“หมอบลง!”
เสียงของรวินท์ตวาดลั่นพร้อมกับกระชากร่างของรินรดาให้พ้นวิถีเลเซอร์สีแดงที่พาดผ่านอากาศตรงจุดที่เธอยืนอยู่เพียงเสี้ยววินาที ทั้งสองกระแทกเข้ากับขอบปูนดาดฟ้าด้านล่างอย่างแรงจนฝุ่นปูนฟุ้งกระจาย ความเงียบของเมืองในยามวิกาลถูกฉีกกระชากด้วยเสียงปืนเก็บเสียงที่ดัง ‘ฟุบ...ฟุบ...’ ถี่รัวราวกับห่าฝนที่ไร้เสียง
รวินท์ไม่ได้ตื่นตระหนก แม้หัวใจของเขาจะเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก แต่นามสมมติ ‘โปรไฟล์เลอร์’ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ประเมินมุมองศาการยิงของมือซุ่มยิงบนตึกฝั่งตรงข้ามผ่านเสียงและทิศทางของฝุ่นที่กระเด็น
“อย่าเงยหน้า!” เขาสั่งเสียงเข้ม พลางควักเอาอุปกรณ์สื่อสารขนาดจิ๋วที่ประดิษฐ์ขึ้นเองออกจากกระเป๋าเสื้อ มันคือเครื่องรบกวนสัญญาณคลื่นความถี่สูงที่จะเปลี่ยนสนามรบตรงนี้ให้กลายเป็น ‘จุดบอด’ ของพวกมันในระยะห้านาที
“รวินท์... ฉันเห็นภาพ...” รินรดาหอบหายใจถี่ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้นสั่นระริกเหมือนคนกำลังมองเห็นอนาคตที่ซ้อนทับกับปัจจุบัน “ไม่ใช่แค่คนจ้างวาน แต่มันคือ... ห้องสีขาว ห้องที่ไม่มีประตู มีเพียงเตียงเหล็กและหลอดแก้วบรรจุของเหลวสีน้ำเงิน... พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตเรา แต่มันต้องการ ‘ข้อมูล’ ที่อยู่ในหัวเรา!”
รวินท์ชะงักไปครู่หนึ่ง คำพูดของเธอตอกย้ำข้อสันนิษฐานที่เขาสงสัยมาตลอด การวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรรมในหลายคดีก่อนหน้าชี้ไปที่จุดร่วมเดียวกัน—การหายตัวไปของเหยื่อที่ไม่มีร่องรอยของการเรียกค่าไถ่ แต่มีร่องรอยของการ ‘ถูกลบเลือน’ ความทรงจำ
“สมองมนุษย์...” รวินท์พึมพำ ดวงตาของเขาฉายแวววาวโรจน์ “มันไม่ได้ล่าเราเพราะเรื่องส่วนตัว แต่มันกำลังทดลองระบบประสาทเพื่อเชื่อมต่อกับอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น!”
เขาคว้าเอาแท็บเล็ตส่วนตัวที่ถูกปรับแต่งซอฟต์แวร์มาเป็นพิเศษ นิ้วเรียวยาวรัวลงบนหน้าจอด้วยความเร็วสูงเพื่อแฮกเข้าสู่ระบบกล้องวงจรปิดของตึกฝั่งตรงข้าม รหัสผ่านสิบสองหลักถูกถอดรหัสในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ภาพจากกล้องแสดงให้เห็นร่างในชุดสูทสีเทาไร้ใบหน้าสามคนกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาอย่างแม่นยำ
“รินรดา ฟังผมนะ” รวินท์จ้องหน้าเธอด้วยแววตาที่หนักแน่น “อีกสิบวินาทีผมจะใช้ระเบิดแสงประดิษฐ์จากแฟลชกล้องถ่ายรูปของผมเบี่ยงเบนความสนใจ เราจะวิ่งลงบันไดหนีไฟฝั่งทิศตะวันตก อย่าหันหลังกลับ ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม”
“แล้วคุณล่ะ?”
“ผมคือสมองส่วนหน้าของปฏิบัติการนี้ครับ ส่วนคุณคือสัญชาตญาณที่ผมขาดไม่ได้” เขาหยิบอุปกรณ์ทรงกระบอกขนาดเล็กขึ้นมาเตรียมพร้อม “ไป!”
