กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 20

ท่ามกลางพายุฝน

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
เสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางดึก กรีดผ่านผืนฟ้าสีนิลประดุจคมกระบี่อาบยาพิษ ฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาใส่หลังคากระเบื้องเคลือบสีชาดของเรือนรับรองตระกูลเฉินอย่างไร้ความปรานี เม็ดฝนที่สาดซัดกระทบหน้าต่างไม้แกะสลักลายหมู่มัจฉาเล่นบัวสร้างความอื้ออึง แต่กลับมิอาจกลบเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ประตูห้องหนังสือชั้นในได้เลยแม้แต่น้อย หลินเหม่ยอิงชะงักปลายพู่กันขนหมาป่าในมือ น้ำหมึกสีนิลเข้มข้นหยดหนึ่งไหลหยาดลงบนกระดาษสาเนื้อดีจนแตกกระจายกลายเป็นรอยมลทินด่างพร้อย นางมิได้เอ่ยปากทักทายหรือแม้แต่เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน สติปัญญาอันเฉียบคมและสัญชาตญาณที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมาโชกโชนบอกนางชัดเจนแล้วว่า ยามนี้แผ่นหลังของนางกำลังถูกห้อมล้อมด้วยไอความเย็นเยียบที่คุ้นเคย—ไอความเย็นที่แฝงไปด้วยความดุดันและอำนาจล้นเหลือของบุรุษผู้กุมชะตากรรมทัพหน้าแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน เฉินเฟยหลงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิท ไร้ซึ่งเงาของผู้ติดตามราวกับเขากำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งความลับ หยาดน้ำฝนที่เกาะพราวอยู่ตามไหล่เสื้อกว้างและเส้นผมสีรัตติกาลขับเน้นให้ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักของเขายิ่งดูดุดันและเยือกเย็นเป็นทวีคูณ ดวงตาคมกริบราวพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองแผ่นหลังระหงในชุดกี่เพ้าผ้าไหมปักลายเหมันต์สีเทาเงิน ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่รอยเปื้อนหมึกบนกระดาษเอกสารลับทางราชการ "กุนซือหลินดูเหมือนจะมีเรื่องให้กังวลใจมากจนมือไม้อ่อนเชียวหรือ" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้องหนังสืออันอบอวลด้วยกลิ่นกำยานไม้กฤษณา เฉินเฟยหลงก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในระยะที่ใกล้เกินกว่าธรรมเนียมปฏิบัติของขุนนางและที่ปรึกษาพึงมี ความกดดันจากร่างกายกำยำที่แผ่ซ่านออกมาทำให้บรรยากาศรอบตัวอึดอัดราวกับออกซิเจนในห้องนี้ถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น หลินเหม่ยอิงวางพู่กันลงบนแท่นหินฝนหมึกอย่างเชื่องช้า นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติอันมั่นคงกลับคืนมา ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้างามสงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววเย่อหยิ่งและเท่าทันเกมเช่นเคย แม้ในใจจะรู้ดีว่ายามนี้คือนทีวิกฤตที่กำแพงน้ำแข็งที่ทั้งคู่ต่างสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองกำลังถูกพายุฝนภายนอกกัดเซาะจนใกล้พังทลาย "ใต้เท้าเฉินยามนี้ยามวิกาลแล้ว เหตุใดจึงไม่พักผ่อนในเรือนส่วนตัว ไยต้องมาตากฝนลำบากมาเยือนเรือนพักของกุนซือผู้น้อยเช่นนี้เล่าเพคะ หรือว่าเอกสารลับเรื่องเหมืองทองคำทางเหนือที่ท่านเพิ่งได้รับมา มีจุดใดที่สติปัญญาอันตื้นเขินของข้ายังวิเคราะห์ได้ไม่กระจ่างแจ้งพอ" นางเอ่ยย้อนด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าทุกคำกลับแฝงไว้ด้วยชั้นเชิงการเชือดเฉือนเพื่อรักษาระยะห่าง เฉินเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยันเย้ยในตัวเอง ดวงตาคมกล้าคู่นั้นมิได้มองเอกสารบนโต๊ะเลยแม้แต่น้อย เขากลับจดจ้องลึกลงไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการทะลวงผ่านเปลือกนอกอันเยือกเย็นเพื่อค้นหาความจริงที่สตรีตรงหน้าพยายามซ่อนเร้นมาตลอดหลายปี "เจ้ายังคงใช้คำพูดเยinชาและกำแพงวาจาเหล่านี้มาปิดกั้นข้าได้เสมอ... เหม่ยอิง" เขาเอמהชื่อของนางด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ไร้ซึ่งบรรดาศักดิ์ ไร้ซึ่งพิธีรีตอง มีเพียงความเวทนาปนร้าวรานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดัน หัวใจของหลินเหม่ยอิงกระตุกวูบ ทว่าใบหน้ายังคงรักษาความนิ่งงันไว้ได้อย่างแนบเนียน นางเบือนสายตาหนีไปยังบานหน้าต่างที่ถูกสายฝนซัดสาด "ท่านอ๋องโปรดสำรวมวาจาด้วย สถานะของเราในยามนี้คือผู้ร่วมมือในเกมอำนาจหาใช่..." "หาใช่สหาย หรือหาใช่สตรีที่ข้าปรารถนาจะปกป้องด้วยชีวิตกันแน่!" เฉินเฟยหลงระเบิดเสียงคำรามต่ำอย่างเหลืออด มือหนาเอื้อมคว้าข้อแขนเรียวบางของนางไว้ด้วยแรงที่มากพอจะทำให้รู้สึกเจ็บ แต่กลับเบามืออย่างที่สุดด้วยความทะนุถนอมที่ขัดกับบุคลิก