“ท่านกำลังเล่นเกมกับไฟที่มอดดับไปนานแล้วนะเจ้าคะ ท่านเฉิน”
เสียงหวานเย็นที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานส่วนตัวของคฤหาสน์ตระกูลเฉิน ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มผู้กำลังจรดปากกาหมึกซึมบนเอกสารสำคัญชะงักมือแม้แต่น้อย เฉินเฟยหลงยังคงก้มหน้าอ่านตัวเลขรายได้จากโรงงานอุตสาหกรรมในยุคเปลี่ยนผ่าน ใบหน้าคมสันดุจรูปสลักหินอ่อนนั้นนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นเทพเจ้าที่ไร้ความรู้สึก
เหม่ยอิงขยับกาย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกออสแมนตัสจากกายสาวอบอวลไปทั่วห้อง นางวางเอกสารลับฉบับที่มีตราประทับสีชาดรูปมังกรไร้ปีก—ตราสัญลักษณ์แห่งองค์รัชทายาทผู้สาบสูญ—ลงบนโต๊ะไม้สักขัดเงาอย่างแผ่วเบา แต่หนักแน่นด้วยเจตจำนง
“คนตายไม่ควรกลับมามีตัวตนผ่านตราประทับชิ้นนี้ และคนเป็น... ก็ไม่ควรโง่เขลาพอจะก้าวเข้าสู่กรงขังที่มองไม่เห็น” เหม่ยอิงกล่าวต่อ ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
เฉินเฟยหลงวางปากกาลงช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายจ้องมองสตรีผู้กล้าหาญที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงข้ามเขา ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ ชายหนุ่มเหยียดยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าเย็นชา
“เจ้าเรียกมันว่ากรงขัง แต่ข้าเรียกมันว่ากระดานหมาก” เสียงทุ้มต่ำของเขากังวานก้อง “หลินเหม่ยอิง เจ้าเข้ามาในบ้านของข้า เข้ามาถึงโต๊ะทำงานของข้า เพียงเพื่อจะบอกว่าข้ากำลังเล่นผิดทางอย่างนั้นหรือ?”
“ข้ามิได้มาเพื่อบอกว่าท่านผิด ข้ามาเพื่อเตือนว่าท่านกำลังเดินหมากโดยไม่ดูว่า ใครเป็นผู้ถือหมากตัวจริง” เหม่ยอิงโน้มตัวลงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวแตะลงบนตราประทับนั้น “ตรานี้มีไว้สำหรับผู้ที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อแผ่นดินเก่า แต่นี่คือปี 1978... ยุคสมัยที่การผลิตเหล็กกล้าและตัวเลขในบัญชีมีค่ามากกว่าคำสาบานขององค์ชายที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว”
เฉินเฟยหลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกำยำในชุดสูทสั่งตัดเนื้อดีส่งเสริมให้เขาดูน่าเกรงขามดั่งขุนศึกในชุดเกราะ เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง ระยะห่างที่ใกล้จนเหม่ยอิงสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของเขา กลิ่นยาสูบจางๆ ผสมกับกลิ่นกระดาษเก่าทำให้นางใจสั่นไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะควบคุมสติได้ดังเดิม
“เจ้าเก่งนักเรื่องการอ่านใจคน แต่เจ้าลืมไปหรือไม่ว่าข้าไม่ใช่ขุนนางกระจอกในวังหลวงที่เจ้าเคยปั่นหัว” เฉินเฟยหลงเชยคางนางขึ้นเบาๆ สัมผัสที่เย็นเยียบแต่แฝงด้วยอันตราย “เจ้าบอกว่าข้าไม่ดูว่าใครถือหมาก... ถ้าเช่นนั้น บอกข้ามาสิ กุนซือหญิงผู้ชาญฉลาด เจ้าเห็นอะไรบนกระดานนี้กันแน่?”
เหม่ยอิงไม่หลบสายตา แม้ในใจจะตระหนักว่าเขากำลังกดดันให้นางเปิดเผยไพ่ใบสุดท้าย “ข้าเห็นความตายที่ถูกห่อหุ้มด้วยความรุ่งโรจน์ ท่านกำลังใช้ทุนของแคว้นเก่ามาฟอกสีให้กับอำนาจในยุคนี้ หากขยับหมากพลาดเพียงก้าวเดียว ไม่เพียงแค่ธุรกิจของท่านจะพินาศ แต่ชีวิตของท่าน... ของคนรอบข้างท่าน จะกลายเป็นเถ้าถ่านก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินในวันพรุ่งนี้”
“ช่างวาจาคมคายนัก” เฉินเฟยหลงหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและท้าทาย “เจ้าเป็นคนเดียวที่กล้าวิจารณ์หมากของข้าตรงๆ รู้ไหมว่าคนก่อนหน้าที่กล้าทำเช่นนี้ จบลงอย่างไร?”
