กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 14

ความลับของตระกูลเฉิน

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
"หากท่านยังคงดื้อดึงที่จะใช้วิธีการนี้ในการเจรจา พันธสัญญาที่ตระกูลเฉินทำไว้กับเบื้องบนเมื่อสามสัปดาห์ก่อนคงต้องมลายหายไปในกองเพลิง..." สุ้มเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคมดุจใบมีดหยกสลักของหลินเหม่ยอิงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องหนังสือลับของคฤหาสน์ตระกูลเฉิน กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและชาผู่เอ๋อร์ชั้นดีลอยวนอยู่ในอากาศ แต่มันไม่อาจกลบความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงสง่าของบุรุษผู้ยืนหันหลังให้อยู่เบื้องหน้าได้ เฉินเฟยหลงไม่แม้แต่จะหันกลับมามองนาง ทว่าแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อคลุมผ้าไหมสีเข้มนั้นกลับเกร็งแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นิ้วมือเรียวยาวที่กำลังคีบม้วนกระดาษโบราณชุ่มหมึกหยุดชะงักลงครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะวางมันลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดัง *'กึก'* ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ราวกับกาลเวลาในยุคเปลี่ยนผ่านอันสับสนอลหม่านของปี 1980 นี้ถูกแช่แข็งไว้ด้วยห้วงเวลาอันยาวนานนับพันปีที่พวกเขาทั้งสองต่างซุกซ่อนไว้เบื้องหลัง เหม่ยอิงถอนหายใจแผ่วเบa นางก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบด้วยรองเท้าผ้าปักลายดอกโบตั๋น—เอกลักษณ์อันประณีตที่นางยังคงรักษาไว้ไม่เสื่อมคลายไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด—เข้าไปใกล้ร่างของสามีผู้เยือกเย็นดุร้ายในสายตาคนนอก นางรู้ดีว่าเบื้องหลังบุคลิกที่แข็งกร้าวและอำนาจล้นมือที่เขากำลังไขว่คว้าเพื่อปกป้องตระกูลในยุคตื่นทองนี้ แท้จริงแล้วคือรอยแผลเป็นจากอดีตชาติที่ยังคงกัดกินวิญญาณของเขาอย่างเงียบเชียบ "ท่านพี่..." เหม่ยอิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง นางยื่นมือเรียวบางออกไปแตะลงบนข้อศอกแกร่งของเขาเบาๆ เพียงแค่สัมผัสเดียว เฉินเฟยหลงก็สะดุ้งราวกับถูกไฟลวก เขารีบหันกลับมามองนางทันที ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นไหวระริกด้วยอารมณ์ที่ยากจะหยั่งถึง ทั้งความเจ็บปวด ความโกรธเกรี้ยว และความหวาดกลัวที่ถูกเก็บกดไว้ลึกสุดขั้วหัวใจ "เจ้า... รู้อะไรมาอีกเหม่ยอิง" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากไรฟันของเขา "เจ้ามักจะรู้เสมอว่าข้ากำลังฝันถึงสิ่งใด... กำลังหวาดกลัวสิ่งใด" "หม่อมฉันไม่ได้ล่วงรู้เพียงแค่ความฝันของท่านหรอกนะคะ..." เหม่ยอิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของกุนซือหญิงผู้เจนศึกการเมืองเต็มไปด้วยความเวทนาและรักมั่นคงดั่งหินผา "แต่หม่อมฉันล่วงรู้ถึง ‘ความลับของตระกูลเฉิน’ ที่ท่านแบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียว... ความลับที่ท่านถูกจองจำไว้ด้วยคำสาบานจากหน้าผาสูงชันเมื่อสามชาติภพก่อน" ร่างของเฉินเฟยหลงชาวาบไปทั้งร่าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—ปฏิกิริยาที่หาได้ยากยิ่งจากเจ้าพ่ออุตสาหกรรมผู้กุมชะตากรรมคนนับหมื่นในยุค 