แสงสีขาวจ้าวาบขึ้นกลางดาดฟ้า เสียงหวีดหวิวของระบบประสาทสัมผัสที่ถูกรบกวนทำให้พวกมือสังหารชะงักไปชั่วครู่ รวินท์และรินรดาพุ่งตัวออกไปเหมือนลูกธนูที่ถูกปล่อยจากคันศร ความเย็นเยียบของอากาศยามค่ำคืนปะทะเข้ากับใบหน้า แต่ไม่มีใครสนใจความหนาวเหน็บ ทั้งคู่ดิ่งลงบันไดหนีไฟด้วยความเร็วสูงสุด
ทว่า เมื่อลงมาถึงชั้นสาม รวินท์ก็เบรกกะทันหันจนรินรดาเกือบชนหลังเขา
ตรงหน้าของพวกเขาไม่ใช่ทางออกไปสู่ถนนเบื้องล่าง แต่เป็นห้องแล็บลับที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแนบเนียนหลังผนังปูนเก่าๆ กลิ่นน้ำยาเคมีฉุนกึกพุ่งเข้าปะทะจมูก ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยหน้าจอโฮโลแกรมที่แสดงโครงสร้างทางสมองของมนุษย์นับร้อยจุดที่ถูกล้อมกรอบด้วยรหัสสีแดง
“นี่มัน...” รวินท์ก้าวเข้าไปใกล้อย่างลืมตัว เขามองเห็นชื่อของ ‘เหยื่อ’ ในคดีที่เขาเคยทำผ่านตามาก่อนหน้านี้ทั้งหมดเรียงรายอยู่บนหน้าจอ
“รวินท์... ดูนั่น” รินรดาชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้อง บนโต๊ะทำงานโลหะมีแฟ้มเอกสารที่เปิดค้างไว้ หน้ากระดาษมีหัวข้อที่เขียนด้วยตัวอักษรสีเลือดว่า ‘โปรเจกต์: มนุษย์ไร้ตัวตน (Project: Tabula Rasa)’ และภาพสเก็ตช์ที่แนบมานั้น... มันคือใบหน้าของรินรดาที่ถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีดำสนิท
วินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะดังมาจากด้านหลัง ไม่ใช่เสียงของมือสังหารที่ไล่ล่ามา แต่เป็นเสียงรองเท้าหนังราคาแพงที่ก้าวเข้ามาอย่างใจเย็น
“ยินดีต้อนรับสู่การวิเคราะห์ครั้งสุดท้ายของคุณครับ คุณรวินท์” เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากเงามืดของห้องแล็บ “ในเมื่อคุณใช้ไหวพริบสืบมาจนถึงระดับนี้ ก็ถึงเวลาที่ผมต้องมอบ ‘รางวัล’ ให้กับผู้ที่รู้ความจริง”
รวินท์หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้า มือขวากำปืนพกแน่น ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้ร่างกายต้องชะงักงัน
ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาเนี้ยบกริบ ผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนตัวนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็น ‘อดีตศาสตราจารย์’ ผู้เป็นดั่งอาจารย์คนแรกที่สอนเขาเกี่ยวกับการวิเคราะห์อาชญากรรม และคนผู้นั้นกำลังถือรีโมทคอนโทรลที่สามารถเปลี่ยนห้องทั้งห้องให้กลายเป็นกรงขังมรณะได้ในพริบตา
“อาจารย์...” รวินท์เอ่ยเสียงสั่น “นี่คือสิ่งที่อาจารย์พยายามสอนผมมาตลอดเหรอครับ... การทำลายมนุษย์เพื่อสร้างพระเจ้า?”
อาจารย์ยิ้มบางๆ พลางกดปุ่มที่อยู่ในมือ จอโฮโลแกรมรอบทิศทางสว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงเตือนของระบบสีแดงฉานที่ดังระงมไปทั่วตึก ‘ระบบกักกันระดับ SSS เริ่มต้นทำงาน’ และข้อความบนหน้าจอก็ปรากฏขึ้นมาว่า: [ตรวจพบข้อมูลลับที่ถูกเข้าถึง... เริ่มต้นกระบวนการลบความทรงจำของผู้บุกรุก ณ บัดนี้]
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของรวินท์และรินรดามาจนถึงตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
นักวิเคราะห์อาชญากรรมสายเนิร์ดกับพยานสาวผู้เห็นภาพนิมิต•ตอนที่ 9
ร่องรอยขององค์กรสีเทา
ผลงานโดย โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิเคราะห์อาชญากรรมสายเนิร์ดกับพยานสาวผู้เห็นภาพนิมิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!