"เรื่องคืนนั้น... คือเรื่องอะไรเหรอภีม?"
คำถามนั้นแขวนคว้างอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางห้องนอนที่เงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ กับลมหายใจร้อนผ่าวของกานต์ที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา
เด็กนิเทศปากจัดอย่างกานต์ในยามนี้ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นมาโวยวาย ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววดื้อรั้น ตอนนี้กลับมีน้ำคลอหน่วยด้วยพิษไข้ ริมฝีปากแห้งผากเม้มเข้าหากันแน่น รอคอยคำตอบจากคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรง ไม่ใช่เพราะพิษไข้... แต่เพราะความกลัวลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างใน
ภีมชะงักมือที่กำลังจะวางผ้าชุบน้ำลงบนอ่างแก้ว ร่างสูงของหนุ่มวิศวะที่ปกติมักจะมีมุกกวนๆ มาหยอดให้หงุดหฤทัยเล่น ในตอนนี้กลับเงียบกริบ ดวงตาคมคายคู่นั้นไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะปรับเข้าสู่โหมดนิ่งสงบอย่างรวดเร็ว
"ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า นอนพักก่อนเถอะ ไข้ขึ้นสูงซะขนาดนี้ยังจะมาเซ้าซี้อีก"
เสียงทุ้มเอ่ยดุเบาๆ พร้อมกับยื่นมือมาหมายจะแตะหน้าผากมน แต่กานต์กลับเบี่ยงหน้าหนี ปลายจมูกรั้นแดงก่ำด้วยความโกรธปนน้อยใจ
"อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะภีม นายพูดเองนะว่าเรื่องคืนนั้น... ถ้าไม่อธิบายให้รู้เรื่อง ฉันไม่กินยา ไม่นอนด้วย ตั้งแต่มือถือตกน้ำแล้วนายหายหัวไปจนโผล่มาที่ห้องฉันเนี่ย นายมีความลับอะไรฮะ!" กานต์พยายามเปล่งเสียงให้ดัง แต่เสียงแหบแห้งกลับทำให้มันฟังดูเหมือนลูกแมวขู่มากกว่า
ภีมถอนหายใจยาวพรืด ยอมแพ้ให้กับความดื้อรั้นที่ไม่รู้จักเวลาน้ำตาระรื้นของคนป่วย เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นสบู่สะอาดผสมกับกลิ่นยาอมแก้เจ็บคอโชยแตะจมูกกานต์ จนหัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบ
"ดื้อชะมัด... ตัวร้อนเป็นไฟยังจะมีแรงมาคาดคั้นฉันอีกเหรอ"
ภีมพึมพำเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าแก้วน้ำอุ่นมาจ่อใกล้ริมฝีปากแห้งผากนั้น บังคับกลายๆ ให้กานต์ต้องยอมจิบน้ำลงไปอึกใหญ่เพื่อแก้กระหาย
"ก็บอกมาสิ..." กานต์พึมพำเสียงเบาหวิวหลังจากกลืนน้ำลงคอ
ภีมมองคนป่วยที่ดื้อจนวินาทีสุดท้ายแล้วก็ได้แต่ยิ้มขมขื่น เขาตัดสินใจวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะดึงเก้าอี้เข้ามาประชิดขอบเตียงมากขึ้น สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหยอกล้อเล่นเหมือนทุกที
"เรื่องคืนนั้น... คือคืนที่ฉันเกือบจะห้ามใจตัวเองไม่ให้ข้ามเส้นความเป็นเพื่อนไม่ได้ไง"
กานต์เบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก สมองที่ตื้อตันด้วยพิษไข้เหมือนถูกช็อตด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูง ใบหน้าที่ซีดเซียวพลันเห่อร้อนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไข้หวัด... แต่เป็นเพราะประโยคบอกเล่าหน้าตาเฉยของคนตรงหน้าต่างหาก!
"นะ... นายว่าอะไรนะ..."
"ฉันบอกว่า..." ภีมโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากเกือบจะชนกัน กลิ่นอายความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา จนกานต์เผลอกลั้นหายใจ "คืนนั้นที่นายเมาแล้วโทรศัพท์หาฉัน ร้องไห้งอแงเพราะโดนรุ่นพี่ปีสี่เท... นายรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรกับฉันบ้าง"
กานต์สมองขาวโพลน นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ภาพความทรงจำตัดฉับไปตั้งแต่แก้วที่สามที่ร้านเหล้าใต้หอ
"ฉะ... ฉันพูดอะไรไปล่ะ"
"นายบอกว่า... *'ภีมบ้า ยืนบื้ออยู่ทำไม มาอุูกกอดกานต์เดี๋ยวนี้เลยนะ'*แถมยัง..." ภีมจงใจลากเสียงยาว แววตากวนประสาทกลับมาทอประกายระยิบระยับอีกครั้ง "ดึงคอฉันลงไปหอมแก้มฟอดใหญ่แถมบอกว่ารักฉันที่สุดในสามโลก... จำไม่ได้เหรอครับคุณกานต์"
"โกหก! บ้าหน่า ฉันเนี่ยนะจะพูดแบบนั้น!" กานต์โวยวายเสียงหลง ใบหน้าร้อนผ่าวลามไปจนถึงใบหู พยายามดันอกแกร่งให้ออกห่างแต่เรี่ยวแรงไม่มีเหลือ
"ไม่เชื่อเหรอ?" ภีมแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ออกมาจากกระเป๋า กดยุ๊กยิ๊กอยู่สองสามทีแล้วเปิดหน้าจอโชว์หรี่มาตรงหน้ากานต์ "ในแชทที่ฉันพยายามจะส่งหานายตั้งแต่วันนั้น... แต่ดันกดยกเลิกไม่ทันไงล่ะ"
กานต์ก้มมองหน้าจอด้วยความตื่นตระหนก ในแชทสีเขียวปรากฏข้อความภาพถ่ายสั้นๆ และประโยคยาวเหยียดที่ภีมพิมพ์ค้างไว้ว่า—
*[ภีม]: "ถ้าจำไม่ได้ว่าทำอะไรลงไปบ้าง งั้นตื่นมาเคลียร์กัน... เพราะฉันจะไม่ยอมปล่อยมือจากนายอีกแล้วนะ กานต์"*
ข้อความนั้นสว่างวาบอยู่บนหน้าจอ ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบอัดหัวใจของคนทั้งคู่ให้เต้นรัวแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก กานต์อ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก มือไม้สั่นเทาจนต้องกำผ้าห่มแน่น หัวสมองประมวลผลไม่ทันกับจู่ๆ ความสัมพันธ์ที่เคยขีดเส้นไว้ว่าเพื่อนสนิท ก็พังทลายลงด้วยประโยคสารภาพรักหน้าตาเฉยของพ่อหนุ่มวิศวะจอมกวนคนนี้
"ภีม... นาย..."
