กลิ่นอายอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในห้องหนังสือลับใต้ดิน แสงตะเกียงน้ำมันพืชกะพริบไหววูบวาบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหิน ทอดเงาสีดำทะมึนให้ทาบทับลงบนร่างระหงของหลินเหม่ยอิง นางไม่ได้ขยับเขยื้อนกายหนีจากโต๊ะทำงานแม้แต่น้อย ปลายเรียวนิ้วของนางยังคงแตะค้างอยู่บนรอยประทับนิ้วมือเปื้อนเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิทดีบนมุมกระดาษแผ่นนั้น
"ช่างน่าประทับใจเสียจริง... กุนซือหลินผู้เลื่องชื่อในความสุขุมเยือกเย็น กลับต้องมานั่งตัวสั่นเทาอยู่หน้ากระดาษแผ่นเดียวในยามวิกาลเช่นนี้หรือเจ้าคะ?"
เสียงหัวเราะแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นจากมุมมืดหลังชั้นตำรา หลินเหม่ยอิงไม่ได้ตื่นตระหนก ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามราวนางพญาในชุดย้อนยุคผสมผสานความทันสมัยของยุค 80 ยังคงเรียบเฉย นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ปรับสายตาให้คุ้นเคยกับความมืดสลัว ก่อนจะพบกับร่างของสตรีในชุดกี่เพ้าผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีแดงชาด ซึ่งยืนกอดอกพิงชั้นไม้มะฮอกกานีด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
ใบหน้านั้น... ต่อให้กาลเวลาจะผัน ภพชาติจะแปรเปลี่ยน สักเพียงใด นางก็ไม่มีวันลืม
สวีซูXวิญญาณอาฆาตจากภพชาติก่อน ผู้เคยเป็นถึงสนองพระโอษฐ์จอมเจ้าเล่ห์ที่ผลักนางตกจากกำแพงวังหลวงในคืนหิมะโปรด ทว่าบัดนี้ สวีซู่อีกคนในยุคตื่นทอง กลับมาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าในคราบของนักธุรกิจหญิงผู้กุมสัมปทานเหมืองแร่รายใหญ่
"เจ้ามาช้ากว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้สามเค่อ สวีซู..." หลินเหม่ยอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก นางค่อยๆ ดึงผ้าเช็ดหน้าผ้าแพรปักลายหงส์ขึ้นมาซับปลายนิ้วที่เปื้อนคราบเลือดนั้นอย่างใจเย็น "หรือว่ามัวแต่เสียเวลาไปกับการจัดการ ‘หนูสกปรก’ ที่บังเอิญล่วงความลับของเจ้าเข้าล่ะ?"
สวีซูแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองประเมินกุนซือสาวตรงหน้าด้วยความริษยาที่ฝังรากลึก "เจ้ายังคงปากกล้าไม่เปลี่ยน... เหม่ยอิง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการหนีข้ามมิติมายังยุคสมัยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายทุนนิยมและโรงงานอุตสาหกรรมนี้ จะช่วยให้เจ้าหนีพ้นเงื้อมมือของข้าได้? บนกระดานหمارนี้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้ครอบครองอำนาจและรอดชีวิตไปจนถึงปลายทาง"
หลินเหม่ยอิงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ท่วงท่าองอาจและสง่างามราวกับราชสีห์ก้าวเดิน ผ้าไหมเนื้อดีทิ้งตัวลงตามสัดส่วนโค้งเว้าอันสมบูรณ์แบบ นางปรายตามองเอกสารลับเรื่องสัมปทานเหมืองแร่ผิดกฎหมายที่มีคราบเลือดประทับอยู่ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาคู่ปรับเก่าอย่างไร้ความเกรงกลัว
"คนเรามักจะหลงคิดว่าตนเองเป็นผู้เดินหมาก... แต่ลืมไปว่า บางครั้งพวกมันก็เป็นได้เพียงเบี้ยบนกระดานที่ถูกกำหนดจุดจบไว้แล้ว" หลินเหม่ยอิงก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกออสแมนตัสประจำตัวลอยเข้าจมูก "เจ้าคิดว่าเลือดสดๆ บนแผ่นกระดาษนี้เป็นของใครกันเล่า?"
