หน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูสว่างวาบขึ้นในความเงียบงันของห้องนอนขนาดกะทัดรัด ตัวอักษรบนหน้าจอไม่ได้ยาวเหยียด แต่กลับมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้กานต์ที่กำลังยืนเช็ดผมอยู่ถึงกับชะงัก มือที่ถือผ้าขนหนูค้างเติ่ง ลมหายใจสะดุดกึกราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ชื่อผู้ส่งแจ้งเตือนหราอยู่บนหน้าจอ... *พ่อ*
ให้ตายสิ ทำไมจังหวะชีวิตของเขาถึงได้บังเอิญและน่าระทึกขวัญได้ขนาดนี้ เมื่อครู่เพิ่งจะเคลียร์ใจกับนายภีมตัวแสบเรื่องสถานะรูมเมตที่เกือบจะเกินเลยไปไกล จนหัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ แต่ยังไม่ทันจะได้พักหายใจหายคอ ความกดดันจากโลกความเป็นจริงก็สาดซัดเข้ามาทักทายเสียแล้ว
"ใครทักมาเหรอ หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยนะเรา"
เสียงทุ้มคุ้นหพูดขึ้นพร้อมกับเจ้าของร่างสูงโปร่งที่เดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำ ภีมอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวตัวเก่งกับกางเกงนอนผ้าฝ้ายนิ่มๆ กลิ่นสบู่หอมอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูกท่ามกลางบรรยากาศที่เคยตึงเครียดแต่ตอนนี้กลับอบอวลไปด้วยความอึมครึมนิดๆ จากการเผชิญหน้า
กานต์สะดุ้งโหยง รีบคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับเตียงนอนทันทีก่อนจะหันไปแยกเขี้ยวใส่คนตัวโตที่ทำเนียนเดินเข้ามาใกล้ "เรื่องส่วนตัวน่า! นายไม่มีสิทธิ์มาเสือก... เอ้ย มายุ่งกับโทรศัพท์ฉันนะภีม"
ภีมเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากที่กวนประสาทเป็นเอกลักษณ์ปรากฏขึ้นทันที ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ตามประสาหนุ่มวิศวะตัวตึง "โห... เรียกชื่อเต็มแถมเสียงดังแบบนี้ แสดงว่าความลับเยอะแน่เลย หรือว่า... แอบคุยกับหนุ่มที่ไหนอยู่ บอกแล้วไงว่า *พอดีแฟนหวง* ช่วยเกรงใจคนยืนหัวโด่เป็นรูมเมตอยู่ตรงนี้ด้วย"
"แฟนบ้าแฟนบออะไรเล่า! ใครแฟนแก!" กานต์โวยวายหน้าแดงก่ำ ปาผ้าขนหนูใส่หน้าคนกวนประสาทอย่างหมั่นไส้ แต่ภีมกลับรับไว้ได้อย่างทันท่วงทีแถมยังหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี
บรรยากาศที่เคยระอุด้วยความเขินอายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความคุ้นเคยที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ตั้งแต่เรื่องวุ่นๆ และความปากแข็งของทั้งคู่ทำให้ต้องเว้นระยะห่างกันไปบ้าง แต่พอได้กลับมาอยู่ใกล้กันในฐานะรูมเมตอีกครั้ง ความเคยชินที่เคยมีมันก็ไหลกลับเข้ามาอย่างไร้รอยต่อ
ภีมก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกนิดโดยไม่ให้ตั้ง Rตั้งตัว มือหนาถือวิสาสะแย่งโทรศัพท์มือถือที่คว่ำอยู่ขึ้นมาพลิกดูหน้าจออย่างรวดเร็ว
"เฮ้ย! ภีม! เอาคืนมานะ!" กานต์ร้องเสียงหลง พยายามจะกระโดดคว้าโทรศัพท์คืน แต่มีหรือที่ส่วนสูงระดับนักกีฬาบาสเกตบอลคณะวิศวะจะยอมแพ้ ภีมเพียงแค่ชูมือขึ้นสูงเหนือหัว พร้อมกับก้มมองหน้าจออ่านข้อความนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความขี้เล่นเป็นความจริงจังขึ้นมาทันที
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบชั่วขณะ รอยยิ้มขี้เล่นของภีมจางหายไป เหลือเพียงแววตาที่สะท้อนความห่วงใยออกมาอย่างปิดไม่มิด
