กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 2

รัศมีกุนซือที่ไม่อาจลบเลือน

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
เสียงกระเบื้องเคลือบสีครามปะทะกับโต๊ะไม้สนเก่าจนเกิดเสียงกังวานทุ้มต่ำ สะท้อนความหงุดหงิดที่เจ้าของจอกพยายามซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย "ท่านจะให้ข้าเอาข้าวตือกากถั่วเหล่านี้ไปแจกจ่ายให้พวกชาวบ้านจริงๆ หรือเจ้าคะ?" หลินเหม่ยอิงชำเลืองมองชามกระเบื้องบิ่นที่บรรจุเศษธัญพืชปนรำข้าวหยาบๆ ซึ่งถูกผลักมาตรงหน้า นางมิได้แสดงอาการรังเกียจแม้แต่น้อย ทว่าดวงตาสง่านิ่งคู่นั้นกลับทอประกายเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะ นางค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วเรียวงามดั่งหยกขาวประคองชามใบนั้นขึ้นมาหมุนช้าๆ พิจารณาความอดอยากที่ถูกบีบอัดจนกลายเป็นวิกฤตของหมู่บ้านห่างไกลในยุคตื่นทองนี้ "ข้าวตือกากถั่วที่เจ้ามองว่าต่ำต้อย ชิ้นนี้แหละคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตายในยามที่ท้องพระคลังว่างเปล่า" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น นางปรายตามองสตรีวัยกลางคนผู้เป็นภรรยาผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งกำลังแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ "เจ้าคิดว่าชาวบ้านที่ท้องกิ่วมาสามวันจะสนเรื่องรสชาติ หรือสนว่าในชามมีสิ่งใดตกถึงท้องเพื่อต่อลมหายใจกันแน่?" สตรีผู้นั้นสะดุ้งเฮือก หลบสายตาคมปราบที่ราวกับสามารถมองทะลุปรอดเข้าไปถึงความคิดอ่านอันตื้นเขิน นางก้มหน้างุด ยอมรับความจริงด้วยความจำนน เพราะในยุคเปลี่ยนผ่านที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ อำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่เสียงโวยวายของราษฎรผู้หิวโหย แต่อยู่ที่ปัญญาและการจัดการอันเฉียบคมของอดีตกุนซือหญิงผู้ถูกโชคชะตาเหวี่ยงให้มาติดอยู่ในร่างภรรยาชาวนาชนบท เหม่ยอิงวางชามลงอย่างนุ่มนวล นางลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์เนื้อหยาบสีหม่นที่สวมใส่ไม่อาจบดบังรัศมีอันสูงส่งที่ติดตัวมาแต่ชาติภพก่อน ท่าทางการก้าวเดิน การยืดแผ่นหลังตรงอย่างสง่างาม และการสะบัดชายแขนเสื้อล้วนเปี่ยมด้วยธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดของสตรีชนชั้นสูงในราชสำนัก ทว่ายามนี้ นางกำลังยืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นโคลนสาบควายและเสียงร้องระงมด้วยความอดอยากของหมู่บ้านทางตอนเหนือ "ไปประกาศออกไป" เหม่ยอิงเอ่ยสกัดความเงียบด้วยน้ำเสียงกังวาน "บอกพวกเขาทุกคนว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เสบียงหลวงที่ถูกกักตุนไว้ใต้ถุนเรือนของคหบดีใหญ่ จะถูกนำมาแจกจ่ายผ่านระบบ 'แรงงานแลกข้าว' ไม่มีผู้ใดจะได้กินอาหารฟรีแม้แต่คำเดียว และไม่มีผู้ใดถูกปล่อยให้ตายข้างถนนเช่นกัน" "แรงงาน... แลวแลกข้าวหรือเจ้าคะ?" ผู้ใหญ่บ้านละล่ำละลักถามด้วยความตื่นตระหนก "พวกเขากำลังเรี่ยวแรงหมดเพราะอดโซ จะให้ไปขุดดินถางหางทางเดินน้ำได้อย่างไรกันเล่า!" "ถ้าไม่ให้พวกเขาขุดดินเพื่อสร้างระบบชลประทานในยามนี้ ปีหน้ายามหน้าแล้ง พวกเขาก็ต้องตายเพราะความแห้งแล้งซ้ำสอง" เหม่ยอิงหันกลับมาเผชิญหน้า แววตาดุดันทรงอำนาจฉายชัดจนผู้ใหญ่บ้านถึงกับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "จำไว้ ความเมตตาที่ปราศจากปัญญาและกฎเกณฑ์ ไม่ต่างอะไรจากการป้อนยาพิษให้ผู้ป่วย