“จงดื่มเสียเถิด ‘อาฟาง’... ในเมื่อเจ้าเลือกทางเดินสายนี้แล้ว ข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ นอกจากความเมตตาครั้งสุดท้าย”
เสียงของหลินเหม่ยอิงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงที่ไร้กระแสลม ทว่าแววตาของนางกลับคมกริบราวกับกระบี่ที่ชักออกจากฝัก นางนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์หอมที่สลักลวดลายเมฆามงคล เบื้องหน้าคือ ‘อาฟาง’ สาวใช้คนสนิทที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ในเรือนหลังที่วังหลวง จนกระทั่งข้ามมิติมายังยุคตื่นทองแห่งนี้ด้วยกัน
อาฟางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อจนห้อเลือด ใบหน้าซีกหนึ่งที่เคยดูอ่อนหวานบัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยความขัดแย้ง ในมือของนางถือถ้วยน้ำชาอุ่นๆ ที่ไอระเหยลอยละล่องเป็นสายบางเบา ทว่ากลิ่นจางๆ ของดอกไม้ป่าที่เป็นเอกลักษณ์ของยาพิษไร้ลักษณ์กลับคละคลุ้งอยู่ในอากาศสำหรับผู้ที่รู้ทัน
“คุณหนู... บ่าวไม่เคยคิดจะทรยศท่าน เพียงแต่ครอบครัวของบ่าว... พ่อแม่ที่แก่เฒ่าของบ่าวถูกพวกมันจับตัวไป ท่านอ๋องเฟยหลงไม่เคยเห็นใจชีวิตมดปลวกเช่นเรา ท่านมีอำนาจล้นฟ้า แต่สำหรับบ่าว... พ่อแม่คือชีวิต!”
“แล้วข้าเล่า?” หลินเหม่ยอิงเอ่ยแทรก สายตาของนางที่จับจ้องไปยังใบหน้าของสาวใช้ไม่มีแม้ร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว “ความรักความผูกพันนับสิบปีที่ข้าประคับประคองเจ้ามา มีค่าดั่งเศษธุลีเมื่อเทียบกับคำสั่งของคนเหล่านั้นรึ?”
อาฟางตัวสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงสู่ถ้วยชา “พวกมันสัญญาว่า หากท่านสิ้นชีพ ทรัพย์สินที่ท่านสะสมไว้จะถูกแบ่งส่วนให้เรา และครอบครัวของบ่าวจะเป็นอิสระ... ข้าขอโทษเจ้าค่ะ คุณหนู”
หลินเหม่ยอิงยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูเย็นยะเยือกขึ้นมาทันตา นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ความสูงสง่าและรัศมีแห่งอำนาจที่สั่งสมมานานปีแผ่ซ่านออกมาจนอาฟางต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“เจ้าจำได้หรือไม่ อาฟาง... ในวังหลวงเมื่อกาลก่อน ข้าเคยบอกเจ้าว่าอย่างไร” นางก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาอีกฝ่าย เสียงผ้าไหมเสียดสีกันเบาๆ ดั่งเสียงกระซิบของพญางู “ในเกมการเมือง ผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าไม่ใช่ผู้ที่ข่มขู่ด้วยกำลัง แต่คือผู้ที่หยั่งรู้ถึงความอ่อนแอของผู้อื่น”
หลินเหม่ยอิงขยับเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นเหงื่อเย็นๆ จากตัวอาฟาง นางใช้ปลายนิ้วเชยคางสาวใช้ขึ้นมา “เจ้าคิดหรือว่า ‘เฉินเฟยหลง’ จะปล่อยให้ข้าตกอยู่ในอันตรายโดยไม่วางหมากไว้? เจ้าคิดว่ายาพิษถ้วยนี้ข้าจะมองไม่ออกเชียวหรือ?”
พลันนั้น ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักออกอย่างแรง ‘เฉินเฟยหลง’ ก้าวเข้ามาด้วยชุดยาวสีดำสนิทปักดิ้นทองลายมังกรเร้นกาย นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ดุจนักล่าที่พบเหยื่อติดกับดัก ความเย็นชาที่เขามีต่อผู้คนถูกทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้า
“เจ้ากล้าดีอย่างไร... สตรีผู้เป็นดั่งดวงใจของข้า คือผู้ที่เจ้าปรารถนาจะปลิดชีพ!” เสียงทุ้มต่ำของท่านอ๋องก้องกังวานดุจเสียงคำรามของพยัคฆ์ เขาชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความรวดเร็วเสียจนมองตามไม่ทัน ปลายกระบี่จ่อเข้าที่ลำคอระหงของอาฟางจนเลือดซึมออกมาเป็นเส้นบางๆ
“ท่านอ๋อง! โปรดเมตตา!” อาฟางกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“ความเมตตาเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับผู้ทรยศ” เฉินเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ ก่อนจะหันมามองหลินเหม่ยอิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและเจ็บปวดในคราเดียวกัน “เหม่ยอิง... เหตุใดเจ้าจึงยอมให้มันเข้าใกล้เจ้าถึงเพียงนี้?”
