"ถ้าเจ้ายังมองเตาหลอมแห่งนี้เป็นเพียงเครื่องมือสกัดแร่เพื่อเพิ่มค่าความทนทานพรุ่งนี้เช้า ข้าแนะนำให้เก็บกระเป๋าแล้วเดินกลับไปรับจ้างซ่อมเกือกม้าที่หมู่บ้านเริ่มต้นเถอะนะ เรย์"
เสียงหวานใสที่เจือแววเย้าแหย่ดังขึ้น ท่ามกลางประกายไฟสีครามที่สะท้อนลงบนนัยน์ตาคู่คมของหญิงสาว เซเลสไม่ได้ขยับกายไปไหน นางยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนลังไม้เก่าๆ ที่ส่งกลิ่นอายของไม้สนโบราณ มือเรียวบางข้างหนึ่งถือขวดแก้วบรรจุของเหลวสีมรกตที่กำลังเดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรป่า ขณะที่สายตาก็จับจ้องมองชายหนุ่มที่กำลังยืนเช็ดเหงื่ออยู่หน้าเตาหลอมเวทมนตร์
เรย์ไม่ตอบคำถามในทันที เขาใช้คีมเหล็กคีบแท่งโลหะมิธริลบริสุทธิ์ที่เพิ่งผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิความร้อนสูงออกมา วางลงบนทั่งตีเหล็กสีดำสนิท แว่นตาเลนส์กลมสะท้อนหน้าต่างระบบอินเทอร์เฟซที่แสดงค่าความหนาแน่นของมานาและโครงสร้างผลึกของโลหะอย่างละเอียด แม้ในยามที่กล้ามเนื้อต้นแขนจะเริ่มล้าจากการถือค้อนหนักอึ้งติดต่อกันเป็นชั่วโมง แต่แว่นตากรอบเงินนั้นกลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อยด้วยความมุ่งมั่น
"ผมไม่ได้ต้องการแค่เพิ่มค่าความทนทานให้เกราะเหล็กครับ... อ๊ะ ขออภัยครับคุณเซเลส ผมหมายถึง 'ค่ะ'" เรย์แก้คำพูดของตนเองอย่างรวดเร็วเมื่อนึกขึ้นได้ถึงระเบียบการพูดคุยที่อาจารย์สาวสุดแสบคนนี้บังคับใช้ระหว่างการฝึกฝน มุมปากของเซเลสยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกสนุก
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการหายใจ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสุขุม "โลหะทุกชนิดในโลก Aethelgard มีจังหวะการเต้นของหัวใจเป็นของตัวเอง... สิ่งที่คุณเซเลสกำลังทดสอบผมอยู่ ไม่ใช่กระบวนการตีขึ้นรูปเพื่อไล่อากาศออกจากเนื้อโลหะ แต่เป็นการ 'จูน' ความถี่ของคลื่นมานาในตัวโลหะให้เข้ากับจิตวิญญาณของผู้ใช้ต่างหากล่ะคะ"
กริ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากระบบเกมดังแผ่วเบาในโสตประสาทของเรย์ หน้าต่างโปร่งใสสีฟ้าปรากฏข้อความอัปเดตทักษะ [การตีเหล็กขั้นพื้นฐาน เลื่อนระดับเป็น Lv.12] พร้อมกับรอยยิ้มพึงพอใจที่ระบายขึ้นบนใบหน้าของเซเลส
นางวางขวดแก้วในมือลงเสียงดังกระทบโต๊ะไม้เบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างระหงในชุดคลุมนักเวทสีชาครามก้าวเดินเข้าไปใกล้แท่นตีเหล็ก กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าลอยละลิ่วมาปะทะนาสิกของเรย์ เซเลสยื่นมือเรียวขาวของนางออกไปแตะเบาๆ ที่ผิวเนื้อโลหะมิธริลที่ยังคงเรืองแสงสีฟ้าอ่อนระเรื่อ
"ฉลาดไม่เบานี่เจ้าหนู... แต่ทฤษฎีในตำราโบราณที่เจ้าอุตส่าห์ไปขุดคุ้ยมาจากหอสมุดร้างแห่งอัสการ์ดเมื่อวานนี้ มันใช้ไม่ได้ผลหรอกนะกับแร่ชิ้นนี้" เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ผลิแฝงความท้าทายเอาไว้เต็มเปี่ยม "เพราะสิ่งที่เจ้าถืออยู่ มันไม่ใช่แร่โลหะธรรมดา แต่มันคือ 'เศษเสี้ยวความทรงจำ' ของเทพแห่งการสรรค์สร้างที่ถูกผนึกไว้ต่างหากล่ะ"
ทันทีที่ปลายนิ้วของเซเลสสัมผัสลงบนเนื้อโลหะ ประกายไฟสีครามที่เคยสงบก็พลันปะทุขึ้นราวกับมีชีวิต เรย์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นโครงสร้างผลึกภายในโลหะมิธริลพลิกกลับด้านด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว ระบบวิเคราะห์ไอเทมในหัวของเขาเกิดอาการรวนชั่วขณะ ตัวเลขค่าความบริสุทธิ์กระโดดขึ้นลงอย่างไร้ทิศทาง นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดในการตีเหล็ก แต่มันคือปฏิกิริยาทางเวทมนตร์ที่อยู่นอกเหนือจากขอบเขตของระบบเกมทั่วไป!
