเนื้อขึ้นรอยแดงจางๆ
"อย่าเข้ามาใกล้เกินไป, เฟยหลัน" หลี่มู่เฉินเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาล "จิตกระบี่ที่นี่กำลังตอบสนองต่อสายเลือดของข้า หากเจ้าเข้ามาลึกกว่านี้ แรงกดดันจะสะท้อนกลับจนชีพจรเจ้าเสียหายได้"
เซียนเฟยหลันเม้มริมฝีปากแน่น นางไม่ถอยหลัง แต่กลับก้าวเข้าไปอีกก้าวหนึ่งอย่างดื้อรั้น ความดื้อรั้นที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็นนอกจากเขา นางกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงที่แฝงความเด็ดเดี่ยว "ข้ามิใช่คุณหนูในหอคอยที่จะต้องหลบอยู่เบื้องหลังท่านตลอดเวลา หลี่มู่เฉิน... ไม่ว่าเบื้องหน้านี้จะเป็นทัณฑ์สวรรค์หรือขุมนรก ข้า... ย่อมเคียงข้างท่านเสมอ"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังยิ่งกว่าศาสตราวิเศษใดๆ หลี่มู่เฉินชำเลืองมองนางด้วยหางตา มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงใจและความเจ็บปวดระคนกัน
เขากลับมามองผนังศิลาเบื้องหน้าอีกครั้ง เมื่อหยดเลือดของเขาซึมซาบเข้าสู่อักขระตัวแรก แสงสีทองเจิดจ้าก็สว่างวาบขึ้นราวกับดวงอาทิตย์ที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลนานนับกัป
*ครืนนน—!*
เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่าดังสะท้อนมาจากส่วนลึกของภูเขา ผนังศิลาโบราณเริ่มแตกร้าวออกทีละน้อย เผยให้เห็นม้วนคัมภีร์แสงสีครามที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ ม้วนคัมภีร์นั้นแผ่ไอสังหารและกลิ่นอายแห่งความเป็นอมตะออกมาอย่างท่วมท้น มันคือเคล็ดวิชา "กระบี่สยบฟ้าดิน" วิชาเอกที่เขาเคยใช้สั่นสะเทือนสามภพเมื่อชาติก่อน!
"นี่คือ..." มู่เฉินพึมพำกับตนเอง ภาพอดีตชาติไหลทะลักเข้ามาในห้วงความคิดราวกับกระแสน้ำเชี่ยว ภาพที่เขายืนหยัดอยู่บนยอดเขาโบราณ เผชิญหน้ากับเหล่าเทพยดาและเงาปริศนาที่ชักใยอยู่เบื้องหลังความพินาศของสำนัก
ความทรงจำที่ขาดหายไปถูกเติมเต็มทีละส่วน ความแค้นที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณเดือดพล่านขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของเขาสั่นสะท้อนด้วยพลังปราณที่กำลังทะลวงผ่านขอบเขตเดิมอย่างบ้าคลั่ง
ขั้นก่อเกิด... ขั้นหลอมรวม... ขั้นแก่นแท้...
คลื่นพลังยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนเซียนเฟยหลันต้องระเบิดพลังปราณน้ำแข็งเพื่อต้านทานแรงลมปราณที่หมุนวนรอบตัวเขา นางจ้องมองชายหนุ่มด้วยความตกตะลึง ปราณกระบี่รอบตัวเขายามนี้คมกริบเสียจนแม้แต่อากาศก็ยังถูกตัดขาดเป็นริ้วๆ
ทว่า ในขณะที่การสืบทอดวิชา100% กำลังจะสมบูรณ์แบบนั้นเอง...
ประกายแสงสีดำสนิทสายหนึ่งก็พุ่งแหวกมิติเข้ามาอย่างเงียบเชียบ มันพุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางม้วนคัมภีร์แสงสีครามด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กรีดแทงโสตประสาทของคนทั้งสอง
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างน่าประทับใจเสียจริง การได้เห็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่กลับมาเก็บกวาดเศษซากความทรงจำของตนเอง... เกรงว่าเจ้าคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าข้า... รอคอยการกลับมาของวันนี้มานานเพียงใด!"
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นเหนือม้วนคัมภีร์ รัศมีพลังที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกดทับจนหินผาทั่วทั้งถ้ำแตกละเอียดเป็นผุยผง และเมื่อเงาร่างนั้นเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกคลุม หลี่มู่เฉินก็เบิกตากว้างขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่บทนี้ไปด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 21
ถ้ำลับบรรพกาล
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!