กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 7

เงาอำนาจที่ไล่ล่า

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
“หากคิดจะตัดรากถอนโคนเหม่ยอิง ก็ควรระวังอย่าให้คมมีดนั้นบาดมือท่านเองจนเลือดอาบเสียก่อน เจ้าคุณนายตระกูลจาง” น้ำเสียงเรียบเรื่อยดุจสายน้ำในลำธารแต่แฝงด้วยไอเย็นยะเยือกของหลินเหม่ยอิงดังขึ้นกลางห้องโถงรับรอง กลิ่นกำยานไม้กฤษณาอบอวลอยู่ในอากาศ ทว่ากลับไม่อาจกลบกลิ่นคาวของความริษยาที่จางหวังซื่อพยายามซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มกรีดกราย นางในชุดกี่เพ้าผ้าไหมสีเขียวหยกปักลายดอกโบตั๋นประณีตขยับพัดในมือเบาๆ ดวงตาเรียวรีจับจ้องร่างระหงของเหม่ยอิงที่นั่งประจันหน้ากันอย่างไม่ลดละ “คุณหนูหลินช่างเจรจาพาทีได้น่าฟังเสียจริง” จางหวังซื่อแค่นหัวเราะในลำคอ “แต่โรงงานผ้าไหมของเจ้าที่กำลังรุ่งเรืองกลับเผชิญกับปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนกะทันหันเช่นนี้ หรือนั่นจะเป็นลิขิตสวรรค์ที่บอกให้เจ้าควร ‘พอตัว’ เสียที?” เหม่ยอิงขยับยิ้มมุมปาก นิ้วเรียวยาวค่อยๆ วางถ้วยชาเคลือบเงาลงบนโต๊ะไม้ประดู่เสียงดัง ‘กริ๊ก’ แผ่วเบา ทว่าในโสตประสาทของคนฟังกลับดั่งเสียงประกาศิตจากขุนเขาที่ถล่มลงมา “ลิขิตสวรรค์หรือเล่ห์กลของมนุษย์ ท่านย่อมรู้ดีที่สุด” นางเงยหน้าขึ้น สบตากับอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา “ในยุคสมัยที่บ้านเมืองกำลังเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ การค้าขายมิได้อาศัยเพียงเงินตรา แต่คือการอ่านใจคน หากท่านคิดจะสกัดกั้นเส้นทางขนส่งวัตถุดิบของข้า ข้าก็แค่ต้องเตือนว่า... สัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับโรงงานทางใต้ที่ท่านแอบทำไว้นั้น หากความลับเรื่อง ‘คุณภาพผ้าเกรดต่ำ’ ถูกเปิดเผยต่อหน้าท่านอ๋องเฉินเฟยหลง ข้าเกรงว่าตำแหน่งการค้าที่ท่านภูมิใจนักหนา คงจะเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดในคุกหลวงแทน” ใบหน้าของจางหวังซื่อซีดเผือดลงชั่วขณะ ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปราวกับหมอกที่ถูกแสงอาทิตย์แผดเผา นางลุกขึ้นยืนด้วยอาการสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวออกไปโดยไม่กล่าวคำอำลา ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ เมื่อประตูไม้แกะสลักปิดสนิทลง ร่างที่เคยดูเข้มแข็งของเหม่ยอิงก็ทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้ ลมหายใจที่กลั้นไว้ถูกปล่อยออกมาอย่างช้าๆ เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากเนียนละเอียด การเผชิญหน้ากับศัตรูในคราบนามสกุลเก่าแก่ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อขุมพลังเบื้องหลังของพวกเขายังคงหยั่งรากลึกอยู่ในกลไกอำนาจที่นางพยายามก้าวขึ้นไป “เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เหมยอิง” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังมาจากเงามืดด้านหลัง เหม่ยอิงไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร กลิ่นอายบุรุษผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือและแหลมคมดุจกระบี่ในฝักคือเอกลักษณ์ของเฉินเฟยหลง ท่านอ๋องผู้ซึ่งก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยก้าวย่างที่เงียบเชียบดั่งพยัคฆ์ล่าเหยื่อ เฉินเฟยหลงก้าวเข้ามาหยุดข้างกายหญิงสาว มือแกร่งเชยคางนางขึ้นให้สบตากับนัยน์ตาสีรัตติกาลที่ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร “จางหวังซื่อเป็นเพียงหมากตัวเล็กๆ ในกระดานของตระกูลที่จ้องจะล้มเหม่ยอิงอยู่เงียบๆ หากเจ้ายังดึงดันจะลุยเดี่ยวโดยไม่พึ่งพากองทัพของข้า... เจ้าอาจได้เห็นจุดจบที่ไม่มีใครคาดคิด” “ข้ามิได้ต้องการเป็นเพียงนกในกรงทองของท่านอ๋อง แต่ข้าต้องการเป็นสตรีที่ยืนเคียงข้างท่านโดยที่ศักดิ์ศรีไม่ตกต่ำ” เหม่ยอิงตอบกลับด้วยสายตาแน่วแน่ “ข้ามีวิธีของข้า ท่านอ๋องเพียงแค่รอชมการเดินหมากที่ข้าเตรียมไว้ก็พอ” “ดื้อรั้นนัก” เขาพึมพำ แต่ในสายตาที่มองนางกลับมีความเอ็นดูที่ยากจะปิดมิด เขาขยับตัวเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกายของกันและกัน “เย็นนี้จะมีงานเลี้ยงที่จวนข้า พวกนั้นหมายหัวเจ้าไว้แล้ว เตรียมตัวให้พร้อม สวมชุดที่ข้าส่งไปให้เสีย” เหม่ยอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ชุดที่ส่งมา? ท่านอ๋อง... ท่านคงไม่ได้ให้คนไปรื้อตู้เสื้อผ้าของข้าแล้วเลือกชุดสีแดงชาดชุดนั้นหรอกนะ?” “ชุดที่เหมาะกับราชินีผู้กุมอำนาจ ไม่ควรถูกเก็บไว้ในหีบ” เฉินเฟยหลงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้เหม่ยอิงนั่งนิ่งอยู่กับความรู้สึกที่สับสนระหว่างความรักที่มั่นคงและภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่แบกรับอยู่ ตกดึก บรรยากาศภายในงานเลี้ยงที่จวนท่านอ๋องเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าขุนนางและพ่อค้าต่างจับจ้องมาที่หญิงสาวในชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิงที่ขับเน้นผิวขาวผ่องและรูปร่างเพรียวระหงดุจงานศิลปะชั้นเลิศ เหม่ยอิงก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม สายตาของนางกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดอยู่ที่ข้าราชบริพารคนหนึ่งที่ถือถาดเหล้าเดินตรงมายังโต๊ะของนาง ชายผู้นั้นส่งยิ้มกว้าง แต่นัยน์ตาที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกปีกกลับมีความผิดปกติบางอย่าง เหม่ยอิงชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นระรัวในอกเมื่อเห็นชายหนุ่มคนเดิมทำท่าสะดุดล้ม และจังหวะที่เขากำลังจะเสียหลัก เหยือกเหล้าในมือก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ทว่า... ในวินาทีที่เหล้าสีทองกำลังจะหกเลอะเทอะเฉียดผ่านชายผ้าของนางไปนั้น เสียงพัดเหล็กที่พุ่งแหวกอากาศดัง ‘ฟึ่บ’ ปักลงบนคอเสื้อของชายผู้นั้นจนเขาชะงักค้างกลางอากาศ ร่างของเฉินเฟยหลงก้าวมายืนบังหน้าเหม่ยอิงไว้ราวกับกำแพงเหล็ก “ดูเหมือนว่าหนอนบ่อนไส้ในจวนข้าจะเริ่มทำงานหนักเกินไปเสียแล้ว” เฉินเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ ทว่าแฝงความอำมหิตจนแขกทั้งงานต่างพากันก้มหน้าเงียบ เขากระชากคอเสื้อชายผู้นั้นขึ้นมา ก่อนจะหยิบจดหมายลับที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของอีกฝ่ายออกมาเปิดอ่านต่อหน้าทุกคน ท่ามกลางความตกตะลึง เหม่ยอิงเหลือบมองเนื้อความในจดหมายแล้วต้องเบิกตากว้าง... มันไม่ใช่แผนการล้มโรงงานของจางหวังซื่อ แต่มันคือรายชื่อ ‘คนทรยศ’ ภายในกองทัพที่เชื่อมโยงถึงตัวนางโดยตรง! ก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว เสียงตะโกนจากองครักษ์หน้าจวนก็ดังขึ้นพร้อมกับข่าวร้ายที่ทำเอาทุกคนในงานต้องหยุดหายใจ “รายงานท่านอ๋อง! โรงงานเหม่ยอิง... ถูกวางเพลิงวอดวายไปกว่าครึ่งแล้วขอรับ!” ส้มหวานมิติลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมร้อยเรียงเล่ห์กลอันงดงามนี้เคียงข้างกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%