“ข้าไม่สนใจว่าใครจะจบอย่างไร สนเพียงว่าในวินาทีนี้ ท่านยังไม่ได้ลงมือสังหารข้า และนั่นแปลว่าท่านยังต้องการสมองของข้ามากกว่าศพของข้า” เหม่ยอิงยิ้มตอบ เป็นยิ้มที่งดงามทว่าแฝงความร้ายกาจอย่างยิ่ง
บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางความตึงเครียด เฉินเฟยหลงลดมือลงช้าๆ เขาเดินกลับไปที่โต๊ะก่อนจะหยิบถ้วยชาอุ่นๆ ขึ้นมา แล้วส่งให้เหม่ยอิง
“หากเจ้ามั่นใจว่าเจ้าฉลาดกว่าข้า ลองดื่มชานี้สิ... ว่ากันว่านี่เป็นชาดอกมะลิพันธุ์หายากที่ข้าให้คนไปเสาะหามาเพื่อให้กุนซือเช่นเจ้าได้ลิ้มลอง”
เหม่ยอิงมองถ้วยชาในมือเขา แล้วมองลึกลงไปในนัยน์ตาที่พยายามซ่อนความนัยบางอย่างไว้ นางรับถ้วยชามา แต่แทนที่จะดื่ม นางกลับวางมันลงบนขอบโต๊ะใกล้กับตราประทับนั้น
“ชาที่ใส่ยาพิษด้วยความตั้งใจ จะไม่มีวันรสชาติดีหรอกเจ้าค่ะ” เหม่ยอิงเอ่ยพลางหมุนตัวจะเดินจากไป “แต่ถ้าท่านต้องการจะร่วมมือกับข้าเพื่อชนะกระดานนี้จริงๆ วันพรุ่งนี้ตอนยามโฉ่ว (01.00-03.00 น.) ขอให้ท่านไปพบข้าที่ริมลำธารหลังคฤหาสน์... หวังว่าท่านคงไม่ใจแคบถึงขนาดส่งมือสังหารไปแทนตัวเองนะเจ้าคะ”
เฉินเฟยหลงยืนนิ่งมองแผ่นหลังบางที่เดินจากไปอย่างสง่างาม เขาหยิบถ้วยชาที่นางวางทิ้งไว้ขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนจะมองไปยังเอกสารลับฉบับนั้นที่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนตำแหน่งวางไปเล็กน้อยตามฝีมือของนาง
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นสามครั้ง จังหวะหนักแน่นที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี บานประตูไม้โอ๊คเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นชายชราในชุดสากลสีดำสนิท ผู้เป็นพ่อบ้านคนสนิทที่รับใช้ตระกูลเฉินมาหลายสิบปี แต่ในมือของเขากลับถือซองจดหมายฉบับหนึ่งที่ปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งสีดำสนิท—สีของตราประทับที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในแผ่นดินนี้
“คุณชายขอรับ... จดหมายฉบับนี้ถูกส่งมาถึงเมื่อครู่ คนส่งบอกว่าต้องให้คุณชายอ่านด้วยตัวเอง และ... มันมาจากคนที่คุณชายคิดว่าตายไปแล้วในห้องนี้เมื่อครู่”
เฉินเฟยหลงรับจดหมายมาด้วยมือที่สั่นเพียงเล็กน้อย เมื่อเขาฉีกซองออก สิ่งที่ร่วงหล่นลงมาบนโต๊ะไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นปิ่นปักผมหยกชิ้นหนึ่งที่เขาสั่งให้คนทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบให้แก่คู่หมั้นที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน! หัวใจของเขากระตุกวูบ เมื่อพลิกปิ่นขึ้นดู เขาก็พบอักษรสลักไว้ด้านหลังปิ่นว่า... ‘เหม่ยอิง’
ส้มหวานมิติลับขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับโชคชะตาที่แสนซับซ้อนของตัวเอกนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 4
กระดานหมากบนโต๊ะทำงาน
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!