กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 6

เล่ห์กลในคราบแฟชั่น

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นอายของสารเคมีเจือจางในโรงงานทอผ้าเก่าแก่แห่งนี้ ช่างแตกต่างจากกลิ่นหอมของกำยานกฤษณาในท้องพระโรงวังหลวงลิบลับ หากแต่สำหรับหลินเหม่ยอิงแล้ว กลิ่นอายแห่งความยากลำบากในยุคตื่นทองนี้ กลับมีความท้าทายที่หอมหวนไม่แพ้กัน "ผ้าฝ้ายสีเทาหม่นกับเขียวขี้ม้าเหล่านี้ ต่อให้ตัดเย็บด้วยฝีมือประณีตเพียงใด ก็ไม่อาจซ่อนความแห้งแล้งในจิตใจของผู้คนยุคนี้ได้หรอกค่ะท่านอ๋อง" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่นดังขึ้นท่าเสียงเครื่องจักรทอผ้าเก่าคร่ำคร่า นิ้วเรียวระหงดั่งหยกขาวสัมผัสลงบนเนื้อผ้าหยาบกระด้างที่ถูกส่งมาจากสหกรณ์รัฐ หลินเหม่ยอิงในชุดเสื้อคลุมทรงยาวเข้ารูปสไตล์สาธารณรัฐผสมผสานกลิ่นอายโบราณ ยืนสง่านิ่งอยู่เบื้องหน้ากองผ้าไร้ชีวิตชีวา สายตาคมกริบกวาดมองคนงานหญิงที่ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความเหนื่อยล้า เฉินเฟยหลง ซึ่งยืนกอดอกพิงเสาเหล็กสีสนิมอยู่ไม่ไกล ดวงตาคมปลาบดูลึกล้ำดั่งเหยี่ยวราตรี เขาปรายตามองหญิงสาวผู้ก้าวข้ามกาลเวลามาอยู่เคียงข้าง ท่าทีเยือกเย็นและดุร้ายตามธรรมชาติถูกลดทอนลงเหลือเพียงความระAมระวังและลุ่มหลงในคราเดียวกัน "เจ้าต้องการเปลี่ยนแผ่นดินสีเทานี้ด้วยเส้นไหมสีสันใดอีกเล่า เหม่ยอิง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างเย้ยหยันเล็กน้อย แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความทึ่ง "ยุคสมัยนี้ คนเขากลัวการทำตัวโดดเด่นยิ่งกว่ากลัวความตาย การใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาดอาจทำให้พวกนางกลายเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์จากคณะกรรมการปฏิวัติได้ง่ายๆ" "ความกลัวเป็นเพียงเครื่องมือของคนอ่อนแอค่ะ" เหม่ยอิงหันกลับมาสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาแต่เปี่ยมด้วยเล่ห์กลปรากฏขึ้นที่มุมปาก "แต่ 'แฟชั่น' คืออาวุธที่แยบยลที่สุดในการครอบงำจิตใจมนุษย์... โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ" ในยุคที่ผู้คนต่างแต่งกายด้วยโทนสีเดียวกันเพื่อความปลอดภัยและความเสมอภาคตามอุดมการณ์ หลินเหม่ยอิงกลับมองเห็นช่องว่างในจิตใต้สำนานของสตรี—ความโหยหาในความงามที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเรียบง่าย เธอไม่ได้นำเสนอสีสันฉูดฉาดบาดตาอย่างที่ใครคาดคิด แต่เลือกใช้ศิลปะการย้อมผ้าโบราณจากตำรับลับในวังหลวงที่เธอเคยใช้เอาตัวรอดจากสงครามแย่งชิงอำนาจในเรือนหลังมาปรับใช้ ผ้าฝ้ายเนื้อหยาbถูกนำมาหมักย้อมด้วยเปลือกไม้และสมุนไพรท้องถิ่น จนเกิดเป็นโทนสีเอิร์ธโทนที่ลุ่มลึกและซับซ้อน—สีเขียวหยกหม่น สีแดงชาดเจือฝุ่น และสีน้ำเงินครามลึกดั่งห้วงมหาสมุทร สีสันเหล่านี้มีความพิเศษตรงที่ มันดู 'เรียบร้อย' พอที่จะรอดพ้นจากสายตาผู้ตรวจการ แต่กลับ 'งดงาม' จนบาดลึกถึงขั้วหัวใจเมื่อต้องแสงอาทิตย์ "ผ้าชุดนี้... ข้าขอจองเป็นคนแรก" เสียงหวานกังสดาลดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องจักร ทำให้ทั้งคู่ต้องหันไปมอง สหายร่วมชั้นและภรรยาของนายทหารระดับสูงผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้วยดวงตาเป็นประกาย นางจ้องมองเสื้อคลุมตัวอย่างที่เหม่ยอิงเพิ่งตัดเย็บเสร็จด้วยความหลงใหล เนื้อผ้าทิ้งตัวอย่างงดงาม