กลิ่นอายของกำยานหลิวฮวาอบอวลลอยวนอยู่เบื้องหน้า เจือจางด้วยกลิ่นไอกระดาษเก่าแก่ในห้องหนังสือลับชั้นใต้ดินของโรงงานทอผ้าเก่า สะท้อนร่องรอยความรุ่งโรจน์ในอดีตที่บัดนี้ถูกกลบฝังไว้ด้วยคราบเขม่าแห่งยุคตื่นทอง
หลินเหม่ยอิงมิได้หันกลับไปมองร่างสูงสง่าที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นางกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหญ้าคาบรรจงวางหมากสีดำลงบนกระดานไม้จันทน์หอมอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของนางสง่างามเยือกเย็นราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ แม้ในยابยามนี้อาภรณ์ที่สวมใส่จะเป็นเสื้อผ้าฝ้ายเรียบง่ายตามยุคสมัย แต่กิริยาและรัศมีที่เปล่งออกมาจากดวงตาดอกท้อคู่นั้นกลับกดดันให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งดั่งขุนเขา
"ท่านเดินหมากตานี้ช้าเกินไป... เฉินเฟยหลง"
น้ำเสียงหวานใสดุจไข่มุกกระทบจานหยกเอ่ยขึ้นลอยๆ โดยไม่แม้แต่จะปรายตาแลผู้มาเยือน
เฉินเฟยหลงหยุดฝีเท้าลงห่างจากนางเพียงสองก้าว ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองแผ่นหลังบอบบางที่ซ่อนไว้ด้วยมันสมองอันน่าสะพรึงกลัว ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบงันลงอย่างราบคาบ บุรุษผู้กุมชะตาอุตสาหกรรมครึ่งหนึ่งของมณฑลและสายสัมพันธ์ลับในราชสำนักเยื้องกายเข้ามาประชิด ชายเสื้อคลุมยาวสะบัดตามแรงเคลื่อนไหว กลิ่นบุรุษอันเข้มข้นผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่ชั้นดีและสนิมเหล็กเข้าปะทะกับความเย็นเยียบของสตรีตรงหน้า
"ความใจร้อนไม่เคยช่วยให้ผู้ใดชนะศึกในราชสำนัก... และเจ้าก็รู้ดีว่าข้าไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ เพียงเพราะคำพูดหวานหูไม่กี่คำ" เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุบต่ำ เยือกเย็น และดุร้ายราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมตะครุบเหยื่อ แต่แววตาที่ทอดมองนางกลับซ่อนประกายความเร่าร้อนลึกล้ำที่ไม่อาจปิด
เหม่ยอิงเงยหน้าขึ้น ช้อนสายตาสบประสานกับนัยน์ตาคมกริบนั้นอย่างไร้ความเกรงกลัว ริมฝีปากบางเฉียบเคลือบด้วยรอยยิ้มบางเบาดุจกลีบดอกไม้ต้องน้ำค้าง "คำหวานหรือ? ท่านอ๋อง... Ah ขออภัย ข้าลืมไปว่าท่านในยามนี้มิใช่ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์แห่งวังหลวงอีกต่อไป หากแต่เป็นประธานเฉินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคปฏิรูปต่างหากเล่า"
คำเย้าแหย่ที่แฝงด้วยการหยั่งเชิงทำให้มุมปากของเฉินเฟยหลงกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยnชาปรากฏบนใบหน้าคมคาย เขาโน้มตัวลงใช้มือหนาข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะหมากรุก กักร่างระหงของนางไว้ระหว่างวงแขนอย่างถือวิสาสะ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มจนเหม่ยอิงต้องชะงักไปชั่วลมหายใจ แต่นางก็หาได้ถอยหนีไม่
"เจ้ากล้าดียังไงมาหยิบยกฐานันดรเก่าแก่ขึ้นมาล้อเล่นในที่เช่นนี้" เสียงกระซิบต่ำพร่าดังอยู่ข้างใบหู ขนอ่อนบนต้นคอของเหม่ยอิงลุกชันขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่นางพยายามควบคุมมันอย่างสุดกำลัง
"หากข้าไม่กล้าหาญพอจะต่อรองกับพยัคฆ์ร้ายเช่นท่าน มีหวังหัวของข้าคงหลุดจากบ่าไปตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในเมืองอุตสาหกรรมนี้แล้วล่ะค่ะ" เหม่ยอิงตอบกลับทันควัน นัยน์ตาคู่สวยฉายแววเจ้าเล่ห์เปี่ยมด้วยปัญญา "ว่าอย่างไรเล่าคะ... ข้อเสนอของข้าเมื่อคืนวันก่อน ท่านได้ไตร่ตรองถี่ถ้วนดีแล้วหรือยัง? การร่วมมือกันระหว่างสมองของข้ากับอำนาจเงินตราและกองกำลังเงาของท่าน หาใช่เรื่องเสียหายอันใดไม่"
เฉินเฟยหลงจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น เค้าโครงความเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมที่ฉายชัดอยู่ภายในทำให้หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของเขากระตุกวูบ สตรีผู้นี้มิใช่เพียงแค่หมากตัวหนึ่ง นางคือผู้เล่นฝีมือฉกาจที่อาจพลิกกระดานทั้งหมดได้ด้วยปลายนิ้วเดียว
"ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าในท้ายที่สุดแล้ว... เจ้าจะไม่แทงข้างหลังข้าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง?" คำถามเชิงทดสอบถูกโยนออกมา น้ำเสียงจริงจังและกดดันจนแทบขาดอากาศหายใจ
เหม่ยอิงมิได้ตอบทันที นางยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบช้าๆ กิริยาราวกับแมวสาวผู้พึงพอใจในกลอุบายของตนเอง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะกระทบเนื้อไม้เบาๆ เกิดเสียงก้องกังวานในความเงียบ
"ความไว้วางใจมิได้สร้างขึ้นด้วยคำสัญญาปากเปล่า... แต่สร้างขึ้นด้วยผลประโยชน์ที่ผูกพันกันจนแยกไม่ออกต่างหากเพคะ" นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองเอกสารลับฉบับหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กระดานหมากรุก "หากท่านร่วมมือกับข้า ศัตรูของท่านที่กำลังฮุบสัมปทานเหมืองแร่ทางเหนือจะล่มสลายภายในสามเดือน แต่หากท่านปฏิเสธ... ข้าเกรงว่าเอกสารลับเกี่ยวกับการทุจริตในกองทัพยุคเก่าชุดนี้ อาจจะไปปรากฏอยู่บนโต๊ะทำงานของเลขาธิการพรรคประจำมณฑลภายในรุ่งสว่างพอดิบพอดี"
รอยยิ้มของเฉินเฟยหลงหายวับไปในพริบตา แทนที่ด้วยแววตาคมปลาบที่ฉายประกายความอันตรายสุดขีด บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง ร่างสูงใหญ่ขยับเข้าใกล้จนชิด กลิ่นอายกดดันระดับผู้นำอำนาจแผ่ซ่านออกมาราวกับสัตว์ป่าหิวกระหาย
ทว่า แทนที่จะโกรธเกรี้ยว เฉินเฟยหลงกลับหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ ชายหนุ่มเอื้อมมือหนาไปสัมผัสปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มของนางอย่างแผ่วเบaสัมผัสที่อบอุ่นและรุนแรงในคราเดียวกัน
"เจ้าช่าง... ร้ายกาจเสียจริง หลินเหม่ยอิง" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงพร่าลึก ชวนให้หัวใจสั่นไหว "ตกลง... ข้าตกลงร่วมมือกับเจ้า"
มือหนายื่นออกไปหยิบหมากสีขาวมาวางลงบนกระดาน เป็นการประกาศพันธสัญญาระหว่างสองปีศาจแห่งยุคสมัยอย่างเป็นทางการ ความตึงเครียดในห้องผ่อนคลายลงชั่วพริบตา เหลือเพียงความเร่าร้อนอันตรายที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองเข้าด้วยกัน
ทว่า... ในวินาทีที่เฉินเฟยหลงกำลังจะเอ่ยแผนการขั้นต่อไป เสียงเคาะประตูด้านนอกสามครั้งตามด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ประตูห้องลับถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยมือขวาคนสนิท ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดเผือดจนไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย
"ท่านประธาน... เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" เสียงหอบสะท้านเอ่ยรายงานด้วยความตื่นตระหนก "สายรายงานด่วนจากเมืองหลวง... พระราชโองการลับฉบับสุดท้ายจากตระกูลเก่าแก่ที่ถูกปิดตาย ถูกส่งตรงมาถึงมือของ 'คนผู้นั้น' แล้ว และเป้าหมายแรกในคำสั่งลับ... คือการกวาดล้างสตรีแซ่หลินให้สิ้นซากอย่างไร้ร่องรอยขอรับ!"
ส้มหวานมิติลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมร้อยเรียงเล่ห์กลอันงดงามนี้เคียงข้างกันนะคะ
กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง•ตอนที่ 9
พันธมิตรผู้ไม่คาดฝัน
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!