"หากท่านคิดว่าผ้าไหมตระกูลหลินมีดีแค่ความเงางามผิวเผิน เกรงว่าสายตาของใต้เท้าคงต้องได้รับการตรวจสอบจากหมอหลวงแล้วกระมังคะ"
ซินหลินฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรไหมสีนิล นางนั่งหลังตรงสง่างามอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูงแกะสลักลวดลายวิจิตรภายในห้องรับรองส่วนตัวของ 'หอการค้าจินหลง' ศูนย์กลางการค้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวง เบื้องหน้าของนางคือโต๊ะไม้เนื้อดีที่วางม้วนผ้าตัวอย่างสามสีสามลาย ซึ่งถูกถักทอขึ้นด้วยกรรมวิธีลับเฉพาะจากมิติลับในมือของนางเอง
ตรงข้ามกับนางคือ 'คุณชายรองเฉิน' หรือเฉินอี้หลาน พ่อค้ารายใหญ่ผู้ผูกขาดเส้นSใยไหมทั่วทั้งแคว้น ชายวัยสามสิบเศษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวเข็ญและสายตาเฉียบคมในการมองผลกำไร เขากำลังจ้องมองม้วนผ้าในมือด้วยประกายตาที่วาวโรจน์อย่างปิดไม่มิด
ในฐานะภรรยาของนายทหารชายแดนผู้หนึ่ง การก้าวเข้ามาในดินแดนแห่งผลประโยชน์อันดุเดือดนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบสายตาดดูถูกจากบรรดาพ่อค้าหน้าเลือดที่มองว่านางเป็นเพียงสตรีหลังบ้านไร้เดียงสา แต่หลินฟางเซียนในร่างนี้หาใช่คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้โง่เขลาในอดีตไม่ นางผ่านการฟาดฟันกับแม่สามีใจร้ายและญาติสามีจอมเปรียบมาหมดแล้ว การรับมือกับพ่อค้าหน้าเลือดระดับประเทศเช่นนี้ จึงเป็นเพียงการบริหารข้อมือเบาๆ ก่อนมื้ออาหารเท่านั้น
เฉินอี้หลานหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหนา "ฮูหยินหาน ช่างกล้าหาญนักที่เอ่ยปากท้าทายข้าถึงถิ่น ผ้าไหมของท่านเนื้อดีจริง ข้าไม่เถียง... แต่มันเป็นสินค้าใหม่ ไม่มีชื่อเสียงในตลาด ต่อให้คุณภาพดีแค่ไหน หากไม่มีผู้มีอำนาจหนุนหลัง เกรงว่าท่านคงขายได้แค่เศษผ้าขี้ริ้วราคาถูกในตลาดมืดเท่านั้นแหละขอรับ"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ทว่าฟางเซียนหาได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย นางยกถ้วยชาหอมกรุ่นขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นชาอู่หลงชั้นดีลอยกรุ่นตัดกับความตึงเครียดในอากาศ นางวางถ้วยรูปร่างประณีตลงกระทบจานรองเบาๆ เสียงนั้นกังวานชัดเจนราวกับค้อนทั่งที่ตอกย้ำความมั่นใจของนาง
"ผู้มีอำนาจหรือคะ?" ฟางเซียนยิ้มรับ รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับทำให้แผ่นหลังของเฉินอี้หลานเย็นวาบโดยไม่ทราบสาเหตุ "ใต้เท้าเฉิน ท่านคิดว่าตระกูลเฉินผูกขาดการค้าไหมได้เพราะฝีมือของท่านเองแต่เพียงผู้เดียวจริงหรือ? หรือเพราะท่านคอยส่งส่วยให้ขุนนางกังฉินบางคนที่กำลังจะร่วงหล่นจากอำนาจในเร็วๆ นี้กันแน่?"
คำพูดของนางเฉียบคมราวกับลูกศรที่พุ่งปักกลางอก เฉินอี้หลานหน้าถอดสีทันที เขากวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง แม้แต่ผู้คุ้มกันร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังยังต้องขยับตัวด้วยความตื่นตระหนก ความลับระดับสูงเช่นนี้ สตรีบ้านนอกเช่นนางล่วงรู้ได้อย่างไร!
ในขณะที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุด ประตูห้องรับรองก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีเข้มของร้อยเอกหานจวินก็ก้าวเข้ามา ใบหน้าคมคายเคร่งขรึม ดวงตาดั่งเหยี่ยววาดมองรอบห้องด้วยรัศมีคุกคามที่ฝึกฝนมาจากการสนามรบแท้จริง เขาก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างภรรยา พร้อมกับวางมือหนาลงบนพนักเก้าอี้ที่ฟางเซียนนั่งอยู่ เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า *'ข้าอยู่ตรงนี้ และพร้อมหนุนหลังนางในทุกก้าวเดิน'*
ฟางเซียนเหลือบมองสามี แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง นางส่งยิ้มหวานหยดให้สามีหนุ่มผู้ซื่อสัตย์และคลั่งรักนางยิ่งกว่าสิ่งใด หانจวินพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตาเฉินอี้หลานด้วยแววตานิ่งเรียบแต่น่าเกรงขามจนพ่อค้าใหญ่ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"ภรรยาของข้าต้องการเจรจาการค้าอย่างเป็นธรรม" หานจวินเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง "หากท่านเฉินยังเห็นแก่หน้าตาและอนาคตของตระกูลเฉิน การร่วมมือกับนางจะเป็นหนทางรอดเดียวที่ท่านเหลืออยู่... มิฉะนั้น สินค้าล็อตใหม่ของท่าน อาจไม่มีวันเดินทางออกจากเมืองหลวงได้เลยแม้แต่หีบเดียว"
เฉินอี้หลานเหงื่อกาฬแตกพลั่ก เขารู้ซึ้งทันทีว่าตนเองกำลังเล่นอยู่กับไฟที่มองไม่เห็น สามีเป็นทหารผู้มีอิทธิพลในกอง军 ส่วนภรรยาเป็นอัจฉริยะทางการค้าที่มีสินค้าเหนือจินตนาการในมือ
"ทะ...ตกลง!" เฉินอี้หลานกัดฟันกรอด ยอมจำนนต่ออำนาจและชั้นเชิงของสองสามีภรรยา "ข้าตกลงซื้อขายกับพวกท่าน! แต่... ข้าขอตรวจดูสินค้าล็อตใหญ่ที่จะส่งมอบพรุ่งนี้เสียก่อน หากมีข้อบกพร่องแม้แต่น้อย สัญญาถือเป็นโมฆะ!"
