กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 25

จุดเปลี่ยนของยุคสมัย

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กที่โชยออกมาจากห่อผ้าไหมแพรต่วนสีทองบนโต๊ะอาหารนั้น... รุนแรงเสียจนกลบกลิ่นชาอู่หลงชั้นเลิศที่เพิ่งรินเสร็จไปเสียสนิท หลินเหม่ยอิงมิได้แม้แต่จะกะพริบตา แววตาคู่คมกริบดั่งกระบี่โบราณกวาดมองคราบสีชาดที่ซึมผ่านเนื้อผ้าแพรเนื้อดีอย่างพิจารณา รอยยิ้มเยาะบนพระ oষ্ঠ (โอษฐ์) ขององค์หญิงฉางเล่อยังไม่ทันจางหาย มือเรียวบางที่สวมปลายนิ้วทองคำประดับหยกมรกตก็เอื้อมไปแตะขอบถ้วยชาอย่างถือดี ในยุคตื่นทองที่ทุกตารางนิ้วของเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเงินตราและควันจากโรงงานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ การปรากฏตัวของฎีกาลับจากเมืองหลวงในสภาพเปื้อนเลือด ย่อมไม่ใช่สัญญาณอันดีงามเป็นแน่ "ดูท่าทาง... สหายเก่าของท่านกุนซือหลินคงจะต้อนรับการมาเยือนของเราไม่ค่อยดีนักกระมังคะ" น้ำเสียงขององค์หญิงฉางเล่อหวานหยดย้อย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพิษสงที่พร้อมจะแผดเผาทุกคนให้มอดไหม้ หลินเหม่ยอิงค่อยๆ เลื่อนสายตาขึ้นสบกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและทะเยอทะยานนั้นอย่างไม่เกรงกลัว นางขยับกายในชุดกี่เพ้าผ้าไหมปักลายเมฆมงคลสีน้ำเงินเข้ม ท่วงท่าสง่างามเยือกเย็นดั่งขุนเขาที่ต่อให้คลื่นลมโหมกระหน่ำก็มิอาจสั่นคลอน "หากเป็นสหายเก่าของหม่อมฉันจริง เกรงว่าเลือดที่เปื้อนอยู่คงมิใช่เลือดของคนผู้นั้นหรอกเพคะ" หลินเหม่ยอิงกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เพราะคนที่เล่นเกมการเมืองในวังหลวงมานาน จนต้องลี้ภัยมาซ่อนตัวอยู่ชายแดนเช่นองค์หญิง ย่อมรู้ดีว่า... สุนัขที่จนตรอกมักจะกัดแม้กระทั่งเงาของตัวเอง" เพล้ง! ถ้วยชาในพระหัตถ์ขององค์หญิงฉางเล่อกระแทกกับโต๊ะไม้แกะสลักอย่างแรงจนน้ำชาสีอำพันกระเซ็นเปื้อนอาภรณ์ ในขณะเดียวกัน ที่ห้องทำงานส่วนตัวอีกฟากหนึ่งของคฤหาสน์ตระกูลเฉิน บรรยากาศกลับอึมครึมและเยือกเย็นยิ่งกว่าห้องโถงใหญ่ เฉินเฟยหลงยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองลงไปเห็นความวุ่นวายของท่าเรืออุตสาหกรรมในยุค 80 แสงไฟนีออนกะพริบสลับกับแสงจันทร์สลัวสะท้อนใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักที่ไร้ซึ่งความรู้สึก นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะทำงานเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าทรงพลังกดดัน "ท่านอ๋อง... สายรายงานมาว่า กองกำลังพิทักษ์เขตเศรษฐกิจพิเศษถูกสั่งตรึงกำลังไว้ทั้งหมดแล้วขอรับ" หัวหน้าองครักษ์รายงานด้วยเสียงสั่นเทา "เอกสารนโยบายเศรษฐกิจฉบับใหม่ที่จะประกาศในเช้าวันพรุ่งนี้... ถูกสับเปลี่ยนแล้ว" เฉินเฟยหลงหยุดเคาะนิ้ว ดวงตาดำสนิทดั่งห้วงสมุทรลึกฉายแววดุร้ายดั่งพญาอินทรีย์ที่พร้อมจะขยี้เหยื่อให้แหลกคามือ เขามิได้เอ่ยอันใดออกมาทันที ความเงียบงันที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้ผู้อื่นแทบหยุดหายใจ สำหรับเขาแล้ว การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่มันคือการเดิมพันด้วยลมหายใจของคนทั้งตระกูล และที่สำคัญที่สุด... มันคือการท้าทายอำนาจที่เขาใช้เวลาสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ "ปล่อยให้พวกมันเล่นละครไปก่อน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นราวกับเสียงกระซิบจากยมบาล "ยิ่งพวกมันขุดหลุมลึกเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลา... เราก็จะฝังพวกมันลงไปในหลุมนั้นให้ลึกยิ่งกว่า" ยามราตรีล่วงเข้าสู่ช่วงยามสาม ความหนา 1 นิ้วของหิมะแรกแห่งฤดูหนาวเริ่มโปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีเทาของเมืองอุตสาหกรรม หลินเหม่ยอิงเดินลัดเลาะผ่านระเบียงทางเดินไม้ขัดมัน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังเป็นจังหวะมั่นคง นางกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของเฉินเฟยหลงเพื่อประเมินสถานการณ์ของฎีกาลับฉบับนั้น ทว่าก่อนที่นางจะก้าวพ้นมุมตึก เงาร่างสูงใหญ่คุ้นตาของคนรักก็ก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับคว้าข้อมือนางไว้ด้วยความรวดเร็วแล้วดึงเข้าไปหลบในมุมอับของเสาเรือน กลิ่นกายบุรุษเจือกลิ่นบุหรี่ราคาแพงและอากาศหนาวเย็นล้อมรอบตัวนางไว้ เฉินเฟยหลงก้มลงมองสตรีในดวงใจ แววตาที่เคยเยือกเย็นและดุร้ายเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด มือหนาประคองแก้มนวลเนียนไว้อย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไปกับสายลมหนาว "เจ้าไม่ควรมาที่นี่เวลานี้ เหม่ยอิง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างคาดโทษ ทว่าแฝงความห่วงใยจนแทบจะขาดใจ "หากหม่อมฉันไม่มา แล้วปล่อยให้ท่านสามีต้องแบกรับเกมการเมืองโสโครกพวกนี้อยู่ผู้เดียวเล่าเพคะ?" หลินเหม่ยอิงเงยหน้าสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอิ่ม "ท่านก็รู้ว่า... เล่ห์เหลี่ยมขององค์หญิงฉางเล่อไม่ได้มีค่าพอให้หม่อมฉันต้องนอนไม่หลับหรอกนะเพคะ" เฉินเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาประทับจูบหนักหน่วงลงบนหน้าผากมน เป็นการถ่ายทอดความมั่นคงที่หนักแน่นยิ่งกว่าขุนเขา "นางคิดว่าจะใช้ฎีกานั่นมาบีบให้เรายอมจำนนต่ออำนาจส่วนกลาง... แต่นางคงลืมไปว่า ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวงที่นางเคยรู้จัก" เขายื่นม้วนกระดาษสีชาดอีกฉบับให້ນาง หลินเหม่ยอิงรับมาคลี่ออกดูอย่างรวดเร็ว แสงไฟจากโคมไฟจีนโบราณที่แขวนอยู่ใกล้ๆ สะท้อนให้เห็นข้อความด้านในที่ทำให้ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากของนางจะยกยิ้มอย่างงดงามและเยือกเย็นในคราวเดียวกัน "พระราชโองการลับสละราชสมบัติ... ของฮ่องเต้พระองค์ก่อน?" หลินเหม่ยอิงเงยหน้ามองสามีด้วยความทึ่ง "ท่านได้มันมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเพคะ?" "ตั้งแต่ตอนที่ข้าเหยียบย่างเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ครั้งแรก" เฉินเฟยหลงตอบด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ "และพรุ่งนี้... ในพิธีประกาศนโยบายใหม่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ฎีกาเลือดขององค์หญิงฉางเล่อจะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า เมื่อประกาศฉบับนี้ถูกประกาศก้องต่อหน้าขุนนางและพ่อค้านับหมื่นคน" ทว่า... ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังประสานสายากันด้วยความเชื่อมั่น ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังติดอาวุธนับร้อยก็ดังขึ้นล้อมรอบระเบียงทางเดินแห่งนี้ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังมาจากความมืดเบื้องหน้า "ช่างเป็นภาพภรรยาตามสามีที่น่าประทับใจเสียจริงนะเพคะ ท่านกุนซือหลิน..." องค์หญิงฉางเล่อก้าวออกมาจากเงาดำ โดยมีทหารองครักษ์นับสิบชี้ปืนส่องประกายเย็นเยียบมาทางพวกเขาทั้งสอง พระหัตถ์เรียวถือเอกสารราชโองการอีกฉบับที่ฉีกขาดวิ่น "แต่เกรงว่า... พรุ่งนี้จะไม่มีพิธีการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตอนนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ถูกประกาศให้เป็นเขตประกาศกฎอัยการศึกเรียบร้อยแล้ว!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกท่านที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงบทนี้นะคะ --- ส้มหวานมิติลับ ---
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%