"ถ้าพวกคุณยังกล้าก้าวขาเข้ามาเหยียบธรณีประตูร้าน 'ริน' อีกแม้แต่ก้าวเดียว ผมคงต้องเรียนเชิญตำรวจเศรษฐกิจมาช่วยตรวจบัญชีทรัพย์สินย้อนหลังสามปีของตระกูลพวกคุณเสียหน่อยแล้วกระมังครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของตรอกการค้าเก่าแก่ ประโยคนี้ไม่ได้ตะโกน แต่มันกลับมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ป้าช้อยและบรรดาญาติหิวเงินที่กำลังทำท่าจะพังร้านเข้ามาถึงกับชะงักกึก ใบหน้าที่เคยบิดเบี้ยวด้วยความโลภซีดเผือดลงทันตาเห็นเมื่อสบเข้ากับดวงตาสีนิลคู่คมของศิลา ที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูไม้สักทองด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่กลับแผ่รังสีความน่ากลัวออกมาราวกับพญาเสือที่กำลังจ้องเหยื่อ
รินที่ยืนถือตะหลิวอยู่หน้าเตาถ่านเหลียวมองภาพนั้นด้วยแววตาซับซ้อน เธอกำลังเคี่ยวซอสสูตรพิเศษสำหรับเมนูประจำวัน กลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวของมะขามเปียกเคี่ยวกับน้ำตาลโตนดและพริกแห้งคั่วกำลังส่งกลิ่นอบอวลตัดกับบรรยากาศตึงเครียดภายนอกได้อย่างน่าประหลาด
"คุณศิลา... อย่าไปถือสาคนพวกนี้เลยครับ เสียเวลาทำมาหากินเปล่าๆ" รินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย มือเรียวยังคงคนซอสในกระทะทองเหลืองอย่างใจIเย็น
ศิลาหันกลับมามองภรรยาด้วยแววตาที่อ่อนลงทันที ความดุดันเมื่อครู่มลายหายไปราวกับเวทมนตร์ ชายหนุ่มก้าวฉับๆ เข้ามาในครัวแคบๆ ก่อนจะถือวิสาสะใช้ผ้าขนหนูผืนสะอาดซับเหงื่อที่ซึมตามขมับให้รินอย่างเบามือ การกระทำนี้อยู่ในสายตาของฝูงชนและคู่แข่งทางการค้าที่ยืนออกันอยู่หน้าร้านทั้งหมด และมันคือการประกาศความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจนที่สุด
"สำหรับคนอื่นอาจเรียกว่าเสียเวลา แต่สำหรับผม การปกป้องสิทธิ์ของภรรยาและร้านอาหารอันดับหนึ่งในใจผม คือวาระแห่งชาติครับ" ศิลาสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้คนข้างนอกได้ยินชัดเจน
ตั้งแต่วันที่ศิลาตัดสินใจเทงบประมาณก้อนโตเข้ามาพลิกโฉมร้าน 'ริน' จากร้านอาหารตามสั่งธรรมดา ให้กลายเป็นร้านอาหารสไตล์วินเทจกลิ่นอายยุค 80s ที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับความอบอุ่นแบบบ้านๆ เขาก็ไม่เคยปล่อยให้รินต้องเหนื่อยกับการจัดการปัญหาไร้สาระพวกนี้ด้วยตัวเองอีกเลย
และวันนี้... เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าใครคือเจ้าของพื้นที่ตัวจริง ศิลาจึงจัดหนักด้วยการเนรมิตโปรเจกต์ "ยกระดับตรอกการค้า" ทันที
รถบรรทุกคันใหญ่เคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าตรอก ทีมงานมืออาชีพในชุดสูทสากลก้าวลงมาพร้อมกับอุปกรณ์จัดสวนและโครงสร้างเหล็กดัดสไตล์วินเทจราคาแพงระยับ พวกเขาเริ่มลงมือเนรมิตพื้นที่รอบร้านของรินให้กลายเป็นลานพักผ่อนหย่อนใจ ปูพื้นด้วยหินธรรมชาติ ประดับด้วยโคมไฟสนามโบราณที่สั่งทำพิเศษ และที่น่าตกใจที่สุดคือ ป้ายหน้าร้าน 'ริน' ถูกเปลี่ยนเป็นป้ายไม้แกะสลักปิดทองคำเปลวแท้ ที่สลักชื่อร้านด้วยลายมือของปรมาจารย์ด้านอักษรศาสตร์ชื่อดัง
เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นจากบรรดาพ่อค้าแม่ขายรอบข้าง การทุ่มทุนครั้งนี้ไม่ได้แค่ทำให้ร้านรินโดดเด่นขึ้นมาเท่านั้น แต่มันทำให้ร้านอื่นๆ ในตรอกเดียวกันกลายเป็นเพียงฉากหลังไปในพริบตา
"คุณเล่นใหญเกินไปแล้วนะครับศิลา แบบนี้คนอื่นเขาจะหมั่นไส้ผมกันหมด" รินถอนหายใจเบาๆ วางตะหลิวลงแล้วหันมาเผชิญหน้ากับสามีจอมบงการที่ยืนยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจ
"ให้หมั่นไส้ไปเถอะครับ ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาทำให้คุณเหนื่อยใจทั้งนั้น อีกอย่าง..." ศิโนโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ "ผมแค่อยากให้โลกรู้ว่า ผู้หญิงที่ทำอาหารได้อร่อยที่สุดในโลกคนนี้ มีสามีที่พร้อมจะซื้อทั้งตรอกนี้ให้ เพื่อให้เธอได้ยืนปรุงอาหารอย่างมีความสุข"
ใบหูขาวเนียนของรินขึ้นสีแดงเรื่ออย่างรวดเร็ว เธอตีแขนแกร่งไปทีหนึ่งแก้เขิน แต่ศิลากลับคว้าข้อมือเธอไว้แล้วดึงเข้ามาประชิดตัว กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นไอความอบอุ่นจากตัวเขาทำให้รินเผลอกลั้นหายใจ
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นจนมดแทบขึ้นนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะไม้เท้าอันเป็นเอกลักษณ์ก็ดังขึ้นที่หน้าร้าน
"พ่อค้าแม่ขายแถวนี้ชักจะใหญ่กันใหญ่แล้วสินะ ถึงได้กล้าปิดถนนทำอะไรตามใจชอบโดยไม่ขออนุญาตสมาคมพ่อค้าเก่า!"