การสงเคราะห์โดยไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐาน คือการเพาะเลี้ยงฝูงชนให้กลายเป็นขอทานไปชั่วชีวิต ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นแม่พระใจบุญ แต่ข้ามาเพื่อจัดระเบียบแผ่นดินนี้ใหม่!" บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงทันที คำพูดเฉียบขาดและเด็ดเดี่ยวราวน้ำคำประกาศิตทำเอาผู้คนในละแวกนั้นไม่กล้าหายใจแรง แม้แต่ลมหนาวที่พัดโชยผ่านหน้าต่างเรือนไม้เก่าๆ ยังคล้ายจะยอมสยบให้กับบารมีที่แผ่ออกมาจากร่างเพรียวบางของนาง ในขณะที่เหม่ยอิงกำลังวางแผนผังการขุดลอกคูคลองลงบนแผ่นกระดาษหยาบด้วยถ่านไม้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน ร่างสูงสง่าของเฉินเฟยหลงก้าวเข้ามาในห้องโถงคับแคบ ไอเย็นเยียบจากภายนอกลอยมาปะทะกับความอบอุ่นภายในห้อง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเหม่ยอิงกระตุกวูบมิใช่ความหนาวเหน็บ หากแต่เป็นแววตาคมกริบดุจพญาอินทรีของบุรุษผู้นี้ที่จ้องมองมาที่นาง เฉินเฟยหลงกวาดสายตามองกระดาษแผนผังชลประทานในมือภรรยา ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ "เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก... กล้าใช้ชื่อของข้าไปกดดันให้คหบดีหน้าเลือดพวกนั้นยอมคายเสบียงออกมาโดยไม่เกรงกลัวอำนาจมืดเบื้องหลังพวกเขาเลยหรือ เหม่ยอิง?" เหม่ยอิงมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขานิ่ง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ายวนและท้าทาย "ถ้าสามีของข้าคือนักอุตสาหกรรมผู้กุมเศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของภูมิภาคนี้ไว้ในมือ เหตุใดข้าต้องไปเกรงกลัวพ่อค้าหน้าเลือดกลุ่มนั้นด้วยเล่าเจ้าคะ หรือว่า... ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นแห่งแดนใต้ เกรงกลัวว่าภรรยาคนนี้จะก้าวก่ายอำนาจของท่านเข้าเสียแล้ว?" เฉินเฟยหลงก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและน่าเกรงขามโอบล้อมร่างนางไว้จนแทบสิ้นลมหายใจ มือหนายื่นออกไปเชยคางมนขึ้นบังคับให้นางเงยหน้าสรับตาเขาตรงๆ ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่พร้อมจะกลืนกินสตรีตรงหน้าได้ทุกเมื่อ "เจ้าไม่เคยเป็นเพียงแค่ภรรยาที่รอคอยอยู่หลังเรือน..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมฝีปากนาง แววตาฉายประกายความหลงใหลระคนระแวดระวัง "และเกมการเมืองที่เจ้ากำลังเดินหมากอยู่นี้... มันกำลังลากเจ้าเข้าสู่หลุมพรางที่อันตรายยิ่งกว่าความอดอยากของชาวบ้านเหล่านี้เสียอีก" เหม่ยอิงหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างไม่ยี่หสอ นางเอื้อมมือเรียวขึ้นแตะปกเสื้อคลุมของเขาอย่างแผ่วเบา ทว่ามั่นคง "หลุมพรางหรือเจ้าคะ? น่าเสียดายนัก... ที่ข้าโปรดปรานการเดินหมากบนปากเหวแห่งความตายยิ่งกว่าสิ่งใด" ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงรายงานด้วยความตื่นตระหนกจากองครักษ์หน้าประตู "เรียนท่านเฟยหลง! มีราชโองการลับจากเมืองหลวง... ส่งตรงถึงมือท่านอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เฉินเฟยหลงชะงัก สายตาที่เคยจดจ่ออยู่กับริมฝีปากของภรรยาพลันเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีด เหม่ยอิงหรี่ตาลงทันทีเมื่อได้ยินคำว่า 'ราชโองการลับ' และยศ 'ท่านอ๋อง' ที่ถูกเปิดเผยออกมาในยามวิกฤตเช่นนี้ ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านกันมาถึงตรงนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%