"รอยเปื้อนหมึกเคมีสีน้ำเงินเข้มบนกระดาษสาโบราณ... ช่างเป็นความขัดแย้งที่บาดตาเสียนี่กระไร"
หลินเหม่ยอิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าไหมปักลายเมฆาคลี่กระลับแผ่นนั้นออกอย่างเบามือ กลิ่นอายของหมึกซึมยี่ห้อคุ้นเคยที่ไม่ได้สัมผัสมานานนับแรมปีลอยแตะนาสิก มันไม่ใช่กลิ่นหมึกแท่งฝนมือแบบราชสำนักต้าเฉิน แต่เป็นกลิ่นอายสังเคราะห์จากยุคศตวรรษที่ยี่สิบที่นางจากมา
เฉินเฟยหลงก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลัง กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นไอน้ำและชาผู่เอ๋อร์เข้มข้น วงแขนแข็งแกร่งทอดรวบเอวคอดกิ่วเข้าหาแนบชิดตามสัญชาตญาณแห่งการปกป้อง ใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหยกขาวก้มลงซบลงที่ลาดไหล่บาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง แม้ภายนอกเขาจะเป็นนักอุตสาหกรรมผู้ทรงอิทธิพลและเหี้ยมเกรียมในสายตาคู่แข่ง ทว่ายามอยู่เบื้องหน้าสตรีในดวงใจผู้นี้ บุรุษผู้เยือกเย็นดุร้ายกลับหลงเหลือเพียงความลุ่มหลงมัวเมาและหวงแหนปานดวงใจ
"ร่องรอยของมันชัดเจนขึ้นทุกทีแล้วสินะ อาอิง..." เสียงทุ้มต่ำพร่าพรายกระซิบชิดใบหู รอมชอมแต่ดุดันในที มือหนาลูบไล้หลังมือเรียวของนางเบาๆ สายตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรจีนตัวย่อที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ บนกระดาษแผ่นนั้น "คนที่เจ้ากังวล... ตามกลิ่นอายอำนาจของเจ้าข้ามมิติมาจนถึงที่นี่จริงด้วย"
ในห้องหนังสือลับใต้เรือนพักรับรองอันเงียบสงบ แสงเทียนสีส้มสั่นไหววูบวาบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายวิจิตร บรรยากาศรอบกายกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เหม่ยอิงหลับตาลงช้าๆ ซึมซับไออุ่นจากบุรุษด้านหลังเพื่อดึงสติอันกระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา สมองอันปราดเปรื่องราวกับกุนซือผู้ผ่านศึกสงครามการเมืองมาโชกโชนกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว
หากมีคนจากศตวรรษที่ยี่สิบตามนางมาได้ นั่นหมายความว่าประตูมิติไม่ได้ปิดตายอย่างที่นางเคยคำนวณไว้ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... บุคคลผู้นั้นต้องเป็นคนที่รู้จักนางเป็นอย่างดี อาจเป็นคู่ปรับเก่าในองค์กรลับ หรืออาจเป็นอดีตสหายร่วมอุดมการณ์ที่ล่วงรู้ความลับเรื่องการสร้าง "อาณัติแห่งกาลเวลา"
"ไม่ใช่แค่ตามมาค่ะท่านอ๋อง..." เหม่ยอิงลืมตาขึ้น ดวงตาคู่หงส์เปล่งประกายคมปลาบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก "แต่เขาจงใจทิ้งร่องรอยไว้ท้าทายหม่อมฉัน การใช้หมึกเคมีชนิดนี้ในยุคที่ผู้คนยังใช้หมึกจีนฝนแท่ง เป็นการประกาศตัวตนอย่างชัดเจนว่า... 'ข้าอยู่ที่นี่ และข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใคร'"
เฉินเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบราวกับสายลมหนาวพัดผ่านทุ่งหิมะ มือหนาเอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นพินิจพิเคราะห์บ้าง นัยน์ตาคู่นคมฉายแววดุร้ายอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง รัศมีแห่งความเป็นใหญ่แผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบข้างแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"กล้าดียังไง..." น้ำเสียงของเขาต่ำลึกและอันตรายยิ่ง "ไม่ว่ามันจะเป็นผู้ใด มาจากดินแดนหรือห้วงเวลาใด หากบังอาจเข้ามาในอาณาเขตของข้า เพื่อหมายจะแตะต้องเจ้า... มันผู้นั้นย่อมต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรอวันชดใช้ด้วยความทรมานที่แม้แต่ความตายก็ยังปรานีไม่ได้"
