"ฉันว่าเอกสารฉบับนี้... น่าจะมีอะไรตกหล่นนะครับ คุณป้า"
น้ำเสียงของรินราบเรียบ ทว่าเยือกเย็นจนทำให้บรรยากาศภายในห้องรับแขกของสำนักงานที่ดินอำเภอเงียบงัดลงในฉับพลัน ป้าเพ็ญศรีสะดุ้งสุดตัว มือที่ถือปากกาลูก촉ด้ามหรูถึงกับสั่นเทาจนหมึกเกือบเลอะกระดาษแผ่นสำคัญ ดวงตาฝ้าฟางตามวัยเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว ก่อนจะรีบซ่อนพิรุธไว้ภายใต้รอยยิ้มฝื่อนๆ ที่บิดเบี้ยว
"ตกหล่นอะไรกันล่ะริน... ป้าก็แค่อยากช่วยจัดการเรื่องมรดกของตาแก่ที่เสียไปให้มันเรียบร้อย จะได้ไม่ต้องเป็นภาระแกไง ลูกหลานคนอื่นเขาก็เซ็นยินยอมกันหมดแล้ว เหลือแค่แกลุกขึ้นมาเซ็นเป็นคนสุดท้ายนี่แหละ" ป้าเพ็ญศรีหัวเราะกลบเกลื่อน น้ำเสียงสั่นพร่าพยายามบีบให้ดูน่าสงสาร
รินไม่ตอบทันที เธอเพียงแต่กวาดสายตามองเอกสารชุดโต๊ะตรงหน้าอย่างพิจารณา ภายในกระดาษแผ่นหนานั้นหาใช่ "ใบมอบอำนาจจัดการมรดก" อย่างที่ปากว่าไม่ หากแต่เป็น "สัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงย่อย" สองแปลงติดริมถนนใหญ่ ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่มารดาผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้เธอโดยตรง แผนการตบตาครั้งนี้แนบเนียนยิ่งนัก หากเธอไม่บังเอิญเหลือบไปเห็นช่องกรอกชื่อผู้รับโอนซึ่งเป็นชื่อของลูกชายป้าเพ็ญศรีเข้าเสียก่อน ป่านนี้ผืนดินหยดน้ำเค็มที่เธอตั้งใจจะใช้สร้างความฝันคงปลิวไปอยู่ในมือพวกปลิงดูดเลือดพวกนี้เรียบร้อยแล้ว
"ยินยอมเหรอครับ?" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างสูงใหญ่ของคุณศิลาก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างร่างบาง ฝ่ามือหนาวางลงบนไหล่บอบบางอย่างให้กำลังใจ ทว่าสายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีที่มองตรงไปยังป้าเพ็ญศรีและญาติผู้ใหญ่ร่วมขบวนการอีกสองคน กลับเต็มไปด้วยไอสังหารที่แผ่พุ่งจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงหลายองศา "เท่าที่ผมจำได้ ที่ดินแปลงนี้อยู่ในชื่อของภรรยาผมมาตั้งแต่ก่อนที่เราจะแต่งงานกันเสียอีก การที่พวกคุณพยายามลอบทำนิติกรรมอำพรางโดยที่เจ้าของตัวจริงไม่รู้เห็น... แบบนี้ในทางกฎหมายเขาเรียกว่าอะไรนะ?"
ป้าเพ็ญศรีหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
รินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความโกรธกรุ่นในอก กลิ่นอายความอุ่นร้อนของชาอู่หลงที่เธอเพิ่งดื่มไปก่อนออกจากบ้านยังคงหลงเหลืออยู่ที่ปลายลิ้น ตัดกับความเหน็บหนาวของจิตใจมนุษย์ได้อย่างสิ้นเชิง เธอวางปากกาลงบนโต๊ะเบาๆ เสียงเหล็กกระทบไม้ดังสะท้อนก้องในความเงียบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาญาติผู้พี่ที่นั่งก้มหน้าหลบสายตาอยู่มุมห้อง
"พวกท่านไม่เคยเปลี่ยนเลยนะครับ" รินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าทรงพลัง "ตอนแม่ผมป่วยหนัก พวกท่านไม่เคยแม้แต่จะมาเยี่ยมเยียน ตอนที่ผมต้องกู้หนยืมสินมารักษาแม่ พวกท่านบอกว่าตัวใครตัวมัน แต่วันนี้... พอที่ดินผืนนี้กำลังจะมีมูลค่าขึ้นมาจากการพัฒนาของพวกเรา กลับวิ่งวุ่นหาทางฮุบมันไปหน้าตาเฉย"
"ริน... พูดแบบนี้กับผู้ใหญ่ได้ยังไง ฉันก็แค่..." ป้าเพ็ญศรีพยายามแก้ตัว น้ำตาปลอมๆ เริ่มคลอหน่วย
"พอเถอะครับ" คุณศิลาขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เด็ดเดี่ยว และไม่อนุญาตให้ต่อรอง "เอกสารทั้งหมดนี้ ผมจะให้ทนายความส่วนตัวตรวจสอบอย่างละเอียด หากพบว่ามีการปลอมแปลงลายมือชื่อหรือเจตนาฉ้อฉลแม้แต่นิดเดียว... เราจะได้พบกันที่ศาล และหวังว่าเรือนจำอำเภอจะต้อนรับพวกคุณได้ดีพอนะครับ"