"ถ้าอยากผ่านบทเรียนบทแรกของฉัน เจ้ามีเวลาอีกเพียงสามนาทีในการตีขึ้นรูปมันให้เป็นรูปร่าง มิฉะนั้น... พลังงานมานาที่ตกค้างในเตาหลอมจะระเบิดและทำลายไอเทมชิ้นนี้จนกลายเป็นแค่เศษขี้เถ้าไร้ค่าไปตลอดกาล" เซเลสถอยหลังกลับไปนั่งไขว่ห้างที่เดิม พร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยมาให้ ราวกับกำลังนั่งชมการแสดงละครเวทีรอบปฐมทัศน์
เรย์กัดฟันกรอด ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่วห้องทำงาน เสียงหัวใจของตนเองเต้นโครมครามแข่งกับเสียงคำรามต่ำๆ ของเตาหลอมเวทมนตร์ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เขารู้ดีว่าหากล้มเหลวในตอนนี้ ความพยายามตลอดสามวันที่ผ่านมาในการตามหาวัตถุดิบหายากจะสูญเปล่าทันที แต่ในขณะเดียวกัน สมองส่วนลึกของเขากลับประมวลผลอย่างรวดเร็วด้วยความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์
*จังหวะการเต้นของมานาไม่ได้กลับด้าน... แต่มันกำลังหมุนวนทวนเข็มนาฬิกาตามวัฏจักรของดวงดาวในแผนที่โบราณต่างหาก!*
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ มือซ้ายคว้าค้อนตีเหล็กเคลือบรูนเวทมนตร์ขึ้นมามั่น ส่วนมือขวาพลิกขวดน้ำยาหล่อเย็นที่เซเลสเพิ่งวางไว้เมื่อครู่สาดลงไปบนทั่งเหล็กอย่างแม่นยำ
ฉู่---!
กลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นบดบังทัศนียภาพรอบด้าน ท่ามกลางหมอกควันหนาทึบและเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว เรย์เหวี่ยงค้อนลงไปครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความเร็วและน้ำหนักที่คำนวณมาอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกท่วงท่าสอดประสานเข้ากับกฎเกณฑ์ของเวทมนตร์โบราณอย่างน่าอัศจรรย์ ประกายแสงสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นทะลุผ่านกลุ่มควัน พุ่งตรงขึ้นสู่เพดานหินของห้องใต้ดินจนเกิดเป็นลวดลายอักขระโบราณที่ส่องประกายระยิบระยับ
เซเลสที่นั่งไขว่ห้างอยู่ถึงกับชะงัก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าของนางเลือนหายไปในพริบตา นัยน์ตาสีม่วงเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานบริสุทธิ์ที่แผ่ขยายออกมาจากชิ้นงานในมือของเด็กหนุ่ม
"บ้าน่า... เจ้ามนุษย์ระดับเริ่มต้นคนนี้ ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการไขปริศนาค่ายกลดาราศาสตร์ที่บันทึกไว้ในตำนานยุคปฐมกาลได้งั้นหรือ..." เสียงพึมพำด้วยความทึ่งหลุดออกมาจากริมฝีปากของอาจารย์สาวลึกลับเป็นครั้งแรก
ทว่า ก่อนที่ประกายแสงแห่งความสำเร็จจะจางหายไป เสียงเตือนภัยจากระบบกิลด์และเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์หลักก็ดังแทรกขึ้นมาพร้อมกันอย่างกะทันหัน เสียงสัญญาณเตือนสีแดงฉานกะพริบถี่รัวอยู่กลางอากาศ หน้าต่างอินเทอร์เฟซทั้งหมดของเรย์ถูกแทนที่ด้วยข้อความเตือนภัยระดับสูงสุดที่ไม่มีใครคาดคิด
[ประกาศฉุกเฉินจากระบบเซิร์ฟเวอร์กลาง: ตรวจพบการบุกรุกจากสิ่งแปลกปลอมภายนอกเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ Aethelgard]
[รหัสภัยคุกคาม: 'ผู้กล้าแห่งเงาทมิฬ' จากกิลด์ปรปักษ์ ได้ทำการเจาะทะลวงผ่านแนวป้องกันชั้นที่ 4 เข้าสู่พิกัดปัจจุบันของท่านแล้ว!]
[เวลาที่เหลืออยู่ก่อนการปะทะ: 10... 9... 8...]
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมก้าวเข้าสู่การผจญภัยอันน่าตื่นเต้นและท้าทายนี้ไปพร้อมกับเรย์และเซเลสนะคะ
ผู้พิทักษ์มอนสเตอร์ป่วน
กิลด์มือใหม่กับอาจารย์สาวสายบัฟที่โลกยังไม่รู้จัก•ตอนที่ 3
บทเรียนบทแรกจากอาจารย์สาว
ผลงานโดย ผู้พิทักษ์มอนสเตอร์ป่วน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ผู้พิทักษ์มอนสเตอร์ป่วน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กิลด์มือใหม่กับอาจารย์สาวสายบัฟที่โลกยังไม่รู้จัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!