ฟางเซียนยกย่องมุมปากอย่างผู้ชนะ นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดอาภรณ์ให้เรียบร้อยด้วยท่าทางสง่างาม "ย่อมได้ค่ะใต้เท้าเฉิน พรุ่งนี้ยามอู่ (11.00-12.59 น.) เชิญท่านไปที่โรงเก็บสินค้าหมายเลขสาม ข้าจะรอต้อนรับด้วยตนเอง รับรองว่าท่านจะตื่นตะลึงจนลืมหายใจทีเดียว"
เมื่อเจรจาเสร็จสิ้น ทั้งสองอำลาพ่อค้าใหญ่และเดินเคียงคู่กันออกมาจากหอการค้าจินหลง แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องกระทบแผ่นหลังของคนทั้งคู่ทอดเงายาวเหยียด ฟางเซียนถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ภารกิจก้าวแรกในเมืองหลวงถือว่าสำเร็จลุล่วงด้วยดีอย่างงดงาม
เมื่อกลับมาถึงเรือนพักชั่วคราวอันอบอุ่นในย่านการค้า กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารพื้นบ้านก็ลอยเตะจมูกทันที หานจวินจัดการเตรียม 'ซุปกระดูกหมูตุ๋นรากบัว' และ 'ปลาทอดกรอบราดซอสเปรี้ยวหวาน' ฝีมือของฟางเซียนที่นางแอบทำทิ้งไว้ในมิติลับก่อนหน้านี้ แต่นำมาอุ่นร้อนๆ จนควันโขมงน่ากิน น้ำซุปเคี่ยวจนเข้มข้นส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องเล็กๆ ช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าจากการชิงไหวชิงพริบเมื่อครู่ออกไปจนหมดสิ้น
"เหนื่อยหน่อยนะ, ฟางเซียนของพี่" หานจวินรินน้ำชาอุ่นๆ ส่งให้ภรรยาด้วยแววตาทอดถอนความรักใคร่และทะนุถนอมอย่างที่สุด เขายื่นมือหนามาโอบไหลร1วบตัวนางเข้าไปกอดแนบอกอย่างอบอุ่น
"ไม่เหนื่อยเลยค่ะท่านพี่..." ฟางเซียนซบหน้าลงกับอกแกร่ง สูดกลิ่นอายบุรุษที่คุ้นเคย นางแย้มยิ้มอย่างมีความสุข การได้ต่อสู้ ชิงอำนาจ และหาเงินทองในโลกใบใหม่นี้ช่างน่าสนุกเสียจริง ชีวิตของนางเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงเท่านั้น
ทว่า... ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะตักซุปทานเพื่อฉลองความสำเร็จในค่ำคืนนี้ เสียงเคาะประตูก็รัวเร็วและรุนแรงดังขึ้นขัดจังหวะ!
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
หานจวินขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันขึ้นมาในทันที ใครกันที่กล้ามาบุกรุกยามวิกาลเช่นนี้?
ฟางเซียนผละออกจากอ้อมอกสามี เดินไปเปิดประตูช้าๆ ด้วยความระแวดระวัง ทันทีที่บานประตูไม้เปิดออก นางก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เบื้องหน้าของนางคือเด็กรับใช้หน้าตาตื่นตระหนก เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นดิน มือสั่นเทาจนแทบถือคบเพลิงไม่ไหว เขาร้องตะโกนออกมาด้วยเสียงอันแหบพร่าและตื่นตระหนกสุดขีด
"ฮูหยิน! ไม่...ไม่ดีแล้วขอรับ! โรงเก็บสินค้าหมายเลขสาม... โรงเก็บสินค้าที่เก็บผ้าไหมทั้งหมดของท่าน... จู่ๆ ก็เกิดเพลิงไหม้ปริศนาเผาผลาญจนวอดวายกลายเป็นจุลไปหมดแล้วขอรับ!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ดัชเชสโพดำ" มาโดยตลอดนะคะ!
นางร้ายสายแกร่งขอพลิกบัญชีแค้นด้วยวิถีพ่อค้า•ตอนที่ 17
เส้นทางสายการค้าเมืองหลวง
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายแกร่งขอพลิกบัญชีแค้นด้วยวิถีพ่อค้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!