รอยยิ้มบนริมฝีปากของหลินเหม่ยอิงในยามนี้ งดงามราวกับดอกเหมยสีชาดที่แย้มกลีบกลางเหมันต์ฤดู ทว่ากลับซ่อนความหนาบดบังด้วยคมมีดอาบยาพิษไว้เบื้องหลัง ปลายน้องนางเรียวยาวประดับเล็บสีไข่มุกกำลังบรรจงใช้พู่กันขนกระต่ายป่าแตะหมึกจีนสีนิลกาฬ ขีดเขียนรายชื่อพ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลแห่งเขตนิคมอุตสาหกรรมยุคเจ็ดสิบลงบนกระดาษสาเนื้อดี กลิ่นอายความโบราณของสำนักกุนซือวังหลวงยังคงติดตรึงอยู่ในท่วงท่าการนั่งอันสง่างาม แม้เบื้องหน้าจะคือโต๊ะทำงานไม้สักทองที่สะท้อนแสงไฟนีออนวับวามจากโลกยุคใหม่
"ท่านกำลังสงสัยในความจงรักภักดีของสหายร่วมรบ หรือกำลังหวาดระแวงแม้กระทั่งเงาของตนเองกันแน่คะ... ท่านอ๋อง"
น้ำเสียงหวานใสดุจขลุ่ยหยกเอ่ยขึ้นลอยๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เฉินเฟยหลงในชุดสูทสากลตัดเย็บอย่างประณีตเสริมบุคลิกให้ดูน่าเกรงขามดั่งพญาอินทรี ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายแววระแวดระวังและดุร้ายราวดาบโบราณที่เพิ่งชักออกจากฝัก ไอสังหารแผ่ซ่านออกมารอบกายจนบรรยากาศในห้องทำงานกว้างขวางราวกับลดอุณหภูมิลดลงหลายองศา
เฟยหลงหันกลับมามองสตรีผู้เป็นทั้งดวงใจและมันสมองของตระกูล สายตาคมกริบกวาดมองแผ่นหลังบอบบางที่ซ่อนสติปัญญาอันล้ำลึกเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง เขาขยับฝีช้าๆ เข้าหา กลิ่นอายบุรุษผู้กุมอำนาจทั้งในค่ายทหารเก่าและอาณาจักรธุรกิจยุคตื่นทองกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าเหม่ยอิงหาได้สะท้านสะเทือน นางยังคงจรดพู่กันด้วยความนิ่งสงบ
"ในยุคเปลี่ยนผ่านที่บ้านเมืองกำลังก้าวสู่ความทันสมัยนี้ ศัตรูไม่ได้มีเพียงแค่ดาบปลายปืนหรือยาพิษก้นถ้วยชาอีกต่อไปแล้วเหม่ยอิง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเยือกเย็น แฝงร่องรอยความเหนื่อยล้าและความเคร่งเครียดที่สะสมมาแรมเดือน "สายรายงานจากเขตเศรษฐกิจพิเศษแจ้งว่า เอกสารลับทางราชการเกี่ยวกับการจัดสรรสัมปทานเหล็กไหลและทองคำถูกรั่วไหล... และคนที่เข้าถึงรหัสผ่านห้องนิรภัยได้ มีเพียงไม่กี่คน"
เหม่ยอิงหยุดพู่กันลงชั่วขณะ นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของสามี นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยไหวระริกเพียงชั่วพริบตาก่อนจะกลับคืนสู่ความเรียบเฉย นางวางพู่กันลงบนแท่นหินอย่างประณีตบรรจง ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ ชุดกี่เพ้าผ้าไหมปักลายหงส์สีทองขยับไหวตามจังหวะการก้าวเดิน ท่วงท่าสง่างามดั่งพระชายาเอกผู้ตรวจตราความเรียบร้อยในตำหนักใน
"ท่านกำลังระแวงว่า... คนสนิทที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับเรามาตั้งแต่คราวยังอยู่ในกำแพงวังหลวง คือหนอนบ่อนไส้อย่างนั้นหรือคะ" นางทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงนัยยะลึกล้ำ
"ข้าไว้ใจเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด หลินเหม่ยอิง" เฟยหลงก้าวเข้าไปประชิดร่างบาง มือหนายื่นออกไปโอบเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ ทว่าดวงตากลับไม่ได้มีความอ่อนโยน เจือด้วยความระแวงระวังที่ยากจะลบเลือน "แต่ข้าไว้ใจคนอื่นได้น้อยลงทุกที สหายที่ร่วมดื่มสุสาบานร่วมเป็นร่วมตายในอดีต บัดนี้ต่างก็ก้มหัวให้ผลประโยชน์และอำนาจเงินตราในยุคตื่นทองนี้กันหมดแล้ว"
เหม่ยอิงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของบุรุษผู้เย็นชาดั่งหินผากระตุกวูบ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา นางยกมือเรียวขึ้นสัมผัสปกเสื้อสูทเนื้อดีของเขาอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังจัดระเบียบเครื่องแต่งกายให้ขุนนางใหญ่ ทว่าปลายนิ้วกลับกดน้ำหนักลงเล็กน้อยเพื่อย้ำเตือนสติ
