"บอกว่าอย่าเดินลัดสนามไง เลอะหมดแล้วเห็นไหมเนี่ย!"
เสียงโวยวายของกานต์ดังแข่งกับเสียงคำรามของฟ้าด้านนอก ขณะที่เจ้าตัวกำลังใช้ทิชชูกระดาษเปียกนับสิบแผ่นเช็ดคราบโคลนที่กระเด็นเปื้อนรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่โปรดอย่างหัวเสีย ส่วนต้นเหตุของเรื่องกลับยืนพิงกรอบประตูห้องซ้อมดึกของคณะนิเทศด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ แถมยังส่งยิ้มกวนประสาทมาให้อีกต่างหาก
"ก็ใครจะไปรู้ว่าเม็ดฝนมันจะตกหนักแบบไม่เกรงใจวิศวะปีสามอย่างภีมล่ะครับ... อ๊ะๆ อย่าเพิ่งค้อนค่ะ หน้าคว่ำหมดแล้วเนี่ย"
ภีมยักไหล่กวนๆ ก่อนจะถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้องแคบๆ ที่ตอนนี้กลายเป็นสถานหลบภัยเฉพาะกิจของเราสองคน เพราะประตูด้านนอกถูกลมพัดจนกลอนฝังล็อคตายสนิทจากแรงพายุฝนกระหน่ำเมื่อห้านาทีก่อนหน้านี้
"แล้วใครใช้ให้เดินตามมาเล่า! แยกย้ายกันกลับตั้งแต่อยู่โรงอาหารก็สิ้นเรื่อง" กานต์สะบัดหน้าหนี พยายามซ่อนใบแดงก่ำที่ไม่ได้เกิดจากพิษไข้ แต่เกิดจากระยะห่างระหว่างเราที่ตอนนี้มันแคบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายชัดเจน
ห้องซ้อมกระจกขนาดเล็กที่มีเพียงโซฟาเก่าๆ หนึ่งตัวกับโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ยๆ บรรยากาศรอบตัวถูกตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยม่านฝนสีเทาทึบ แสงไฟนีออนสีส้มอ่อนจากเพดานกะพริบเบาๆ ส2-3 ครั้งก่อนจะดับสนิท เหลือเพียงแสงสว่างสลัวจากฟ้าแลบเป็นระยะที่สาดเข้ามาผ่านกระจกบานใหญ่
"อ้าว ก็เป็นห่วง...กลัวคนปากจัดแถวนี้จะปลิวไปกับลมพายุซะก่อน" ภีมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวอย่างถือวิสาสะ ขายาวๆ ของเจ้าตัวเกือบจะชนกับขาของกานต์ที่นั่งกอดอกหน้าบึ้งอยู่บนเก้าอี้เบาะนวมฝั่งตรงข้าม
"ใครปากจัด! พูดจาให้มันดีๆ นะภีม!" กานต์หันขวับมาแยกเขี้ยวใส่ทันที ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิดที่ถูกยั่วโมโห แต่พอมองเห็นหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามไรผมและเสื้อเชิ้ตสีขาวของอีกฝ่ายที่แนบไปกับแผงอกกว้าง... เสียงโวยวายก็ค่อยๆ เบาลงโดยอัตโนมัติ
พีชชี่เบอร์รี่แอบกระซิบตรงนี้นะคะว่า สายตาของนายเอกเราเนี่ย ไม่เคยรักนวลสงวนตัวกับเขาเลยจริงๆ ค่ะ!
"มองอะไรเหรอครับ หรือว่า... เพิ่งรู้ว่าฉันหล่อจนละสายตาไม่ได้?"
"หลงตัวเองที่สุด!" กานต์เบือนหน้าหนีไปทางกระจกที่มีหยดน้ำฝนเกาะพราว เม็ดฝนด้านนอกยังคงตกลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่ทำให้ไฟสำรองของตึกดับลงสนิท มืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วของตัวเอง
"เฮ้ย!"