ลวดลายการปักมือด้วยด้ายสีเดียวกันแต่เล่นระดับความหนาบาง ทำให้เกิดมิติยามเคลื่อนไหวราวกับคลื่นน้ำระลอกน้อย เหม่ยอิงปรายตามองลูกค้าคนแรกด้วยรอยยิ้มรู้ทัน นางยื่นเสื้อคลุมตัวนั้นให้อย่างช้าๆ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ทรงพลัง "ท่านพี่สะใภ้... ความงามที่ซ่อนเร้น ย่อมทรงอำนาจกว่าความงามที่ประกาศตัวโต้งๆ เสมอค่ะ สวมมันเสีย แล้วท่านจะรู้ว่า อำนาจที่แท้จริงของการเป็นจุดศูนย์กลางสายตา ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงตะโกนเลยแม้แต่น้อย" ข่าวลือเรื่อง "เสื้อคลุมปริศนาแห่งโรงงานทอผ้าหมายเลขสาม" แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งในหมู่ภรรยาข้าราชการและชนชั้นนำระดับสูงของเมือง จากความเงียบงันและไร้ชีวิตชีวา โรงงานทอผ้าที่เกือบจะถูกสั่งปิด กลับกลายเป็นสถานที่นัดพบอันทรงเกียรติอย่างลับๆ สตรีผู้เคยหวาดกลัวอำนาจรัฐ กลับยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะก้อนโตเพียงเพื่อให้ได้ครอบครองผ้าทอฝีมือของหลินเหม่ยอิง เฉินเฟยหลงยืนมองยอดขายและรายชื่อผู้ทรงอิทธิพลที่แอบมาสั่งจองสินค้าในห้องทำงานส่วนตัว รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาวางบัญชีลงบนโต๊ะไม้กฤษณา ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปโอบเอวบางของหญิงสาวเข้าหาตัวอย่างถือวิสาสะ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง "เจ้าใช้ผ้าผืนเดียว สยบภรรยาของพวกข้าราชการสายแข็งกร้าวเหล่านั้นจนหมดสิ้น... เหม่ยอิง หญิงงามเช่นเจ้า ช่างอันตรายยิ่งกว่ากองกำลังทหารนับหมื่นนายเสียอีก" เหม่ยอิงไม่ดิ้นรนหลบหนี นางปล่อยให้วงแขนแข็งแกร่งโอบกอดไว้ ขณะที่สายตายังคงจดจ้องอยู่กับแผนที่เครือข่ายธุรกิจที่นางกำลังขยายออกไป "อำนาจที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องหลั่งเลือดค่ะท่านอ๋อง... เพียงแค่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า 'ขาดเราไม่ได้' บัลลังก์ใต้อาณัติก็อยู่ในกำมือแล้ว" ทว่า ในขณะที่เกมการเมืองผ่านแฟชั่นกำลังดำเนินไปอย่างงดงามไร้ที่ติ บรรยากาศรอบตัวกลับพลันเยียบเย็นลงอย่างไร้สาเหตุ เสียงเคาะประตูกระชั้นชิดดังขึ้นสามครั้งตามรหัสลับ ตามด้วยการก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบขององครักษ์เงาผู้ติดตามเฉินเฟยหลง ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ..." องครักษ์คุกเข่าลงเบื้องหน้า ท่อนแขนสั่นเทาเล็กน้อยยื่นห่อผ้าไหมสีดำสนิทชิ้นหนึ่งขึ้นมา "มีผู้ส่งพัสดุลึกลับนี้มาจากเมืองหลวงโดยตรง... ประทับตราลับของสำนักตรวจสอบภายใน และ... และด้านในมีสิ่งนี้พ่วงมาด้วยขอรับ" เฉินเฟยหลงรับห่อผ้ามาเปิดออกอย่างไม่แยแส แต่เมื่อดวงตาคมกริบกวาดมองสิ่งของด้านใน ร่างสูงใหญ่พลันชะงักกكنนิ่งไปชั่วอึดใจ ความเยือกเย็นดุร้ายแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับน้ำแข็งขั้วโลก มันคือปิ่นปักผมทองคำฝังหยกเลือดมังกร—เครื่องประดับประจำพระองค์ของพระสนมเอกผู้ล่วงลับในวังหลวง และใต้ปิ่นนั้น มีเส้นไหมสีโลหดสดปักเป็นตัวอักษรจีนโบราณที่เหม่ยอิงอ่านออกได้ทันทีในแวบแรก *— "ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องการฟื้นฟูราชวงศ์ผ่านปลายเข็มของเจ้าแล้ว..." —* ส้มหวานมิติลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมร้อยเรียงเล่ห์กลอันงดงามนี้เคียงข้างกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%