หน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่นอนสงบนิ่งอยู่บนฝ่ามือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เปรียบเสมือนใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งที่กรีดลึกลົງกลางใจของรินรดาจนชาดิ่ง ความเงียบงันภายในห้องสอบสวนเวลานี้หนักอึ้งเสียจนเธอได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของชีพจรตัวเองที่ดังโครมครามอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่แค่ความตกใจ แต่มันคือความรู้สึกเหมือนถูกกระชากลงไปในหลุมพรางที่เธอไม่ได้เป็นคนขุด แต่กลับมีชื่อของเธอสลักหราอยู่ก้นหลุม
"คุณรินรดาคะ... เครื่องนี้ลงทะเบียนด้วยชื่อของคุณ และมีบันทึกการโทรเข้าออกไปยังเบอร์ของบริษัทคู่แข่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เอกสารลับรั่วไหล คุณจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไรดีคะ"
น้ำเสียงของร้อยตำรวจเอกหญิงผู้ทำคดีไม่ได้เจือแววคาดคั้น แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่บีบคั้นให้ลมหายใจของรินรดาสั้นกระชั้น เธอหันไปมองคีรินทร์ ชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้างเธอมาตลอด เขายังคงยืนนิ่งสนิท ไหล่กว้างที่เคยให้เธอซบอิงยามอ่อนล้ากลับดูแข็งเกร็งราวกับรูปปั้นหินอ่อน ดวงตาคมกริบที่เคยทอประกายอบอุ่นและคลั่งรักยามมองเธอบัดนี้ว่างเปล่า... ความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขารุนแรงเสียจนเธอกลัวว่ามันจะแช่แข็งหัวใจของเธอให้แตกสลายไปต่อหน้า
รินรดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นลงคอ มือเรียวบางที่ประสานกันไว้บนตักสั่นระริกจนเธอต้องจิกเล็บลงบนฝ่ามือตัวเองเพื่อเรียกสติ
"ดิฉัน... ดิฉันไม่เคยใช้โทรศัพท์เครื่องนี้ติดต่อกับคุณเมธาเรื่องข้อมูลบริษัทเลยนะคะคุณตำรวจ" เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ แต่มันหนักแน่นพอที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจ "เครื่องนี้ดิฉันเลิกใช้ไปตั้งแต่ก่อนจะย้ายมาทำงานที่คีรินทร์กรุ๊ปแล้วค่ะ มันน่าจะ... มันควรจะอยู่ในกล่องเก็บของที่บ้านเก่า..."
"แต่ข้อมูลในซิมการ์ดล่าสุดถูกใช้งานเมื่อสามวันที่ผ่านมาค่ะ... ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คุณรินรดามีสิทธิ์เข้าถึงห้องเก็บเอกสารลับของท่านประธานพอดี" เจ้าหน้าที่ตำรวจสาวขยับแฟ้มเอกสารในมือเบาๆ เสียงกระดาษพลิกดังแซกๆ ท่ามกลางความเงียบที่กดดัน
รินรดาหันขวับไปมองคีรินทร์ทันที หยาดน้ำตาคลอหน่วยขึ้นที่หน่วยตาคู่สวย เธอไม่อาจทนรับสายตาที่ห่างเหินและเต็มไปด้วยความระแวงจากเขาได้ หัวใจของเธอเจ็บปวดร้าวรานยิ่งกว่าถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง
"คุณคีร์คะ..." เธอเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเว้าวอน หยาดน้ำตาที่อดกลั้นไว้ร่วงหล่นลงมาอาบแก้ม "คุณก็รู้... คุณรู้ว่าดิฉันไม่มีวันทำลายคุณและบริษัทได้... คุณเชื่อดิฉันใช่ไหมคะ?"
คีรินทร์ยังคงนิ่งเงียบ เขาไม่แม้แต่จะปรายตามามองหยาดน้ำตาของเธอ ร่างสูงใหญ่เบือนหน้าหนีไปยังบานหน้าต่างกระจกที่สะท้อนภาพแสงไฟจากท้องถนนด้านนอก ความจริงที่ว่าโทรศัพท์เครื่องนั้นเชื่อมโยงกับอดีตที่เธอเคยทำงานร่วมกับเมธา คู่ปรับตัวฉกาจของเขา มันหนักหนาเกินกว่าที่ความรู้สึกส่วนตัวจะเข้ามาบดบังเหตุผลทางธุรกิจได้ แม้ในใจลึกๆ เขาจะปรารถนาเหลือเกินที่จะดึงเธอเข้ามารingกอดไว้แล้วบอกว่าเขาเชื่อใจ แต่รอยแผลจากการถูกหักหลังในอดีต และภาระความรับผิดชอบต่อพนักงานนับร้อยชีวิตในอาณาจักรคีรินทร์กรุ๊ป กลับสั่งให้เขายืนหยัดอยู่บนเส้นแบ่งของความจริงอันโหดร้าย
"ท่านประธานคะ ทางเราจำเป็นต้องเชิญคุณรินรดาไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจ เพื่อความโปร่งใสของรูปคดีครับ" นายตำรวจหนุ่มอีกนายเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด
รินรดาเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมาต่อหน้า เธอถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศโดยคนที่เธอรัก และถูกปฏิเสธความเชื่อใจจากผู้ชายคนเดียวที่เธอเปิดประตูหัวใจให้
แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเอื้อมมือมาแตะที่แขนของเธอเพื่อเชิญตัว คีรินทร์ก็ขยับตัวอย่างรวดเร็ว ร่างสูงก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างเธอกับเจ้าหน้าที่ แผ่นหลังกว้างที่แสนอบอุ่นในความทรงจำบัดนี้กลายเป็นเกราะกำบังที่ทรงพลัง แม้ว่าความเย็นชาจะยังคงฉาบอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา แต่กรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่นบ่งบอกว่าเขากลังอดกลั้นอารมณ์บางอย่างไว้อย่างสุดกำลัง
"ผมขอเวลาคุยกับเธอตามลำพังหนาทีก่อนครับ... ผู้กอง" คีรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจ เจ้าหน้าที่ตำรวจมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะพากันเดินเลี่ยงออกไปรอที่นอกห้องสอบสวน ปล่อยให้คนทั้งสองอยู่ตามลำพังท่ามกลางความเงียบงันที่เต็มไปด้วยรอยร้าว
ประตูห้องปิดลงสนิท คีรินทร์ค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับรินรดา ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาในคราแรก บัดนี้กลับไหวระริกด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นมานาน
รินรดาสะอื้นฮัก ปล่อยให้น้ำตาไหลพรากโดยไม่คิดจะยกมือขึ้นเช็ดอีกต่อไป เธอมองหน้าเขาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ "ในเมื่อคุณก็คิดว่าดิฉันเป็นคนทำ... ทำไมถึงยังปกป้องดิฉันไว้ล่ะคะ? ปล่อยให้พวกเขาพาตัวดิฉันไปสิคะ!"
"ริน..." คีรินทร์เค้นเสียงเรียกชื่อเธอออกมาอย่างยากลำบาก เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอในระยะประชิด มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นประคองใบหน้านานาที่เปื้อนคราบน้ำตา นิ้วโป้งเกลี่ยไล่หยาดน้ำใสออกจากแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่คุ้นเคยและเต็มไปด้วยความห่วงใยนี้ทำให้รินรดายิ่งสะอื้นหนักกว่าเดิม "คุณคิดจริงๆ เหรอว่าผมจะยอมปล่อยให้คุณไปยืนอยู่ตรงจุดที่อันตรายแบบนั้น"
"แต่สายตาของคุณ... เมื่อครู่คุณมองดิฉันเหมือนคนแปลกหน้า เหมือนอาชญากรคนหนึ่ง!" เธอบด ริมฝีปากตัดพ้อด้วยความช้ำใจ
"เพราะผมกลัวต่างหากล่ะ..." คีรินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นเทาในน้ำเสียง ก้มหน้าลงมาจนหน้าผากของเราแนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกับกลิ่นกายสะอาดที่เธอคุ้นเคยโอบล้อมเธอไว้ "คุณไม่รู้หรอกรินรดา... ว่าปมในใจที่ผมแบกรับมาตลอดชีวิตมันคืออะไร"
รินรดาชะงัก ดวงตากลมโตมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม เธอสัมผัสได้ถึงความร้าวรานที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความดุดันและอำนาจที่เขาถือครอง