กลิ่นอายบุรุษเพศอันร้อนรุ่มผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของสายฝนโอบล้อมร่างของนางไว้ในทันที หลินเหม่ยอิงสะดุ้งสุดตัว นางพยายามจะสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่ยิ่งขัดขืน อ้อมแขนแกร่งที่ขยับเข้ามาประชิดก็ยิ่งปิดกั้นทางถอยของนางจนแผ่นหลังแนบชิดติดกับชั้นวางตำราโบราณ "ปล่อยนะเพคะ! ท่านกำลังเสียมารยาท..." "มารยาทหรือ?" เฉินเฟยหลงโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนนวลที่ขึ้นสีระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ในความมลัวของแสงตะเกียง "ข้าใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการหักหลัง ชิงอำนาจ และคราบเลือดมาครึ่งค่อนชีวิต ข้าเรียนรู้ที่จะสวมหน้ากาก เย็นชา โหดเหี้ยม และไม่ไว้ใจผู้ใด... จนกระทั่งข้าได้พบเจ้า สตรีที่ฉลาดล้ำเลิศจนน่ากลัว สตรีที่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกบนกระดานการเมืองเพื่อช่วยเหลือตระกูลเฉินของข้า... เจ้าคิดว่าข้ายังเหลือความอดทนที่จะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางหน้ากากจอมปลอมเหล่านี้กับเจ้าได้อีกนานแค่ไหนกัน!" คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากบุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด ทำให้หลินเหม่ยอิงนิ่งงันไปชั่วขณะ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกมากมายที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในยุคสมัยอันปั่นป่วนนี้ เริ่มสั่นคลอนและทะลักล้นออกมาตามแรงกดดันของห้วงอารมณ์ "ท่านพูดเช่นนี้... เพื่ออะไรกัน" นางเค้นเสียงถาม แววตาไหววับด้วยความสับสน "เราต่างรู้ดีว่าเส้นทางที่เราเดินอยู่เต็มไปด้วยขวากหนาม หากก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ศีรษะของเราจะหลุดจากบ่า ความรู้สึกเช่นนี้... มันคือความฟุ่มเฟือยที่เราไม่มีสิทธิ์ครอบครอง" "ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้ามิใช่ความฟุ่มเฟือย แต่มันคือสิ่งเดียวที่เป็นความจริงแท้ท่ามกลางโลกจอมปลอมใบนี้!" เฉินเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า มือข้างหนึ่งที่ว่างเลื่อนขึ้นประคองกรอบหน้าเนียนนวลของนางอย่างแผ่วเบา นิ้วหยาบกร้านจากการจับกระบี่ลูบไล้ผ่านแก้มนวลที่เปื้อนคราบน้ำตาจาง ๆ ที่นางเองก็ไม่รู้ตัวว่าไหลออกมาตั้งแต่เมื่อใด ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายฝนด้านนอกที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดอย่างไร้ความปรานี เปรียบเสมือนพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ในอกของคนทั้งคู่ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขาย่นย่อลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง แววตาของเฉินเฟยหลงที่เคยดุดันและเยือกเย็น บัดนี้กลับอ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความรักมั่นคงดั่งหินผาที่พร้อมจะยอมจำนนต่อสตรีตรงหน้าเพียงผู้เดียว หลินเหม่ยอิงหลับตาลงช้า ๆ ยอมจำนนต่อหัวใจตนเองที่โหยหาความอบอุ่นนี้มาเนิ่นนาน นางค่อย ๆ ยกมือขึ้นสัมผัสลงบนแผงอกกว้างภายใต้เสื้อคลุมสีดำ รับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วดุจกลองศึกของบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุด ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะทาบทับกันเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่เก็บงำมาเนิ่นนานให้เป็นอิสระ ทันใดนั้นเอง... *แกร๊ก!* เสียงฝีเท้าฝ่าน้ำฝนดังขึ้นอย่างเร่งรีบหยุดชะงักลงที่หน้าประตูเรือนพัก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งรัวเร็วด้วยรหัสลับที่ใช้เฉพาะในยبرการกองทัพ และเสียงตะโกนหวาดตระหนกขององครักษ์เงาที่ดังแทรกเสียงฝนเข้ามา "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ม้าเร็วจากเมืองหลวงส่งตราประทับด่วนที่สุดแจ้งมาว่า... พระวรกายขององค์ฮ่องเต้ทรุดหนักลงอย่างกะทันหัน และพระราชโองการลับฉบับสุดท้าย... ถูกประกาศออกมาก่อนสิ้นสติแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เฉินเฟยหลงชะงักกึก ร่างกายกำยำตึงเกร็งขึ้นในทันที ดวงตาที่เพิ่งทอประกายความอ่อนโยนเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมและเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลกในพริบตาเดียว -------------------------------------------------- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งเกมอำนาจนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%