ความรักของเฉินเฟยหลงที่มีต่อหลินเหม่ยอิงนั้นมั่นคงดุจหินผาและรุนแรงดุจพายุคลั่ง เขายอมพลิกแผ่นดินตงเป่ยและโค่นล้มอำนาจเก่าเพื่อให้นางได้ยืนเคียงข้างอย่างสง่างาม บัดนี้ กลับมีเศษสวะจากโลกอื่นกล้าอาจหาญเข้ามารบกวนความสงบสุขของยอดดวงใจเขา นั่นคือการล้ำเส้นที่ไม่อาจให้อภัย
"ใจเย็นก่อนค่ะเฟยหลง" เหม่ยอิงเอี้ยวตัวกลับมาเล็กน้อย ปลายจั๊กจี้ของอาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองเสียดสีกันเบาๆ นางยกมือขึ้นแตะแก้วสากระคายของบุรุษผู้ทรงอำนาจ ปลายนิ้วเรียวนุ่มช่วยคลายปมคิ้วที่ขมวดมุ่นของเขาออกอย่างแผ่วเบา "ความใจร้อนไม่เคยช่วยให้ผู้ใดชนะศึก การที่อีกฝ่ายเปิดฉากด้วยการส่งสัญญาณเตือน แสดงว่าพวกเขายังไม่พร้อมจะปะทะกันอย่างเปิดเผย พวกเขากำลังรอ... รอให้หม่อมฉันเดินไปหาตามหมากที่เขาวางไว้"
"แล้วเจ้าจะเดินไปตามเกมของมันหรือ?" เฉินเฟยหลงจ้องลึกลงไปในดวงตานาง ค้นหาความหวาดหวั่น แต่นางกลับพบเพียงความเด็ดเดี่ยวและท้าทายระคนอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น
"หม่อมฉันไม่เคยเป็นเบี้ยให้ผู้ใดเชิดเล่นค่ะ" เหม่ยอิงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่าเต็มไปด้วยพิษสงอันตราย "ในเมื่อมันอยากเล่นเกมข้ามภพข้ามชาติกับหม่อมฉันนัก... เราก็ต้องจัดงานต้อนรับให้สมเกียรติผู้มาจากต่างมิติเสียหน่อยกระมังคะ"
ทว่า ก่อนที่ทั้งสองจะได้วางแผนการขั้นเด็ดขาด เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งตามด้วยจังหวะที่ถูกกำหนดไว้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบของพ่อบ้านหลี่ดังเข้ามาใกล้ ก่อนที่เสียงรายงานอันร้อนรนจะทะลุผ่านบานประตูไม้แกะสลักเข้ามา
"เรียนท่านอ๋อง... ฮูหยิน..." เสียงของพ่อบ้านชราสั่นเครือเล็กน้อย "มี... มีผู้ส่งเทียบเชิญฉบับหนึ่งมาถึงหน้าประตูจวน เป็นซองจดหมายทำจากกระดาษฟลอยด์สีเงินแวววาว ประทับตราสัญลักษณ์ที่... ที่บ่าวไม่เคยเห็นมาก่อนในแผ่นดินนี้ขอรับ!"
เฉินเฟยหลงและเหม่ยอิงสบตากันนิ่ง นัยน์ตาของทั้งคู่หรี่แคบลงพร้อมกัน ซองกระดาษฟลอยด์สีเงิน... สิ่งประดิษฐ์จากยุคสมัยของเหม่ยอิงถูกส่งมาถึงหน้าจวนกลางดึกยามวิกาลอย่างแม่นยำ ราวกับเจ้าของสาส์นกำลังยืนมองพวกเขาทั้งคู่จากมุมมืดที่มองไม่เห็น
เหม่ยอิงก้าวเดินไปที่ประตูด้วยฝีเท้ามั่นคง นางรับซองจดหมายสีเงินแวววาวนั้นมาจากมือของพ่อบ้านสัมผัสแรกที่ปลายนิ้วแตะลงบนเนื้อฟลอยด์เย็นเฉียบ ทำให้หัวใจของอดีตกุนซือหญิงกระตุกวูบ
เมื่อนางฉีกซองออกแล้วดึงกระดาษการ์ดด้านในออกมา ข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือตัวบรรจงภาษาอังกฤษด้วยหมึกปากกาเคมีสีแดงสด กลับทำให้ลมหายใจของเหม่ยอิงสะดุดกึก ร่างเพรียวระหงแข็งค้างไปชั่วขณะ
*“Welcome back to the game, Major Lin. Your time is running out.”*
*(ยินดีต้อนรับกลับสู่เกมนะผู้กองหลิน เวลาของคุณเหลือน้อยเต็มทีแล้ว)*
และที่มุมกระดาษด้านล่าง... มีรอยประทับนิ้วมือเปื้อนเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิทดี!
ส้มหวานมิติลับขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ
กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 26
ร่องรอยของนักฆ่า
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!