หลินเหม่ยอิงวางมือลงบนแผ่นหลังของเฉินเฟยหลง เพื่อส่งสัญญาณให้เขาลดอาวุธ “เพราะข้าต้องการรู้... ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการหักหลังครั้งนี้ และข้าก็ได้คำตอบแล้ว”
นางหยิบซองจดหมายลับที่อาฟางแอบซ่อนไว้ในสาบเสื้อออกมา จดหมายที่ลงตราประทับของตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่พยายามโค่นล้มอำนาจของเฉินเฟยหลงมาตลอดหนึ่งปีเต็ม ทั้งยังมีการระบุชื่อของ ‘คนสนิท’ อีกคนหนึ่งที่เหม่ยอิงไว้ใจที่สุด
“ท่านอ๋อง...” เสียงของหลินเหม่ยอิงสั่นเครือเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความแค้นที่สุมอยู่ในอก “ในจดหมายฉบับนี้... ไม่ได้มีเพียงแผนการลอบสังหารข้า แต่ยังมีคำสั่งให้สังหารท่านในคืนวันฉลองครบรอบการสถาปนาอุตสาหกรรมในสัปดาห์หน้า”
เฉินเฟยหลงขมวดคิ้วแน่น ดวงตาสีเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรีฉายแววครุ่นคิด เขากำลังจะเอ่ยปากถามถึงชื่อบุคคลที่สาม ทันใดนั้น อาฟางที่เงียบไปนานกลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ริมฝีปากของนางเริ่มมีฟองสีเข้มผุดออกมา
“สายไปแล้ว... ทั้งหมดนั่น... สายไปแล้ว!” อาฟางกระอักเลือดออกมาคำโต เลือดนั้นไหลนองพื้นไม้เป็นสีดำสนิท “พวกมันเตรียมการไว้มากกว่าที่ท่านคิด... คนที่ท่านไว้ใจที่สุด... ไม่ได้มีแค่คนเดียวหรอก... ท่านอ๋อง...”
ก่อนที่อาฟางจะสิ้นใจ นางพยายามคว้าข้อมือของหลินเหม่ยอิงไว้แน่น แววตาของนางที่เคยขุ่นมัวกลับกระจ่างชัดขึ้นด้วยความอาฆาตพยาบาท “ระวังตัวไว้ให้ดี... คุณหนู... เพราะคนที่ลงมือในคืนนั้น... คือคนที่ท่านกำลัง ‘เฝ้ารอ’ ให้เขากลับมาหามากที่สุดในตอนนี้...”
เฉินเฟยหลงชะงัก ร่างของอาฟางทิ้งตัวลงพื้นอย่างไร้วิญญาณ ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ขยายไปทั่วเรือน หลินเหม่ยอิงยืนนิ่งราวกับรูปสลัก หัวใจของนางกระตุกวูบเมื่อนึกถึงชื่อของบุคคลที่นางเพิ่งส่งจดหมายตอบกลับไปเมื่อเช้านี้... บุคคลที่เป็นเสมือนพี่ชายร่วมสาบานและเป็นหัวหอกสำคัญในการทำสงคราม
“เหม่ยอิง... อย่าบอกนะว่าเจ้าหมายถึง...” เสียงของเฉินเฟยหลงแผ่วเบาลง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์ที่วิ่งมาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง
“ฝ่าบาท! ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังที่ชายแดน... ถูกตีแตกพ่ายโดยทัพหนุนที่นำโดยแม่ทัพซ่ง... ตอนนี้เขากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงพร้อมกับข้อหา ‘กบฏ’ ที่เขากล่าวหาว่าพวกท่านสองคนเป็นผู้ก่อ!”
หลินเหม่ยอิงหันไปมองเฉินเฟยหลง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของนางวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกสายลมพัดแรง คำลวงที่ซ้อนทับคำลวงกลายเป็นกรงขังที่พวกนางกำลังจะถูกฝังทั้งเป็น
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งเกมอำนาจนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ส้มหวานมิติลับ
กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 21
การทรยศของมิตรแท้
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!