“คุณถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วนะ รินรดา”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของคีรินทร์ที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานหรูชั้นบนสุดของตึกระฟ้า ไม่ได้มีเพียงความราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบกายของหญิงสาวสั่นไหว รินรดาชะงักฝีเท้า มือที่กำลังถือแฟ้มเอกสารเตรียมจะวางลงบนโต๊ะทำงานของเขาถึงกับเกร็งแน่นจนปลายนิ้วขาวซีด
เธอไม่ได้หันไปมองเขาในทันที แต่เลือกที่จะจดจ้องอยู่กับลวดลายไม้บนพื้นโต๊ะทำงานที่ขัดเงาจนสะท้อนใบหน้าของเธอที่ดูเหนื่อยล้า “รินแค่คิดว่า... เราควรกลับไปอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นค่ะ คุณคีรินทร์ เรื่องเมื่อคืน มันไม่ควรเกิดขึ้น”
“เรื่องเมื่อคืน?” คีรินทร์ทวนคำ เขาขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังตัวใหญ่ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์หอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาโชยปะทะจมูกของเธอ มันเป็นกลิ่นที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย แต่ในตอนนี้ มันกลับกลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงความหวั่นไหวที่เธอพยายามจะกดทับมันไว้
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง “มันเป็นความผิดพลาดของรินเองค่ะ ที่เผลอไผลไปตามอารมณ์ชั่ววูบ ต่อไปนี้... รินจะรักษา ‘ระยะห่าง’ ให้เหมาะสมกับตำแหน่งเลขากับเจ้านายให้มากกว่านี้ค่ะ”
คีรินทร์ก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอแทบจะเหลือศูนย์ เขาไม่ได้แตะต้องตัวเธอ แต่ความร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขากลับทำให้รินรด้ารู้สึกราวกับถูกต้อนให้จนมุม มือหนาเอื้อมไปวางบนโต๊ะไม้กั้นกลางระหว่างเขากับเธอไว้ ราวกับกรงขังที่มองไม่เห็น
“เธอเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าอารมณ์ชั่ววูบงั้นเหรอ?” เขาโน้มตัวลงมา ใบหน้าคมเข้มอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอเพียงไม่กี่นิ้ว ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาความจริงที่ถูกซ่อนอยู่ “ในตอนที่ฉันกอดเธอ... ในตอนที่ลมหายใจของเราเป็นจังหวะเดียวกัน เธอจะบอกว่าเธอไม่รู้สึกอะไรเลยอย่างนั้นหรือ”
“ริน... รินไม่มีสิทธิ์รู้สึกอะไรทั้งนั้นค่ะ” เธอเบือนหน้าหนี หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก อดีตที่เคยถูกคนรักที่เชื่อใจที่สุดหักหลังยังคงเป็นแผลเป็นที่ฝังลึก ความกลัวว่าการมอบหัวใจให้กับใครสักคนจะนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหม่ ทำให้เธอเลือกที่จะสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาล้อมรอบตัวอีกครั้ง
คีรินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าดวงตาของเขากลับไม่มีรอยยิ้ม “ความกลัวมันบังตาเธอจนมองไม่เห็นความจริงสินะ รินรดา... เธอปกป้องตัวเองจนลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าคนอื่นเขาก็มีหัวใจ”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นจนแทบจะหายใจไม่ออก ก่อนที่เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายความเงียบนั้นอย่างไม่ไว้หน้า
รินรดาเหมือนได้รับอิสระชั่วคราว เธอรีบถอยห่างออกมาจากโต๊ะทำงานทันที ก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด “เชิญค่ะ”