"ครอบครัวคีรินทร์ไม่ได้ยิ่งใหญ่และสะอาดบริสุทธิ์อย่างที่คุณเห็นหรอกนะริน" คีรินทร์หัวเราะในลำคออย่างขื่นขม ดวงตาคมกริบแดงก่ำขึ้นเล็กน้อยเมื่อต้องรื้อฟื้นความทรงจำอันดำมืดที่เขาพยายามฝังกลบมันมาตลอดชีวิต "พ่อของผม... ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดหักหลัง แย่งชิงทุกอย่างไปจนท่านตรอมใจตาย แม่ของผมต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความแค้นจนวาระสุดท้ายของชีวิต และสิ่งที่ผมเกลียดที่สุด... สิ่งที่ผมหวาดกลัวที่สุดมาตลอด คือการไว้ใจคนผิดซ้ำรอยเดิม"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ความโกรธและความน้อยใจก่อนหน้านี้มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เธอมองเห็นความโดดเดี่ยวและแผลเป็นในใจที่ชายหนุ่มผู้นี้แบกรับไว้บนบ่ากว้างมาโดยลำพัง การที่เขากล้าเปิดเผยความอ่อนแอและปมในอดีตให้เธอฟัง นั่นหมายความว่าเาไม่ใช่แค่เลขาในสายตาเขา... แต่เธอคือคนที่เขายอมเปิดประตูห้องหัวใจให้เข้าไปสัมผัสด้านที่เปราะบางที่สุด
"คุณคีร์..." มือเรียวเล็กยกขึ้นสัมผัสแผงอกกว้าง สัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวไม่เป็นส่ำของเขา "ดิฉันไม่ใช่คนๆ นั้นนะคะ... ดิฉันไม่มีวันทำร้ายคุณเด็ดขาด"
คีรินทร์หลับตาลงรับสัมผัสอันอ่อนโยนจากเธอ ก่อนจะมือใหญ่จะทาบทับลงบนมือของเธอที่แนบอยู่บนอกของเขา ดึงมันเข้าแนบแน่นยิ่งขึ้นเพื่อยืนยันความรู้สึก
"ผมรู้ริน... ผมรู้ด้วยหัวใจของตัวเองว่าคุณบริสุทธิ์" คีรินทร์ลืมตาขึ้นมองเธอ สายตาคู่นั้นกลับมาอบอุ่นและลุ่มลึกดังเดิม พร้อมกับประกายความมุ่งมั่นที่ฉายชัด "แต่ถ้าเราอยากจะรอดจากเกมนี้... เราต้องเล่นตามเกมของมัน เมธาคิดจะใช้โทรศัพท์เครื่องนี้เพื่อทำลายความเชื่อใจระหว่างเรา และเขาก กำลังรอให้เราแตกคอกันเอง"
รินรดาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความกล้าหาญ เมื่อเธอมีเขาคอยยืนหยัดเคียงข้าง "แล้วเราควรทำอย่างไรต่อไปคะ?"
คีรินทร์โน้มใบหน้าลงมา กระซิบข้างใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแผนการและความเย้ายวนที่ทำให้ขนลุกซู่ "เราจะให้มันตายใจ... คืนนี้ คุณต้องไปกับผม"
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "ไปไหนคะ?"
"ไปบ้านพักตากอากาศริมทะเลของผม..." มุมปากหนายกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เธอคุ้นเคย "ที่ซึ่งไม่มีใครตามหาเราเจอ และเป็นที่ที่เราจะขุดคุ้ยความลับทั้งหมดของเมธาออกมา... รวมถึงการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณด้วยวิธีของผมเอง"
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยปากทักท้วงอันใด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดังใกล้เข้ามาที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงเคาะสามครั้งที่ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลง
"คุณคีรินทร์ครับ... เราจำเป็นต้องพาตัวคุณรินรดาไปโรงพักตามระเบียบแล้วครับ"
คีรินทร์หันไปมองประตูห้องสลับกับใบหน้าของรินรดา แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งพยัคฆ์ร้ายในชั่วพริบตา เขาดึงร่างบางเข้ามาซบกับอกแกร่งอย่างอารักขา ก่อนจะเอ่ยกระซิบเบาๆ ที่ข้างขมับของเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจเธอสั่นสะท้านไปถึงทรวงใน
"อย่ากลัวไปเลยริน... เพราะเกมนี้ คนที่จะเป็นฝ่ายชนะจริงๆ ไม่ใช่เมธา... แต่เป็นเราสองคน"
พูดจบ คีรินทร์ก็พาเธอก้าวออกไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้านนอก โดยที่รินรดาไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจก้าวตามเขาไปในคืนนี้ จะนำพาเธอไปสู่ความเร่าร้อนและอันตรายที่คาดไม่ถึง...
*(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ละอองดาวเดือนเก้า" มาโดยตลอดนะคะ
รอยจูบพิศวาสใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 31
ความลับของครอบครัวคีรินทร์
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจูบพิศวาสใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!