"พ่อส่งมาว่า... *'เสาร์นี้กลับบ้านด้วยนะ มีเรื่องต้องคุยกันเรื่องฝึกงานและการตัดสินใจของแก'*..." ภีมทวนข้อความเสียงเบา ก่อนจะก้มลงมองคนตัวเล็กที่ตอนนี้ใบหน้าตึงเครียด แววตาไหววับอย่างปิดไม่มิด
กานต์เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความรู้สึกอึดอัดที่พยายามซุกซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มและความปากจัดเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เรื่องฝึกงานและเส้นทางชีวิตคือสิ่งที่ไม่เคยลงรอยกันระหว่างเขากับผู้เป็นพ่อเลยสักครั้ง พ่ออยากให้ทำตามกรอบที่วางไว้ แต่นิเทศศาสตร์และความฝันของกานต์มันอยู่คนละขั้ว
มือเรียวเล็กกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ความมั่นใจที่เคยมีเมื่อตอนเถียงกับภีมมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังหวาดกลัวการเผชิญหน้ากับครอบครัว
ภีมมองท่าทางนั้นด้วยความรู้สึกที่บีบแน่นอยู่ในอก เขารู้ดีว่ากานต์เก่งและปากแข็งแค่ไหนเวลาอยู่กับคนอื่น แต่เวลาที่ต้องแบกรับความคาดหวังจากทางบ้าน เจ้าตัวมักจะเลือกเก็บความรู้สึกไว้คนเดียวเสมอเหมือนแมวพยศที่ซ่อนแผลไว้ใต้ขนฟูๆ
"เครียดเหรอ" เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล ผิดจากมาดกวนประสาทเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
กานต์เงยหน้าขึ้นมองสบตา ภายในดวงตากลมโตคู่นั้นมีประกายความไหววับคล้ายคนจะร้องไห้แต่พยายามกลั้นไว้ ปากบางอ้าจะเถียงตามนิสัยเดิมว่า *'ไม่ได้เครียดสักหน่อย'* แต่พอเจอสายตาที่จริงจังและอบอุ่นของภีม คำพูดเหล่านั้นก็กลืนหายลงคอไปหมด
"ฉัน... ไม่รู้ว่ะภีม" กานต์ยอมรับออกมาเสียงแผ่วเบาอย่างยอมจำนน ทรุดตัวลงนั่งลงกับขอบเตียงอย่างหมดแรง "ฉันไม่อยากกลับไปฟังพ่อบ่นเรื่องเดิมๆ ไม่อยากเจอสายตาผิดหวังเวลาที่ฉันบอกว่าฉันจะไม่ทำตามที่ท่านต้องการ... บางทีฉันก็เหนื่อย"
ภาพของกานต์ที่มักจะเหวี่ยงใส่เขาเสมอในยามปกติ ยามนี้กลับดูเปราะบางเสียจนภีมรู้สึกเจ็บแปลบในใจ ความรู้สึกที่แอบชอบมาตั้งแต่สมัยมัธยมจนถึงตอนนี้ มันไม่ใช่แค่ความชอบแบบเด็กๆ แต่มันคือความผูกพันและความอยากปกป้องรอยยิ้มของคนตรงหน้าด้วยทั้งหมดที่มี
ร่างสูงทิ้งตัวคุกเข่าลงตรงหน้ากานต์ มือใหญ่เอื้อมไปกุมมือบางที่กำลังสั่นระริกไว้แน่นสัมผัสที่อบอุ่นส่งผ่านจากฝ่ามือหนาเข้ามาถึงหัวใจ ทำให้กานต์สะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้สะบัดหนี
"มองหน้าฉันสิ กานต์" ภีมเอ่ยเสียงนุ่ม ลากสายตาประสานกับดวงตาคู่สวย
กานต์เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอีกระลอกไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นเพราะความมั่นคงที่ส่งผ่านออกมาจากแววตาของหนุ่มวิศวะคนนี้
"นายไม่ได้ตัวคนเดียวนะเว้ย" ภีมยิ้มมุมปากนิดๆ พยายามปรับบรรยากาศให้ผ่อนคลายลง แม้แววตาจะยังจริงจังอยู่เต็มเปี่ยม "ลืมไปแล้วหรือไงว่าตอนนี้เราเป็นอะไรกัน... อ้อ เป็นรูมเมตที่ต้องดูแลกันและกันไง เกิดวันเสาร์นายโดนพ่อบ่นจนร้องไห้ขึ้นมา ใครจะเช็ดน้ำตาให้ล่ะ จริงไหม"
"ใครร้องไห้ไม่มี๊!" กานต์โวยวายขึ้นมาทันที ใบหน้าที่เคยเศร้าสร้อยเมื่อครู่กลับมามีสีเลือดฝาดขึ้นด้วยความเขินอาย มืออีกข้างรีบตีแขนอีกฝ่ายดังเพี๊ยะ "พูดมากน่าภีม ใครเขาจะร้องไห้ฟูมฟายกัน นายต่างหากที่ชอบพูดจาเพ้อเจ้อ"
"อ้าว เจ็บนะเนี่ย เมีย... เอ้ย รูมเมตตีแรงจังวะ" ภีมแกล้งทำเป็นซีரியส ยกมือขึ้นลูบแขนปอยๆ แต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับกว้างขึ้นกว่าเดิม "สรุปคือหายเครียดแล้วใช่ไหม หืม?"
