กิลด์มือใหม่กับอาจารย์สาวสายบัฟที่โลกยังไม่รู้จัก•ตอนที่ 19

การฝึกฝนเวทมนตร์เสริมพลัง

ผลงานโดย ผู้พิทักษ์มอนสเตอร์ป่วน
“ถ้าเจ้ายังมองว่าเวทมนตร์คือพลังงานที่ต้อง ‘ยัด’ เข้าไปในเหล็กกล้าแบบทื่อๆ แบบนั้น อีกสิบปีไอเทมของเจ้าก็ไม่มีวันแตะระดับตำนานได้หรอกนะ เรย์” เสียงของเซเลสที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโถงลับใต้ดินของกิลด์ ไม่ได้เจือความเยาะเย้ย หากแต่เป็นน้ำเสียงนิ่งเรียบที่แฝงไปด้วยความคาดหวังที่หนักอึ้ง เรย์วางค้อนเหล็กกล้าลงบนทั่งตีเหล็กด้วยมือที่สั่นน้อยๆ จากความเหนื่อยล้า พลังมานาในร่างกายของเขาแทบจะเหือดแห้งจากการพยายามรีดเค้นพลังธาตุไฟเข้าไปในตัวดาบยาวที่เพิ่งตีเสร็จ “ผมพยายามแล้วครับ... อะ ขอโทษทีครับ ผมพยายามแล้ว แต่มันเหมือนมีกำแพงบางอย่างกั้นอยู่ ยิ่งผมใส่มานาเข้าไปมากเท่าไหร่ โครงสร้างของเหล็กก็ยิ่งเปราะบางลงเท่านั้น” เรย์ถอนหายใจพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก เซเลสก้าวเข้ามาใกล้ เธอไม่ได้สวมชุดคลุมนักเวทสีขาวบริสุทธิ์เหมือนอย่างเคย ทว่าวันนี้เธออยู่ในชุดรัดรูปสีเข้มที่ดูทะมัดทะแมง เผยให้เห็นรอยสักสัญลักษณ์เวทมนตร์โบราณที่ข้อมือซึ่งเรืองแสงจางๆ เธอหยิบดาบเล่มนั้นขึ้นมา พลิกดูด้วยสายตาที่เฉียบคมราวกับอ่านใจโลหะได้ “เจ้ากำลังทำผิดพลาดในแบบที่ช่างตีเหล็กยุคนี้ทำกันหมด คือการมองว่าเวทมนตร์เป็น ‘ส่วนเกิน’ ที่ต้องเติมลงไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว... เจ้าต้องทำให้เวทมนตร์เป็น ‘ลมหายใจ’ ของมันต่างหาก” เธอยื่นนิ้วเรียวงามแตะลงบนใบดาบ ความร้อนจากการหลอมเหล็กที่ยังคงหลงเหลืออยู่ไม่ได้ทำให้เธอสะทกสะท้าน ทันใดนั้น วงแหวนเวทมนตร์สีครามสว่างวาบขึ้นรอบๆ นิ้วของเธอ ลวดลายซับซ้อนที่เรย์ไม่เคยเห็นมาก่อนเริ่มไหลผ่านจากปลายนิ้วเข้าสู่เนื้อเหล็กเหมือนกระแสน้ำ “ดูนะ... การผสานธาตุไม่ใช่การบังคับ แต่มันคือการโน้มน้าว” เซเลสเอ่ยเบาๆ ก่อนที่ดาบเล่มนั้นจะเปลี่ยนสีจากเหล็กธรรมดาเป็นสีเงินยวงที่ส่องประกายเย็นเยียบ “ธาตุไฟของเจ้าดุดันเกินไป แต่หากเจ้าลองเชื่อมโยงกระแสมานาเข้ากับโครงสร้างโมเลกุลของเหล็ก แทนที่จะยัดเยียดพลังเข้าไป เจ้าจะพบว่าเหล็กเองก็ ‘หิวโหย’ พลังงานเหล่านี้อยู่แล้ว” เรย์จ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยตาไม่กะพริบ ระบบแจ้งเตือนในหน้าต่างส่วนตัวของเขารัวไม่หยุด [แจ้งเตือนระบบ: คุณได้รับค่าประสบการณ์ทักษะ 'การตีเหล็กขั้นสูง' +1,500 หน่วย] [แจ้งเตือนระบบ: พบการไหลเวียนของมานาธาตุที่ไม่ได้บันทึกไว้ในฐานข้อมูลอาชีพ] “การที่เจ้าเป็นช่างตีเหล็ก นั่นคือความได้เปรียบที่โลกนี้ลืมเลือนไปแล้ว” เซเลสขยับยิ้มมุมปาก เผยให้เห็นเสน่ห์ที่ชวนหลงใหลแต่แฝงไว้ด้วยความลึกลับ “จงใช้จินตนาการของเจ้าสร้าง ‘ช่องทาง’ ให้ธาตุไหลผ่าน ไม่ใช่การสร้าง ‘ภาชนะ’ เก็บธาตุ แล้วเจ้าจะเข้าใจว่าทำไมอาวุธโบราณถึงขยับเขยื้อนได้เหมือนมีชีวิต” เรย์รับดาบกลับมา สัมผัสแรกที่เขาได้รับคือความรู้สึกที่เย็นสบายผิดกับเมื่อครู่ พลังเวทมนตร์ไม่ได้อยู่ภายนอก แต่มันกำลังวิ่งพล่านอยู่ในเนื้อเหล็กเหมือนเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ เขาหลับตาลง พยายามจดจำความรู้สึกของการ “โน้มน้าว” ตามที่เซเลสบอก “ลูคัส บอกว่าวันนี้พวกเขากำลังจะไปสำรวจหุบเขาแห่งเสียงสะท้อนกันใช่ไหม?” เซเลสถามขึ้นขณะที่เดินไปพิงขอบโต๊ะทำงาน แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันทำให้เงาของเธอทอดยาวดูเหมือนนักเวทผู้ควบคุมมิติ “ใช่ครับ เขาบอกว่าอยากได้หินแร่หายากมาให้ผมทดลองสูตรใหม่ แต่ผมปฏิเสธไป... ผมอยากอยู่ที่นี่ ฝึกฝนวิธีนี้ให้คล่องก่อน” เรย์ตอบโดยไม่ลืมตา “นั่นเป็นความคิดที่ฉลาด” เซเลสกล่าวเสียงต่ำลง “เพราะในหุบเขานั้น ไม่ใช่แค่หินแร่ที่รอพวกเขาอยู่ แต่มันคือสิ่งที่โลก Aethelgard พยายามปิดบังมาตลอดหลายศตวรรษ... บางที สิ่งที่เจ้ากำลังตีขึ้นมาอยู่นี้ อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้พวกเขารอดชีวิตกลับมาได้” เรย์ลืมตาขึ้นทันที เขาหันไปมองเซเลสที่ตอนนี้ใบหน้าของเธอดูจริงจังผิดปกติ ความขี้เล่นที่เคยมีหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นบางอย่างที่ฉายชัดอยู่ในแววตา “คุณหมายความว่ายังไงครับ? หุบเขานั่นมันมีอะไรกันแน่?” เซเลสไม่ได้ตอบทันที เธอขยับเข้าใกล้เรย์จนเขาได้กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าที่ผลิบานในฤดูหนาว เธอเอื้อมมือไปจับมือของเรย์ที่กำลังกำค้อนไว้แน่น แล้วบังคับให้เขาทุบลงไปบนแผ่นเหล็กอีกครั้งในจังหวะที่แตกต่างออกไป *เคร้ง!* เสียงที่เกิดจากการกระทบครั้งนี้กังวานราวกับเสียงระฆังศักดิ์สิทธิ์ สีทองสว่างวาบกระจายไปทั่วห้องใต้ดิน พร้อมกับตัวเลขค่าสถานะที่พุ่งทะลุขีดจำกัดที่เคยเป็นไปได้ [แจ้งเตือนระบบ: ความสำเร็จ! คุณค้นพบ 'เทคนิคการหลอมละลายมานาประสานธาตุ' ระดับตำนาน!] [แจ้งเตือนระบบ: ไอเทมในมือของคุณกำลังวิวัฒนาการ...] แต่ในขณะที่เรย์กำลังตื่นเต้นกับความสำเร็จ หน้าต่างระบบสีแดงฉานก็เด้งขึ้นมาขวางหน้าจอทัศนวิสัยของเขาอย่างรุนแรง มันไม่ใช่หน้าต่างแจ้งเตือนปกติ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเซิร์ฟเวอร์ [ประกาศฉุกเฉินจากระบบ: ตรวจพบการบุกรุกของ ‘เอนทิตีระดับภัยพิบัติ’ ในเขตหุบเขาแห่งเสียงสะท้อน! อัตราการสูญเสียของผู้เล่นพุ่งสู่ระดับวิกฤต!] [ตำแหน่งพิกัดสุดท้ายของลูคัส: ถูกตัดขาดจากเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์หลัก...] เรย์ตัวชาวาบ เขารีบหันไปหาเซเลส แต่เธอกลับหายไปจากตรงนั้นแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ และข้อความสั้นๆ ที่ทิ้งไว้บนทั่งตีเหล็กด้วยรอยไหม้ที่สวยงามราวกับอักขระโบราณว่า: *‘หากอยากช่วยเขาก็ไปซะ แต่อย่าลืมว่าอาวุธที่เจ้าถืออยู่ในมือ... ยังไม่ใช่ของจริง’* เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากทางทิศที่ลูคัสเดินทางไป และแสงสีดำมืดมิดที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่งก็เริ่มขยายตัวขึ้นบนท้องฟ้าจำลองของโลก Aethelgard อย่างน่าสยดสยอง ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับเรย์และผองเพื่อนในตอนนี้ด้วยนะคะ / ผู้พิทักษ์มอนสเตอร์ป่วน
สารจากนักเขียน (ผู้พิทักษ์มอนสเตอร์ป่วน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กิลด์มือใหม่กับอาจารย์สาวสายบัฟที่โลกยังไม่รู้จัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%