นักวิเคราะห์อาชญากรรมสายเนิร์ดกับพยานสาวผู้เห็นภาพนิมิต•ตอนที่ 5

เศษเสี้ยวความทรงจำ

ผลงานโดย โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
"รอยนิ้วมือบนแก้วกาแฟนั้นถูกกดทับด้วยน้ำหนักมือข้างขวาในมุมร้อยยี่สิบองศา... แปลว่าผู้ต้องสงสัยไม่ได้กระวนกระวายอย่างที่พวกคุณสันนิษฐานจากพฤติกรรมภายนอกเลยแม้แต่น้อยครับ" เสียงทุ้มต่ำของรวินท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องประชุมปฏิบัติการพิเศษ กลิ่นอายของกระดาษเอกสารคดีเก่าและหมึกพิมพ์ราคาแพงลอยอบอวลปะปนกับไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ถูกตั้งไว้ในอุณหภูมิต่ำเพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานของสมอง นิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือสีขาวสะอาดกำลังคีบภาพถ่ายนزอคดีขึ้นมาวิเคราะห์ทีละแผ่นอย่างละเอียดรอบคอบ โครงสร้างตรรกะและระบบเหตุผลที่ถูกร้อยเรียงออกมาทีละประโยคสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนตามตำราการวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรระดับสากล ทว่า บรรยากาศที่เคร่งเครียดและเต็มไปด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านั้น กลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยกมือขึ้นแตะขมับเบาๆ รินรดาไม่ได้มองภาพถ่ายอาชญากรรมในมือของเขา เธอกำลังหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอราวกับกำลังดึงสติสัมปชัญญะทั้งหมดดำดิ่งลงไปในห้วงมหาสมุทรแห่งจิตไร้สำนึก "ทฤษฎีทางจิตวิทยาของคุณรวินท์แม่นยำไร้ที่ติเสมอเลยนะครับ..." รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตลืมขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นนัยน์ตาที่สะท้อนประกายประหลาดบางอย่าง คล้ายกับมีภาพเคลื่อนไหวซ้อนทับอยู่ในนั้น "แต่บางที... มนุษย์เราก็ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตรรกะและเหตุผลที่เป็นระบบเสมอไปหรอกค่ะ เอ้ย... ขออภัยครับ ผมติดปากพูดตามความคุ้นเคย" เธอยิ้มเจื่อนเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้สรรพนามผิดเพี้ยนไปชั่วขณะ ก่อนจะปรับสีหน้ากลับมาจริงจังดังเดิม รวินท์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปฏิกิริยาทางสีหน้าของเขาแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ดวงตากลับหรี่ลงครึ่งหนึ่งเพื่อประเมินคู่สนทนาอย่างระมัดระวัง เขาไม่เคยเชื่อเรื่องลางสังหรณ์หรือความบังเอิญ ทุกอย่างบนโลกใบนี้ต้องมี "ระบบ" และ "หลักฐาน" มารองรับเสมอ นั่นคือกฎเหล็กของนักวิเคราะห์สายเนิร์ดผู้ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์ "ผมให้เวลานคุณสามนาทีในการอธิบายว่า ภาพนิมิตที่คุณอ้างว่าเห็น มันเชื่อมโยงกับวิถีกระสุนในที่เกิดเหตุอย่างไรโดยไม่ต้องอ้างอิงเรื่องเหนือธรรมชาติครับ" รวินท์วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวไม้ดังขึ้นเบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่เขานั่งไขว่ห้างและประสานมือไว้ที่หน้าตัก ท่าทีเยือกเย็นแต่กดดัน รินรดาถอนหายใจยาว เธอย่อมรู้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นพวกหัวแข็งยิ่งกว่าหินผา หากไม่ทำให้เขาเห็นประจักษ์พยานทางความคิด เธอก็คงเป็นได้แค่ "ตัวปัญหา" ในสายตาของเขาเท่านั้น "ฉันไม่ได้เห็นมันเป็นแค่ภาพนิ่งค่ะคุณรวินท์..." รินรดากล่าวพร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปลายเท้าก้าวเข้าไปใกล้กระดานไวท์บอร์ดที่เต็มไปด้วยแผนผังคดี "แต่มันคือ 'เศษเสี้ยวความทรงจำ' ที่กระจัดกระจายราวกับเศษกระจกที่แตกละเอียด สิ่งที่ฉันทำไม่ใช่การทำนายอนาคต... แต่เป็นการ 'อ่าน' คลื่นความคิดตกค้างที่เหยื่อและคนร้ายหลงเหลือทิ้งไว้ในสถานที่นั้นต่างหาก" มือบางหยิบปากกาไวท์บอร์ดขึ้นมา ขีดเส้นโยงจากจุดเกิดเหตุไปยังมุมตึกอับสายตา