"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นตอนนี้" ภีมวางมืออุ่นจัดลงบนกลุ่มผมนุ่ม ขยี้เบาๆ อย่างอ่อนโยน รอยยิ้มที่ส่งมาให้ไม่มีคราบความกวนประสาทเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังที่ทำเอาหัวใจคนป่วยเหลวเป๋ว "หน้าที่ของนายตอนนี้คือการกินยาแล้วก็นอน... ส่วนเรื่องของเรา ไว้หายดีเมื่อไหร่ ค่อยมานั่งเคลียร์ทีละประเด็นเลยครับคุณแฟน"
สิ้นคำว่า 'แฟน' กานต์ก็แทบอยากจะเอาหัวมุดหมอนหนีให้รู้แล้วรู้รอด หน้าแดงแจ๋จนแทบจะระเบิด
แต่ในจังหวะที่กานต์กำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเขินจนหน้ามืดอยู่นั้นเอง เสียงเคาะประตูก็รัวดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเสียงโวยวายคุ้นเคยที่ตะโกนทะลุเข้ามาในห้อง
"ไอ้กานต์! เปิดประตูให้กูเดี๋ยวนี้นะโว้ย! กูรู้ว่ามึงอยู่ข้างใน! แล้วไอ้ภีมล่ะ อยู่ด้วยกันใช่ไหม! เกิดเรื่องใหญ่แล้ววะ มึงรีบเปิดประตู!"
เสียงของจีโน่เพื่อนสนิทตัวชงดังลั่นห้อง น้ำเสียงร้อนรนจนผิดปกติ ทำให้ภีมและกานต์ต้องหันขวับไปมองประตูห้องพร้อมกันด้วยความตกใจ
ภีมขมวดคิ้วมุ่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พึมพำด้วยความหงุดหฤทัย "ไอ้บ้านี่ ขัดจังหวะชะมัด..."
เขาก้าวเดินไปเปิดประตูห้องนอนออกอย่างช้าๆ ทันทีที่บานประตูเปิดกว้าง จีโน่ก็พุ่งพรวดเข้ามาข้างในด้วยสีหน้าซีดเผือด หอบหายใจโยนกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนเตียงตรงหน้ากานต์ทันที
"มึงดูนี่! ในเพจมหา'ลัยลงรูปพวกมึงสองคนตอนอยู่ที่ห้องพยาบาลเมื่อวานนี้... แล้วตอนนี้คนแชร์ไปเป็นพันแล้ว!"
กานต์เบิกตากว้างรีบคว้ากระดาษ (หรือหน้าจอโทรศัพท์ที่จีโน่ยื่นมาจ่อหน้า) ขึ้นมาดู ภาพถ่ายในจอทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ—มันเป็นภาพภีมกำลังโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเขาด้วยท่าทางแนบชิดสนิทสนมเกินกว่าเพื่อน พร้อมกับแคปชันพาดหัวตัวเบ้อؠเริมว่า: *'คู่จิ้นวิศวะ-นิเทศ หลุดภาพหลุดหวานฉ่ำกลางตึกคณะ แบบนี้สถานะคืออะไรกันแน่!?'*
ภีมที่ยืนมองหน้าจออยู่ข้างๆ ไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย กลับแค่นยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น สายตาคมกริบมองลอดผ่านความวุ่นวายตรงหน้าไปยังประตูห้องที่เปิดอ้างว้างไว้
ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่จะดังใกล้เข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังรัวยิ่งกว่าเดิม และเสียงผู้สื่อข่าว (หรือกลุ่มเพื่อนตัวแสบ) ที่ตะโกนเข้ามาว่า—
"ขออนุญาตสัมภาษณ์คู่รักป้ายแดงหน่อยครับ!"
พีชชี่เบอร์รี่ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมความฟินและความวุ่นวายไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
ขอโทษทีครับ พอดีแฟนผมหวง•ตอนที่ 13
สัญญาว่าจะดูแล
ผลงานโดย พีชชี่เบอร์รี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พีชชี่เบอร์รี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษทีครับ พอดีแฟนผมหวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!