ประโยคสุดท้ายประกาศิตราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ญาติผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก รีบคว้ากระเป๋าแล้วเดินหนีออกจากห้องรับรองไปอย่างไม่คิดชีวิต แม้แต่ป้าเพ็ญศรีเองก็ยังต้องรีบซอยเท้าตามหลังหลานชายออกไปอย่างลนลาน ทิ้งให้ห้องทั้งห้องกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
รินถอนหายใจยาวเหยียด ความตึงเครียดที่แบกรับมาตลอดหลายสัปดาห์คลี่คลายลงในพริบตา เธอนวดขมับเบาๆ ก่อนจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ของคุณศิลากลืนกินความเหนื่อยล้าทั้งหมดไป
"เหนื่อยไหมครับ?" น้ำเสียงที่เอ่ยถามอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับมาดนักธุรกิจผู้ไร้ความปรานีเมื่อครู่ลิบลับ
"นิดหน่อยครับ... แค่รู้สึกเหนื่อยใจกับความโลภของคน" รินพิงศีรษะกับไหล่กว้างของสามีสูดเอา scent กลิ่นกายสะอาดสะอ้านที่คุ้นเคยเข้าปอดลึกๆ "แต่ก็โล่งใจที่จัดการมันได้เสียที"
"เรื่องทางกฎหมายปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายผมเถอะครับ ไม่มีใครหน้าไหนเอาสมบัติของภรรยาผมไปได้ทั้งนั้น" คุณศิลากระซิบชิดขมับ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องด้วยรอยยิ้มมุมปาก "ไหนๆ วันนี้ก็ออกมาข้างนอกแล้ว ผมว่าเราไปหาอะไรอร่อยๆ เติมพลังกันดีกว่าครับ คุณอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม?"
รินนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประกายตาจะวาวโรจน์ขึ้นด้วยความนึกสนุก เมนูอาหารในความทรงจำยุค 70-80 ผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับวัตถุดิบชั้นดีที่เธอเพิ่งสั่งซื้อมาจากตลาดค้าส่งเมื่อวาน
"ถ้าอย่างนั้น... กลับไปที่ร้านกันเเถอะครับ" รินเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นสามี รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก "วันนี้ผมจะทำ 'ซี่โครงหมูตุ๋นเต้าซี่' หม้อใหญ่ๆ ให้คุณกิน หมูสามชั้นติดซี่โครงเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มในน้ำซอสเต้าซี่สูตรโบราณ หอมกลิ่นขิงแก่และพริกไทยดำโขลกหยาบ กินกับข้าวสวยร้อนๆ หุงด้วยเตาถ่าน รับรองว่าช่วยล้างความอัปลักษณ์ของคนพวกนี้ออกจากหัวเราได้หมดจดแน่นอนครับ"
คุณศิลาหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ ดวงตาคมทอประกายระยับด้วยความคาดหวัง "ฟังแค่นี้ท้องผมก็ร้องแล้วครับ งั้นเรากลับบ้านของเรากันเถอะ"
สองสามีภรรยาเดินเคียงคู่กันออกจากสำนักงานที่ดิน ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่เริ่มทอประกายอบอุ่น โดยไม่ทันสังเกตเห็นเงาร่างคุ้นตาของใครบางคน ที่ยืนหลบมุมอยู่หลังเสาปูนขนาดใหญ่ที่ทางออกลานจอดรถ...
บุคคลลึกลับในชุดเสื้อโค้ตสีเข้มดึงปีกหมวกให้ต่ำลง ปลายนิ้วเรียวยาวค่อยๆ ดึงรูปถ่ายเก่าๆ แผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาดู ในภาพนั้นคือใบหน้าของมารดาของรินในวัยสาว ทว่ามีใบหน้าของ "ใครอีกคน" ซ้อนทับอยู่ด้านหลังอย่างเลือนราง
ทันทีที่รถยนต์หรูของคุณศิลากลืนหายไปกับกระแสจราจรบนถนนใหญ่ บุคคลปริศนาก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นแนบหู น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยลอดไรฟันด้วยความหมายที่ซ่อนเร้น
"เจอตัวแล้ว... ลูกสาวของยัยนั่น อยู่ที่นี่เอง"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามและลิ้มรสชาติชีวิตไปพร้อมกับความแสบสันและความอบอุ่นในบทนี้นะครับ
กับข้าวกลิ่นอายความคิดถึงและคุณชายจอมบงการ•ตอนที่ 14
รอยร้าวในครอบครัว
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวกลิ่นอายความคิดถึงและคุณชายจอมบงการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!