ซึ่งเป็นจุดที่ตำรวจท้องถิ่นลงความเห็นว่าเป็น "มุมอับที่กล้องวงจรปิดส่องไม่ถึง" "ตรงนั้น... ไม่มีกล้องวงจรปิดจริงตามรายงานครับ" รวินท์ขัดขึ้นทันควันด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "นั่นคือจุดบอดที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่คนร้ายเลือกใช้" "ถูกต้องค่ะ มันคือจุดบอดในมุมมองของกล้องวงจรปิด..." รินรดาหันกลับมาสบตาเขาตรงๆ แววตาของเธอนิ่งสนิทแต่เต็มไปด้วยพลังดึงดูดประหลาด "แต่มันไม่ใช่จุดบอดใน 'ความทรงจำ' ของผู้ตาย ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจจะดับลง ม่านตาของเธอสะท้อนภาพเงาของคนที่เธอไว้ใจที่สุดกำลังถืออาวุธ... และเงานั้นไม่ได้สวมถุงมือครับ" รวินท์นิ่งเงียบไปทันที คำพูดของเธอเมื่อครู่สะดุดหูเขาเข้าอย่างจัง ไม่ใช่เพราะเนื้อหาเหนือธรรมชาติ แต่เป็นเพราะ "รายละเอียด" ที่เธอระบุออกมา "เงาที่ไม่สวมถุงมือ..." รวินท์พึมพำกับตัวเองเบาๆ สมองส่วนหน้าประมวลผลข้อมูลมหาศาลด้วยความเร็วสูง รอยนิ้วมือบนแก้วกาแฟที่เขาเพิ่งวิเคราะห์ไปเมื่อครู่... ถ้าคนร้ายจงใจทิ้งรอยนิ้วมือไว้เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นล่ะ? ถ้าหากการสวมถุงมือในที่เกิดเหตุเป็นเพียงการจัดฉากเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ แต่เหยื่อกลับเห็นตัวตนที่แท้จริงในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย? นี่ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ ทักษะการสังเกตการณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพนิมิตของรินรดากำลังเติมเต็มชิ้นส่วนปริศนาที่ขาดหายไปในโครงสร้างคดีของเขาอย่างน่าประหลาดใจ "อธิบายต่อสิครับ..." รวินท์เอ่ยเสียงนุ่มขึ้นเล็กน้อย ความเย็นชาในทีแรกเริ่มเจือจางลงด้วยความอยากรู้อยากเห็นทางปัญญาที่ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด "ในหัวของฉันตอนนี้ กำลังได้ยินเสียงนาฬิกาเดินถอยหลังค่ะคุณรวินท์..." รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด สีหน้าของเธอซีดเผือดลงเล็กน้อยราวกับกำลังแบกรับภาระบางอย่างที่หนักอึ้งเกินกว่าจะรับไหว "คนร้ายไม่ได้หยุดอยู่แค่คดีเดียว... และเศษเสี้ยวความทรงจำที่ฉันเห็นเมื่อครู่ มันกำลังบอกว่าเหยื่อรายต่อไปกำลังจะก้าวเข้าไปในกับดัก ในอีกไม่ถึง... สามสิบนาทีข้างหน้านี้แล้ว" บรรยากาศภายในห้องประชุมพลันบีบคั้นขึ้นมาทันที เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยเงียบเชียบกลับฟังดูคล้ายเสียงกระซิบอันน่าสะพรึงกลัว รวินท์ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที แววตาที่เคยฉายแววสุขุมรอบคอบบัดนี้ปรากฏประกายความตื่นตัวระดับสูงสุด ไหวพริบและสัญชาตญาณของนักวิเคราะห์มือฉมังถูกปลุกเร้าให้ทำงานเต็มพิกัดเพื่อรับมือกับวิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทว่า ในขณะที่รวินท์กำลังจะก้าวเท้าคว้ากุญแจรถเพื่อมุ่งหน้าไปยังพิกัดที่รินรดาระบุ จู่ๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักบนโต๊ะทำงานของเขาก็เกิดอาการรวนขึ้นมาอย่างกะทันหัน หน้าจอสีดำสนิทปรากฏตัวอักษรสีแดงฉานขึ้นทีละบรรทัดด้วยความเร็วสูง พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่ดังสนั่นก้องไปทั่วทั้งอาคารสำนักงาน [แจ้งเตือนระบบภารกิจระดับ SSS: ตรวจพบการเข้าถึงเครือข่ายลับจากบุคคลภายนอก] [เป้าหมายปัจจุบันถูกล็อกอินโดย: ?????] [คำเตือน: โปรไฟล์เลอร์ผู้ชาญฉลาด... คุณกำลังเดินเข้าสู่เกมที่ถูกจัดฉากไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก้าวแรกแล้วนะครับ] ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปพร้อมกับความตื่นเต้นนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิเคราะห์อาชญากรรมสายเนิร์ดกับพยานสาวผู้เห็นภาพนิมิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%