"คุณกำลังทำให้ฉันเสียสมาธิ คีรินทร์"
รินรดาวางแก้วไวน์คริสตัลลงบนโต๊ะไม้สักตัวเตี้ย เสียงกระทบกันเบาๆ ท่ามกลางความเงียบของหุบเขาในช่วงค่ำคืนราวกับเสียงระฆังเตือนภัย เธอไม่ได้หันไปมองร่างสูงที่ยืนพิงระเบียงไม้ เฝ้ามองกลุ่มดาวที่พร่างพรายราวกับละอองเพชรบนผืนกำมะหยี่สีนิลเบื้องบน
"สมาธิเรื่องงาน หรือสมาธิเรื่องการเว้นระยะห่างระหว่างเรากันแน่ครับ... อ้อ ขอโทษที ฉันหมายถึง คุณรินรดา" คีรินทร์หมุนตัวกลับมา สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่ปกติมักจะใช้มองกราฟหุ้นและแผนธุรกิจ กลับอ่อนแสงลงจนเกือบจะเป็นความละมุนละไม เขาก้าวเข้ามาหาช้าๆ ทิ้งระยะห่างไว้เพียงพอที่จะทำให้คนตัวเล็กกว่ารู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดที่แผ่ออกมาจากร่างกายกำยำ
รินรดาแค่นยิ้มที่มุมปาก เธอกระชับเสื้อคลุมไหมพรมสีครีมแน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อปกปิดอัตราการเต้นของหัวใจที่เริ่มรัวไม่เป็นจังหวะ "ทั้งสองอย่างค่ะ ที่นี่คือรีสอร์ตส่วนตัวของบริษัท เรามาเพื่อสะสางเอกสารโครงการใหม่ ไม่ใช่มาเพื่อ... ให้คุณมานั่งจ้องมองกันเหมือนฉันเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญในคอลเลกชันของคุณ"
คีรินทร์หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนในอกของเธอ เขาขยับเข้ามาใกล้จนรินรดาได้กลิ่นน้ำหอมไม้ซีดาร์ผสมกลิ่นจางๆ ของยาสูบราคาแพงที่เขาเพิ่งวางไปเมื่อครู่ "ถ้าคุณเป็นงานศิลปะ คุณก็คงเป็นชิ้นที่ผมอยากครอบครองไว้คนเดียว ไม่ให้ใครหน้าไหนได้แตะต้อง"
เขาเอื้อมมือมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากมนออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นไม่ได้ล่วงเกิน แต่หนักแน่นด้วยความหมายที่รินรดาพยายามหลบเลี่ยงมาตลอดหลายเดือน ตั้งแต่ที่เธอเข้ามารับตำแหน่งเลขาฯ เขาคือความท้าทายที่น่ากลัวที่สุด เพราะคีรินทร์ไม่ได้ต้องการเพียงแค่สมองของเธอ แต่เขากำลังรุกรานพื้นที่หัวใจที่เธอปิดตายไว้ด้วยกำแพงเหล็ก
"คุณพูดเหมือนคนที่เคยพ่ายแพ้ให้กับความรักมาแล้วจริงๆ" รินรดากระซิบ สายตาประสานกันนิ่ง คีรินทร์ไม่ได้หลบตา เขากลับจ้องลึกเข้ามา ราวกับจะอ่านรอยร้าวในใจที่เธอพยายามซ่อนเร้นมาตลอด
"ผมไม่ได้พ่ายแพ้... ผมแค่ยังไม่เคยเจอคนที่ทำให้ผมยอมจำนนต่างหาก" คีรินทร์ลดมือลงมาประคองแก้มใส นิ้วโป้งของเขาไล้เบาๆ บนโหนกแก้มที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อ "รินรดา คุณเก่งทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องการหลอกตัวเอง ว่าคุณไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมเลย"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่ขับขานเพลงรักท่ามกลางขุนเขา รินรดาอยากจะถอยหลังหนี แต่ร่างกายกลับทรยศ เธอปล่อยให้ความอบอุ่นจากอุ้งมือของเขานำพาไปสู่ห้วงอารมณ์ที่เธอไม่เคยกล้าก้าวข้าม เธอเหนื่อยเหลือเกินกับการเป็นคนเก่งที่ต้องแบกความโดดเดี่ยวเอาไว้
"คีรินทร์... ถ้าหากวันหนึ่งคุณรู้ความจริงบางอย่าง คุณอาจจะไม่มองฉันด้วยสายตาแบบนี้อีก" เธอพึมพำ น้ำเสียงสั่นพร่า