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอุ่นจัดที่คว้าหมับเข้าที่ข้อแขนของกานต์แรงๆ แรงดึงนั้นทำให้ร่างเพรียวเซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกแข็งแกร่งของคนตัวโตกว่าอย่างจัง กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าแตะจมูกจนหัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นรัวผิดจังหวะ
"มืดตื๊ดตื๋อขนาดนี้... กลัวผีเหรอครับเด็กดื้อ" เสียงกระซิบแหบพร่าดังอยู่ชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอทำเอากานต์ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"ปล่อยนะเว้ย! ใครกลัว... ฉันแคตกใจเสียงฟ้าต่างหากเล่า ถอยไปเลยนะ" กานต์พยายามดันอกอีกฝ่ายออก แต่ทว่าอ้อมแขนที่โอบรอบเอวไว้กลับรัดแน่นขึ้นราวกับคีมเหล็ก ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยง่ายๆ
ในความมืดที่มีเพียงแสงวาบจากสายฟ้าเป็นระยะ บรรยากาศรอบตัวกลับร้อนระอุขึ้นอย่างน่าประหลาด ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นโครมครามแข่งกับเสียงฝนตกด้านนอก
นิ้วเรียวหนาของภีมค่อยๆ เอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นแนบหน้าผากของกานต์ออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนที่นานๆ ครั้งจะได้เห็นทำเอาคนปากแข็งถึงกับใบ้กิน พูดไม่ออกบอกไม่ถูก สมองตื้อตันไปหมด
"กานต์..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อแผ่วเบa ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นจังหวะเดียวกันในความมืด
"อะ...อะไรเล่า" กานต์ตอบเสียงสั่น พยายามถอยหลังหนีแต่ติดพนักพิงโซฟาจนมุม
"ถ้าบอกว่า... ที่เดินตามมาตากฝนด้วย ไม่ใช่เพราะบังเอิญ... จะเชื่อไหมครับ"
หัวใจของกานต์กระตุกวูบ คำพูดกำกวมกับน้ำเสียงจริงจังที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนทำให้บรรยากาศฟีลกู๊ดเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่อบอวลไปด้วยความหวานล้ำเกินบรรยาย
นิ้วของภีมเลื่อนลงมาแตะที่คางสลักเสลา บังคับให้ใบหน้าหวานแหงนขึ้นมารับสายตาสีเข้มที่จ้องมองมาในความมืด แม้จะมองไม่เห็นชัดเจน แต่กานต์รู้ดีว่าแววตาคู่นั้นกำลังสื่อความหมายอะไร
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของภีมดังขึ้นทำลายความเงียบ แสงไฟสว่างวาบจากหน้าจอสะท้อนใบหน้าของทั้งคู่ให้เห็นชัดเจนขึ้นในระยะประชิด
ภีมก้มมองหน้าจอแวบหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญใจ แต่ทว่า... นิ้วมือที่ถือโทรศัพท์กลับค้างอยู่ท่าเดิม ดวงตาคมกริบเหลือบกลับมามองคนที่อยู่ในอ้อมแขนอีกครั้งด้วยรอยยิ้มเจ้าเลื้อยที่ซ่อนอยู่มุมปาก
"ใครทักมาดึกดื่น..." กานต์เอ่ยถามเสียงเบา หวังจะเบี่ยงเบนความสนใจจากสถานการณ์หัวใจจะวายนี้
ภีมไม่ได้ตอบคำถามทันที เจ้าตัวหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะกดหน้าจอส่งข้อความบางอย่างกลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วโยนโทรศัพท์ทิ้งลงบนโซฟาข้างตัวอย่างไร้เยื่อใย
"ช่างมันเถอะครับ... สนใจคนตรงหน้าดีกว่า"
พูดจบ ภีมก็ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนริมฝีปากแทบจะชิดกัน กานต์หลับตาปี๋ด้วยความทำอะไรไม่ถูก มือเรียวกำเสื้อของอีกฝ่ายแน่น เตรียมใจรับสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้น
แต่ทว่า... ทันใดนั้นเอง เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์ของภีมที่เพิ่งถูกโยนทิ้งไว้ก็ดังขึ้นรัวๆ ติดต่อกันสามครั้งติด พร้อมกับชื่อผู้ส่งบนหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด... ชื่อของคนที่กานต์ไม่มีวันคาดคิดว่าจะส่งข้อความมาหาเขาในเวลานี้!
"จีโน่?!"
กานต์เบิกตากว้าง ผลักอกภีมสุดแรงแล้วรีบคว้ามือถือขึ้นมาดูข้อความล่าสุดบนหน้าจอแชตที่ภีมเผลอกดค้างไว้ทันที ก่อนที่ลมหายใจของเขาจะสะดุดกึกเมื่ออ่านประโยคสนทนาทั้งหมดที่เพิ่งถูกส่งออกไป... และข้อความล่าสุดที่ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาจิกหมอนและโดเนทกำลังใจให้ "พีชชี่เบอร์รี่" เสมอมานะคะ เลิฟยูว์ที่สุดค่ะ!
ขอโทษทีครับ พอดีแฟนผมหวง•ตอนที่ 10
ติดฝนกับคนใจร้าย
ผลงานโดย พีชชี่เบอร์รี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พีชชี่เบอร์รี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษทีครับ พอดีแฟนผมหวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!