80 ผู้นี้ ความทรงจำอันเลือนรางแต่เจ็บปวดรวดร้าวราวกระบี่กรีดแทงแล่นริ้วเข้ามาในหัว ภาพของโลหิตสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือด และร่างที่ร่วงหล่นลงสู่เหวลึกในคืนที่ราชสำนักล่มสลายผุดขึ้นมาเด่นชัด "เจ้า..." เฟยหลงเค้นเสียงลอดไรฟัน มือหนาคว้าจับข้อแขนของนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตา "เจ้าจำได้ทั้งหมดงั้นหรือ? ความตายครั้งนั้น... ข้าเป็นคนปล่อยให้เจ้า..." "ใช่ค่ะ" เหม่ยอิงตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส "ท่านปล่อยให้หม่อมฉันตายเพื่อรักษาแผนการใหญ่... เพื่อให้ตระกูลเฉินยังคงดำรงอยู่ต่อไปตามวิถีแห่งอำนาจ แต่ท่านรู้หรือไม่คะว่า สิ่งที่ทรมานท่านยิ่งกว่าความตายในชาตินี้ คือการที่ท่านต้องมีชีวิตอยู่โดยปราศจากเงาของหม่อมฉันในทุกๆ ลมหายใจ" ความจริงอันโหดร้ายถูกเปิดเผยออก ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดอันริบหรี่ในห้องทำงานทึบๆ ของยุคตื่นทองนี้ สองสามีภรรยาผู้ข้ามผ่านห้วงเวลากำลังเผชิญหน้ากับปีศาจในใจที่กัดกินพวกเขามาเนิ่นนาน เฉินเฟยหลงดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอกแน่น แรงโอบกอดนั้นทั้งดุดันและสั่นเทา ราวกับเด็กน้อยที่หลงทางอยู่ในความมืดมิดอันยาวนาน หยาดน้ำตาของผู้ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ยุคใหม่ร่วงหล่นลงบนลาดไหล่ของภรรยา "ข้าขอโทษ... เหม่ยอิง ข้าขอโทษ" เขากระซิบซ้ำๆ เสียงสั่นเครือ "ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเจ้า... แม้แต่เงาของความตายก็ไม่มีสิทธิ์" เหม่ยอิงหลับตาลง ซบใบหน้าแนบกับแผงอกอุ่นของสามี นางยกมือขึ้นโอบกอดแผ่นหลังกว้างนั้นไว้ ทว่าในขณะที่เสี้ยววินาทีแห่งความอบอุ่นกำลังโอบล้อมทั้งคู่ไว้ สัญชาตญาณอันเฉียบคมของกุนซือวังหลวงก็กลับตื่นตัวขึ้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กำลังเร่งรีบเข้ามาใกล้ประตูห้องหนังสือลับ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามรหัสลับฉุกเฉิน ก่อนที่เสียงรายงานร้อนรนของพ่อบ้านหลี่จะดังทะลุเข้ามา "นายท่าน! นายท่านขอรับแย่แล้ว! ทางกระทรวงพาณิชย์ส่งเจ้าหน้าที่พิเศษพร้อมหมายค้นบุกเข้ามาที่คฤหาสน์แล้วขอรับ! พวกเขาบอกว่าพบเอกสารลับเกี่ยวกับการผูกขาดทองคำในเซี่ยงไฮ้ซุกซ่อนอยู่ในห้องใต้ดินของตระกูลเรา!" เฉินเฟยหลงผละออกจากอ้อมกอดทันที แววตาที่เพิ่งอ่อนโยนลงเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดุร้ายและอำมหิตดั่งพญาเสือในพริบตาเดียว เหม่ยอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางกวาดสายตามองไปบนโต๊ะทำงานที่เอกสารสำคัญและรายชื่อเครือข่ายอำนาจยังคงวางกองอยู่ ก่อนจะหันไปสบตากับสามีด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ "ดูท่า... เกมการเมืองในยุคสมัยใหม่นี้ จะสนุกเร้าใจไม่แพ้ท้องพระโรงในอดีตเลยนะคะ ท่านอ๋อง" ส้มหวานมิติลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%