"ใครบอกว่าหายเล่า!" กานต์ค้อนควักวงใหญ่ แต่ริมฝีปากที่พยายามเมتเพื่อกลั้นยิ้มนั้นฟ้องชัดเจนว่ากำแพงความเครียดเมื่อครู่ได้พังทลายลงเรียบร้อยแล้ว ความอบอุ่นที่ภีมมอบให้มันเข้ามาโอบกอดความกังวลในใจของเขาไว้อย่างแนบเนียน
ภีมหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างชอบใจ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะยื่นมือไปยีหัวคนตัวเล็กจนผมยุ่งเหยิงไปหมด "โอเคๆ ไม่แกล้งละ งั้นข้อตกลงใหม่... เสาร์นี้เดี๋ยวฉันขับรถไปส่งที่บ้านด้วย แล้วจะลงไปยืนเป็นเพื่อนรับหน้าคุณพ่อสุดโหดให้เอง ดีลไหม?"
กานต์เงยหน้ามองคนตัวสูงด้วยความประหลาดใจ หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงกับคำพูดนั้น "หะ? นายจะไปทำไม มันเรื่องครอบครัวฉันนะ"
"ก็บอกแล้วไงว่า *พอดีแฟนหวง* เอ้ย! พอดีรูมเมตห่วง" ภีมเกือบหลุดปากคำต้องห้าม แต่ก็แก้ตัวได้อย่างหน้าด้านๆ รอยยิ้มพราวระยับฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหลา "ไม่อยากให้รูมเมตสุดที่รักต้องเครียดตายก่อนวัยอันควรหรอกนะ ไปอาบน้ำนอนได้แล้ว หน้าดำเป็นแพนด้าหมดแล้วเนี่ย"
พูดจบก็ไม่รอให้กานต์ได้อ้าปากเถียง ภีมก็หมุนตัวเดินฮัมเพลงเข้าห้องนอนของตัวเองไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้กานต์นั่งใจเต้นแรงอยู่บนเตียงคนเดียว
ห้องนอนกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่ความรู้สึกข้างในใจของกานต์กลับไม่เหมือนเดิม รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากอย่างห้ามไม่อยู่ มือเรียวแตะลงบนหน้าอกด้านซ้ายที่กำลังเต้นโครมคราม
ให้ตายเถอะ... กลับมาเป็นรูมเมตที่น่ารักแบบนี้ แล้วเขาจะเอาหัวใจที่ไหนไปต้านทานไหวเล่า!
เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์มือถือบนเตียงดังขึ้นอีกครั้ง กานต์ก้มลงหยิบขึ้นมาดูด้วยความสงสัย หน้าจอแสดงข้อความแชตจากแอปพลิเคชันสีเขียวที่เพิ่งเด้งขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ จากคนห้องข้างๆ
*[Peer]: ฝันดีนะตัวเล็ก พรุ่งนี้ตื่นมาทำข้าวต้มให้อกินด้วย ห้ามปฏิเสธ ไม่งั้นจะเข้าไปปลุกถึงเตียง*
กานต์อ่านข้อความนั้นแล้วใบ้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นิ้วเรียวรีบกดพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความหมั่นไส้และความเขินที่ตีรวนกันอยู่ในอก
*[Karn]: ฝันร้ายสíนายบ้า! ใครจะทำข้าวต้มให้กิน ฝันไปเถอะ!*
*[Peer]: พิมพ์ปฏิเสธช้าแบบนี้ แสดงว่าตกลงพรุ่งนี้เจอกันครับ รูมเมตที่รัก*
*[Karn]: ใครบอกว่าตกลงไอ้บ้าภีมมมมม!*
กานต์กัดริมฝีปากแน่น มองหน้าจอที่มีข้อความตอบกลับเป็นสติกเกอร์รูปแมวยิ้มกวนประสาท หัวใจพองโตจนแทบจะระเบิดออกมานอกอก บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความหวานละมุนที่ต่อให้พยายามปฏิเสธแค่ไหนก็ซ่อนไม่มิด
แต่ทว่า... ในจังหวะที่กานต์กำลังจะวางโทรศัพท์ลงและเตรียมตัวเข้านอนด้วยรอยยิ้มนั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์ก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้งพร้อมกับสายเรียกเข้าเบอร์แปลกที่ไม่คุ้นตา แต่มีรหัสพื้นที่จังหวัดบ้านเกิดของเขาโชว์หราอยู่บนหน้าจอ
นิ้วที่กำลังจะกดวางสายต้องชะงักกึก เมื่อชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ได้มาจากพ่อ... แต่เป็นเบอร์ของใครบางคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดในตอนนี้!
ขอบคุณที่ติดตามความน่ารักปนกวนของคู่รูมเมตเรา แล้วมาลุ้นตอนต่อไปด้วยกันนะคะ!
ขอโทษทีครับ พอดีแฟนผมหวง•ตอนที่ 31
กลับมาเป็นรูมเมตที่น่ารัก
ผลงานโดย พีชชี่เบอร์รี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พีชชี่เบอร์รี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษทีครับ พอดีแฟนผมหวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!