รอยยิ้มเยาะบนริมฝีปากของสวีซูชะงักค้างไปวูบหนึ่ง ดวงตาคู่คมกวาดมองรอยเลือดนั้นอีกครั้งด้วยความระแวง ทันใดนั้น บรรยากาศภายในห้องใต้ดินก็พลันกดดันหนักอึ้งขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก
จากความเงียบงันชั่วพริบตา เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่บันไดหินด้านนอก—ฝีเท้าที่เยือกเย็นและดุร้ายราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังต้อนเหยื่อเข้าสู่มุมอับ เฉินเฟยหลงก้าวเข้ามาในห้องใต้ดินด้วยชุดคลุมกันหนาวสีดำสนิท ไหล่กว้างยังมีเกล็ดหิมะโปรยปรายติดอยู่เล็กน้อย แววตาคมกริบของท่านอ๋องผู้ทรงอิทธิพลในคราบนักอุตสาหกรรมกวาดมองสตรีแปลกหน้าทั้งสองคนด้วยรัศมีสังหารที่แผ่ซ่านจนอากาศแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง
เฉินเฟยหลงก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างหลินเหม่ยอิงอย่างมั่นคง มือหนาเอื้อมไปโอบเอวบางไว้ด้วยสัมผัสแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน ก่อนที่เขาจะปรายตามองสวีซูด้วยหางตา ราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่ง
"ภรรยาข้าบอกว่า คืนนี้จะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนเรือน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่ทรงอำนาจจนสวีซูถึงกับหน้าถอดสี "ดูท่า... ข่าวกรองของนางจะไม่เคยผิดพลาดเลยสักครั้ง"
สวีซูกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางถอยหลังกรูดไปชนชั้นตำราโดยไม่รู้ตัว เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองกำลังเดินเข้าสู่ "ค่ายกล" ที่อีกฝ่ายวางแผนต้อนรับไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ก่อนที่นางจะได้เอ่ยปากแก้ตัว เฉินเฟยหลงก็ตบมือเบาๆ สองครั้ง
เปรี้ยง!
เสียงประตูเหล็กหนาหนักด้านบนถูกกระชากเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของชายชุดดำกลุ่มใหญ่ที่ปิดล้อมทางหนีทีไล่ไว้ทั้งหมด รัศมีความกดดันระดับสูงแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สวีซูกลับยกย่องมุมปากขึ้นอย่างน่าประหลาด แววตาที่เคยตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นอำมหิต นางหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ ท่ามกลางวงล้อม
"ฮ่าๆๆ... พวกเจ้าคิดว่าจับตัวข้าได้แล้วอย่างนั้นหรือ?" สวีซูเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พร้อมกับชูแผ่นกระดาษอีกแผ่นขึ้นเหนือหัว ซึ่งมีรอยประทับตราประทับลับของสำนักราชเลขาธิการยุคโบราณที่ถูกถอดรหัสมาใช้ในปัจจุบัน "จงดูนี่ให้ดีเสียก่อน... หากข้าตายในอีกสามลมหายใจนี้ คำสั่งกวาดล้างตระกูลเฉินและเอกสารลับเรื่องการซุกซ่อนอาวุธสงครามจะถูกส่งตรงถึงโต๊ะทำงานของผู้นำสูงสุดในทันที!"
หลินเหม่ยอิงหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณกุนซือเตือนภัยทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่คำขู่ ทว่าในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุดและทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับแผ่นกระดาษในมือสวีซูนั้นเอง เสียงกริ่งโทรศัพท์ฉุกเฉินรุ่นโบราณที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของหลินเหม่ยอิงก็ดัง "กริ๊งงง!" แผดเสียงกรีดร้องทำลายความเงียบขึ้นอย่างกะทันหันในความมืด!
เฉินเฟยหลงขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ เขาส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องตรึงกำลังไว้ ก่อนจะเอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหูด้วยความรวดเร็ว
"พูด" เสียงทุ้มกังวานเอ่ยสั้นๆ ทว่าผ่านไปเพียงสามวินาที สีหน้าของท่านอ๋องผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดดุดันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ดวงตาคมกริบหันขวับมามองหน้าหลินเหม่ยอิงด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"เหม่ยอิง..." เฉินเฟยหลงเอ่ยชื่อภรรยาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย "สายจากสำนักงานใหญ่แจ้งมาว่า... 'กล่องเหล็กนิรภัย' ที่เราเก็บรักษาไว้ในห้องลับชั้นบนสุด ถูกเปิดออกโดยรหัสผ่านส่วนตัวของเจ้าเอง... เมื่อหนึ่งนาทีที่แล้ว"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาเคียงข้างกันนะคะ
กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 27
การเจรจาในเงามืด
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!