"ท่านอ๋อง... ดาบที่คมกริบที่สุด หาใช่ดาบที่ศัตรูถือฟาดฟันเราไม่ค่ะ" นางกระซิบเสียงแผ่วข้างหูเขา ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอแกร่ง "หากแต่เป็นดาบที่เราเป็นผู้หล่อหลอมขึ้นมาเองต่างหากเล่า หากวันใดที่มันหันคมเข้าหาคอหอยของเราเอง นั่นจึงเรียกว่า 'ดาบสองคม' ที่แท้จริง"
เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่น แววตาดุร้ายฉายประกายวาบ "เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
"หมายความว่า... คนที่ท่านกำลังสงสัย อาจไม่ใช่หนอนบ่อนไส้ที่ท่านคิดหรอกค่ะ" เหม่ยอิงผละตัวออกจากอ้อมแขนเขาอย่างนุ่มนวล นางหันหลังกลับไปหยิบถ้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าลายครามขึ้นมา รินชาร้อนกรุ่นที่ส่งกลิ่นหอมละมุนของชาผู่อิดั้งเดิม ยื่นส่งให้เขาด้วยกิริยาอันงดงามไร้ที่ติ "แต่เป็นผู้ที่จงใจปล่อยข่าวลือ เพื่อให้ท่านหันไปฆ่าฟันกับคนใกล้ชิดต่างหากเล่าเพคะ"
เฟยหลงรับถ้วยชามาถือไว้ สายตาคมยังคงจดจ้องมองใบหน้างดงามที่ราวกับซ่อนเร้นความลับนับพันประการไว้เบื้องหลัง ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงเข็มนาฬิกาโบราณบนผนังที่เดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าแต่หนักหน่วง
ในจังหวะที่เฟยหลงกำลังจะยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อสงบสติอารมณ์นั้นเอง... เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบและไร้ระเบียบแบบแผน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเรือนรับรองหลังนี้
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
ทั้งสองคนชะงักค้างในท่าทาง เฉินเฟยหลงหันขวับไปมองบานประตูไม้สักแกะสลักอย่างระแวดระวัง ทว่าหลินเหม่ยอิงกลับนิ่งงดงามดั่งรูปปั้นหยกสลัก รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้งอย่างทันท่วงที
ประตูห้องเปิดผางออกโดยไม่รอรับอนุญาต ร่างของหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาพุ่งเข้ามาด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและมีคราบเลือดเปรอะเปื้อนที่ชายเสื้อ ลมหายใจหอบกระชั้นด้วยความตื่นตระหนก เขารีบคุกเข่าลงกับพื้นพรมราคาแพงทันที
"เรียนท่านอ๋อง! นายท่านใหญ่!... เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ" เสียงขององครักษ์สั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "จดหมายลับฉบับล่าสุดจาก... จากหน่วยข่าวกรองลับในเมืองหลวง ถูกส่งมาถึงมือแล้วขอรับ ทว่า... ทว่าสิ่งที่อยู่ในซองจดหมาย ไม่ใช่รายงานราชการ..."
เฟยหลงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะกระแทกเสียงดังจนน้ำชาฉิดกระเซ็น ดวงตาดุร้ายวาวโรจน์ขึ้นมาทันที "มันคืออะไร พูด!"
องครักษ์เงากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นนายด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "มันคือ... เส้นผมสีขาวและปิ่นปักผมหยกเลือดของท่านแม่ทัพใหญ่... ผู้ซึ่งถูกประกาศว่าเสียชีวิตในราช Battlefield ไปเมื่อสามปีก่อนขอรับ!"
หลินเหม่ยอิงที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับชะงักค้าง รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา นัยน์ตาดอกท้อเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย เมื่อตระหนักได้ทันทีว่าเกมกระดานในยุคตื่นทองนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาและศัตรูในม่านหมอกเสียแล้ว... แต่อดีตอันดำมืดที่ควรจะฝังกลบลงหลุมศพ กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อทวงแค้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งเกมอำนาจนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 18
ดาบสองคม
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!