คีรินทร์เชยคางเธอขึ้น บังคับให้สบตากับนัยน์ตาสีเข้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ไม่ว่าความจริงนั้นจะคืออะไร มันเทียบไม่ได้กับความรู้สึกที่ผมมีให้คุณในตอนนี้หรอกนะ"
เขาก้มลงมา ปลายจมูกแตะเบาๆ ที่พวงแก้ม ก่อนจะเลื่อนมาคลอเคลียที่ใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้รินรดาสะท้านเฮือก เธอกำชายเสื้อคลุมแน่นก่อนจะค่อยๆ ผ่อนคลายและโน้มตัวเข้าหาไออุ่นนั้น ราวกับลูกนกที่หวนคืนสู่รังหลังพายุฝน
ท่ามกลางแสงดาวและไอเย็นของขุนเขา จุมพิตของเขาก็เริ่มต้นขึ้น ไม่ใช่จุมพิตที่เร่าร้อนจนน่ากลัว แต่เป็นจุมพิตที่ค่อยเป็นค่อยไป เหมือนการสำรวจดินแดนที่ไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้าไป รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอหลับตาลง ยอมจำนนต่อสัมผัสแผ่วเบาที่พรมจูบไปทั่วลำคอระหง ความหวาดระแวงในอดีตค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความปรารถนาที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
ทว่า ในช่วงจังหวะที่เธอกำลังจะจมดิ่งลงสู่ความหอมหวาน เสียงสั่นครืดของโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังแทรกขึ้นมา ราวกับโลกแห่งความจริงกำลังตะโกนเรียกให้เธอกลับสู่ความเป็นจริง
คีรินทร์ชะงักเล็กน้อย แต่เขายังคงไม่ผละออกห่างจนกระทั่งรินรดาดันไหล่เขาเบาๆ เธอเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ใบหน้าของเธอเปลี่ยนสีในฉับพลัน ความอบอุ่นที่เคยมีมลายหายไปในพริบตาเมื่อเห็นชื่อผู้ส่งข้อความ
*“ของที่เธอขโมยมาจากห้องทำงานของคีรินทร์... ฉันต้องการมันภายในคืนนี้ ถ้าไม่อยากให้ภาพลับๆ ในอดีตของเธอหลุดออกไป”*
มือของรินรดาสั่นเทา หน้าจอแสดงชื่อ 'เมธา' ทำให้เธอเย็นวาบไปทั้งหัวใจ เธอเงยหน้าขึ้นมองคีรินทร์ที่ยืนมองเธอด้วยความสงสัย เขาเดินเข้ามาใกล้หมายจะโอบกอดเธออีกครั้ง แต่เธอกลับก้าวถอยหลังออกไปอย่างแรงจนเกือบสะดุดขอบระเบียง
"รินรดา? เป็นอะไรไป" คีรินทร์ถามด้วยน้ำเสียงกังวล เขาเอื้อมมือจะคว้าตัวเธอ แต่รินรดากลับเบี่ยงตัวหลบ สายตาที่เธอใช้มองเขาเปลี่ยนไป... มันไม่ใช่ความรักอีกต่อไป แต่เป็นความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
ในตอนนั้นเอง แสงไฟจากรถยนต์คันหนึ่งก็สาดส่องเข้ามายังระเบียงรีสอร์ตส่วนตัวที่ควรจะมีเพียงเขาสองคน เสียงเบรกดังสนั่นก่อนที่ร่างของชายชุดดำสามคนจะก้าวลงจากรถ พร้อมกับเงาร่างของคนที่เธอไม่อยากพบที่สุดในเวลานี้... เมธา
"ขอโทษที่ขัดจังหวะช่วงเวลาสวีทนะครับคุณคีรินทร์" เมธากล่าวพลางยกยิ้มร้ายกาจ "แต่ผมมีเรื่องด่วนที่ต้องเคลียร์กับเลขาฯ คนเก่งของคุณ... และดูเหมือนว่าความลับของเธอ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้บริษัทคุณพังพินาศได้ในคืนนี้เลยล่ะครับ"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านค่ำคืนที่แสนสั่นประสาทนี้ไปกับรินรดานะคะ - ละอองดาวเดือนเก้า
รอยจูบพิศวาสใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 13
ท่ามกลางขุนเขาและไอรัก
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจูบพิศวาสใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!