เสียงตวาดกร้าวของ 'เจ้าสัวไพศาล' ผู้ทรงอิทธิพลประจำย่านการค้าเก่าแก่ดังขึ้น พร้อมกับร่างท้วมใหญ่ในชุดสูทผ้าไหมราคาแพงที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง ข้างกายเขามีชายร่างใหญ่สวมแว่นตาดำคอยอารักขา
บรรยากาศในร้านและรอบร้านดิ่งวูบลงทันที ลูกค้าที่กำลังต่อคิวรอชิมอาหารต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว เจ้าสัวไพศาลผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องการผูกขาดตลาดและรีดไถ่ค่าคุ้มครองมานานหลายทศวรรษ ไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับเขา
ศิลาไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เขายังคงยืนบังรินไว้ครึ่งตัว ดวงตาสีนิลหรี่ลงเล็กน้อยมองชายสูงวัยที่กำลังเดินเข้ามาด้วยท่าทีวางโต
"อ้อ... นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณไพศาล คนที่ชอบหากินบนความเดือดร้อนของชาวบ้านนี่เอง" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ
เจ้าสัวไพศาลตบไม้เท้าลงกับพื้นเสียงดังสนั่น "ไอ้หนุ่มนี่ปากกล้านัก! แกเป็นใครมาจากไหน ถึงกล้ามาทำกร่างในเขตอิทธิพลของฉัน อยากรู้จริงๆ ว่าร้านอาหารกระจอกๆ ร้านนี้ จะมีปัญญาจ่ายค่าปรับบุกรุกพื้นที่สาธารณะสักเท่าไหร่!"
รินกำลังจะก้าวออกไปเคลียร์สถานการณ์ แต่ศิลากลับยกมือห้ามไว้ ชายหนุ่มหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อสูทอย่างใจเย็น คลี่มันออกแล้วกวาดสายตามองก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเย็นเยียบให้เจ้าสัว
"ค่าปรับเหรอครับ? เกรงว่าคุณคงต้องดูเอกสารฉบับนี้เสียก่อน..." ศิลายื่นแผ่นกระดาษให้ "นี่คือโฉนดที่ดินผืนนี้ทั้งหมด ที่ผมเพิ่ง 'กว้านซื้อ' มาเมื่อเช้านี้ ในเมื่อพื้นที่ตรงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผมร้อยเปอร์เซ็นต์ แปลว่า... คนที่บุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคลในตอนนี้ คือพวกคุณต่างหากครับ"
เจ้าสัวไพศาลหน้าถอดสี มือที่ถือไม้เท้าสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อก้มลงมองตราประทับบนเอกสาร ขณะที่รินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง—เขาไม่ได้แค่เปย์แต่งร้านให้เธอเด่นกว่าใคร แต่เขาซื้อผืนดินทั้งแถบนี้เพื่อให้เธอเป็นเจ้าของมันจริงๆ!
ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำพูดใดออกมา เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของเจ้าสัวไพศาลก็แผדเสียงดังลั่นท่ามกลางความเงียบงัด ชายสูงวัยหยิบขึ้นมารับด้วยมือที่สั่นเทา ฟังได้เพียงไม่กี่ประโยค ใบหน้าอ้วนท้วมก็ซีดเผือดไร้สีเลือด เข่าแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
"ทะ... ท่านประธานธนาคารใหญ่โทรมาแจ้งว่า... บัญชีบริษัทของผมถูกอายัดทั้งหมด..." เจ้าสัวพึมพำด้วยเสียงอันสั่นเครือ ดวงตาเบิกโพลงมองหน้าศิลาอย่างหวาดกลัวราวกับเห็นปีศาจ
ศิลาแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่สุภาพและงดงามที่สุด แต่กลับเย็นชาและเฉียบขาดจนน่าขนพองสยองเกล้า
"ผมเตือนแล้วนะครับ ว่าอย่ามาขัดขวางเวลาที่ภรรยาผมกำลังอารมณ์ดีทำอาหาร..." ศิลาเอ่ยเสียงเบา แต่ก้องกังวานไปทั่วตรอก "ตอนนี้ ได้เวลาที่พวกคุณต้องออกไปจากอาณาจักรของภรรยาผมแล้วครับ"
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสความสุขไปกับตัวอักษรของผมเสมอนะครับ
กับข้าวกลิ่นอายความคิดถึงและคุณชายจอมบงการ•ตอนที่ 21
คุณชายโหมดขี้หึง
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวกลิ่นอายความคิดถึงและคุณชายจอมบงการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!