ประตูถูกเปิดออก เมธาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีภูมิฐานผิดปกติ บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่ดูราวกับเสือที่กำลังเจอเหยื่ออันโอชะ เขามองคีรินทร์ที่ยืนนิ่งและรินรดาที่ดูตื่นตระหนกด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“ดูเหมือนผมจะเข้ามาในเวลาที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะครับ คุณคีรินทร์ ดูคุณสองคนจะ... มีธุระส่วนตัวที่ค่อนข้างเคร่งเครียดกันอยู่” เมธาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงยียวนพลางกวาดสายตามองรินรดาที่พยายามก้มหน้าหลบสายตา
คีรินทร์ปรับท่าทีกลับมาเป็นนักบริหารผู้เยือกเย็นในทันที เขานั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม สายตาดุดันจ้องมองคู่แข่ง “ถ้าคุณเข้ามาเพื่อจะทวงถามเรื่องโครงการประมูลที่ดินล่ะก็ ผมบอกไปชัดเจนแล้วว่าเราจะไม่มีการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าจะถึงวันประมูลจริง”
เมธายิ้มกว้างกว่าเดิม “โถ่ ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ ผมแค่แวะเอาเอกสารบางอย่างมาให้... เอกสารที่ผมเชื่อว่าคุณอาจจะอยากเห็นก่อนที่มันจะหลุดไปถึงมือผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ”
รินรดารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เธอรีบก้าวเข้ามาเพื่อจะรับเอกสารจากเมธา แต่คีรินทร์กลับยกมือขึ้นห้ามไว้
“ส่งมาให้รินรดา” คีรินทร์สั่งสั้นๆ
เมธาส่งซองเอกสารสีน้ำตาลให้รินรดาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง เมื่อรินรดาเปิดซองออกมาดู ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ มันเป็นภาพถ่ายของเธอที่กำลังเดินออกมาจากคอนโดมิเนียมของคีรินทร์ในเวลาค่ำคืนเมื่อสัปดาห์ก่อน และยังมีเอกสารการโอนเงินบางอย่างที่ระบุชื่อของเธอเป็นผู้รับ!
“นี่มันหมายความว่ายังไงคะ!” รินรดาเสียงสั่น เธอไม่เคยรับเงินพวกนี้ ไม่เคยเลยสักครั้ง
“อ้อ... ผมลืมบอกไป” เมธาหัวเราะเบาๆ “ในโลกธุรกิจน่ะ ความซื่อสัตย์มักจะราคาถูกกว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘หลักฐานการคอร์รัปชัน’ นะครับ คุณรินรดา”
คีรินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างของเขา เขาก้าวตรงไปหาเมธา แต่สายตาของเขากลับเหลือบมามองรินรดาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
รินรดามองดูรูปถ่ายและเอกสารในมือ หัวใจที่เพิ่งจะเริ่มเปิดรับใครบางคนกลับถูกกระชากลงสู่ความมืดมิดอีกครั้ง เธอรู้ดีว่านี่คือกับดักที่ถูกวางไว้เพื่อทำลายคีรินทร์ โดยมีเธอเป็นหมากตัวสำคัญที่ถูกบีบให้ต้องยอมจำนน หรือไม่ก็ต้องพังพินาศไปพร้อมกับเขา
“ริน... วางเอกสารนั่นลง” คีรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป มันมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ในความเด็ดขาด “อย่ากลัวสิ่งที่เขาปั้นแต่งขึ้นมา เธอรู้ดีว่าความจริงคืออะไร”
แต่ก่อนที่รินรดาจะทันได้โต้ตอบ เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของคีรินทร์ก็แผดเสียงดังลั่นพร้อมกับสัญญาณไฟกะพริบถี่ๆ ที่บ่งบอกว่านี่คือสายด่วนจากคณะกรรมการบริหาร
คีรินทร์รับสาย สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะวางสายแล้วหันมามองรินรดากับเมธาสลับกัน “คณะกรรมการรู้เรื่องนี้แล้ว และพวกเขากำลังมาที่นี่... พร้อมกับตำรวจ”
คีรินทร์ก้าวเข้ามาคว้ามือของรินรดาไว้แน่น แรงบีบที่ส่งผ่านมือมานั้นไม่ได้มาเพื่อทำร้าย แต่มาเพื่อรั้งเธอไว้ในโลกของเขา ในขณะที่เมธากำลังถอยออกไปที่ประตูด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะที่รินรดารู้ดีว่า... คืนนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้รินรดาและคุณคีรินทร์ในทุกก้าวนะคะ - ละอองดาวเดือนเก้า
รอยจูบพิศวาสใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 15
ระยะห่างที่เพิ่มขึ้น
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจูบพิศวาสใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!