ลิฟต์โดยสารตัวเก่าของอาคารพาณิชย์อายุร่วมสี่สิบปีส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าหวาดเสียว ทุกครั้งที่มันเคลื่อนตัวผ่านแต่ละชั้น บรรยากาศภายในแคบและอับชื้นชวนให้รู้สึกอึดอัด แต่สิ่งที่กดทับยิ่งกว่าแรงโน้มถ่วง คือสายตาคมกริบของคนที่ยืนกอดอกพิงผนังตู้โดยสารอยู่ข้างกัน
ธนัชปรายตามองร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแลคเข้ารูป สถาปนิกหนุ่มนามว่ากรณิศกำลังยืนเชิดหน้ามองตัวเลขบอกชั้นดิจิทัลที่กะพริบติดๆ ดับๆ อย่างไม่สะทกสะท้านต่อความน่ากลัวของสภาพแวดล้อมรอบตัว
"ถ้ากลัวความสูงจนตัวสั่น ก็บอกผมดีๆ ครับ คุณธนัช" กรณ์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเย้าแหย่บางเบา "ทางขึ้นดาดฟ้าตึกคุณนี่แอดเวนเจอร์สมกับฐานะมหาเศรษฐีพันล้านดีแท้ ประหยัดงบค่าลิฟต์ไปได้เยอะเลยนี่ครับ"
"ผมไม่ได้กลัว" ธนัชตอบกลับทันควัน เสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนเล็กน้อยตามวิสัยคนฟอร์มจัด "แต่ผมกำลังใช้ความคิดว่า... สมองของสถาปนิกที่ยืนอยู่ตรงนี้ มันทำด้วยอะไร ถึงได้กล้าเสนอโปรเจกต์ทุบผนังรับน้ำหนักทิ้งครึ่งหนึ่ง เพียงเพื่อแลกกับวิวห่วยๆ ที่มองเห็นแค่ตึกแถวข้างๆ"
ติ๊ง!
เสียงลิฟต์จอดสนิทดังขึ้นพอดิบพอดี ประตูเหล็กเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นลมโกรกเย็นยะเยือกของชั้นดาดฟ้าที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง กรณ์ก้าวเท้าฉับๆ ออกไปก่อนโดยไม่รอให้อีกฝ่ายผายมือ ส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนซีเมนต์เก่าๆ เกิดเสียงดังสะท้อนก้องท่ามกลางโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิม
"มันไม่ใช่การมองเห็นแค่ตึกแถวครับ คุณเจ้าของตึกผู้ไร้ซึ่งจินตนาการ" กรณ์หันกลับมาเผชิญหน้า ลมบนดาดฟ้าพัดเส้นผมสีเข้มให้ปรกหน้าผากมน ชวนให้ภาพตรงหน้าดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างประหลาด "ที่ผมดีไซน์ให้เปิดโล่ง เพราะผมต้องการดึง 'แสงธรรมชาติ' เข้ามาในพื้นที่ส่วนกลาง ถ้าคุณเปิดกะลา... เอ๊ย เปิดใจมองภาพรวมที่คุณสมคิดลูกน้องคุณทำรีพอร์ตมาให้ คุณจะรู้ว่ามูลค่าการปล่อยเช่ามันจะพุ่งขึ้นอีกสามเท่าตัว"
ธนัชก้าวตามมาหยุดยืนห่างเพียงแค่ก้าวเดียว ความสูงของชายหนุ่มทั้งสองไล่เลี่ยกัน แต่รัศมีกดดันจากตัวเจ้าของตึกนั้นรุนแรงกว่าเห็นๆ นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของสถาปนิกหนุ่มราวกับจะค้นหาความดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ข้างใน
"สามเท่าตัวเหรอ?" ธนัชเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ก้าวเข้าไปประชิดอีกนิดจนกรณ์ต้องเผลอถอยหลังไปชนกับราวระเบียงเหล็กโดยอัตโนมัติ "คุณกำลังเอาความฝันลมๆ แล้งๆ มาแลกกับความปลอดภัยของคนนับร้อยที่จะเข้ามาเช่าตึกนี้ ถ้าโครงสร้างมันพังลงมาเพราะดีไซน์อาร์ตๆ ของคุณ ใครจะรับผิดชอบครับ... คุณกรณิศ?"
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะปนกับกลิ่นไอแดดและฝุ่นปูน ลมหายใจอุ่นที่ปะทะกันใกล้ชิดทำให้จังหวะการหายใจของกรณ์สะดุดไปเสี้ยววินาที แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความปากเก่งระดับปรมาจารย์ มีหรือที่คนอย่างกรณิศจะยอมก้มหัวให้สายตาดุๆ คู่นั้น
สถาปนิกหนุ่มยิ้มมุมปาก เชิดคางขึ้นท้าทาย ปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อหากไม่มีระยะห่างกั้นไว้ "ถ้าคุณกลัวความเสี่ยงขนาดนั้น ทำไมไม่ไปซื้อตึกสร้างใหม่สำเร็จรูปแถวชานเมืองล่ะครับ จะมารื้อฟื้นซากปรักหักพังทำไมให้เปลืองสมอง หรือว่า..." กรณ์แกล้งลดเสียงลงกระซิบแผ่วเบาที่ริมฝีปากอีกฝ่าย "จริงๆ แล้วคุณไม่ได้ห่วงโครงสร้างตึกหรอก... แต่คุณห่วงอย่างอื่นมากกว่า"
"ห่วงอะไร?" ธนัชถามเสียงพร่า ดวงตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาฉอดๆ ด้วยความรู้สึกหมั่นเขี้ยวระคนเอ็นดูที่เจ้าตัวไม่ยอมรับ
"ห่วงว่าถ้าแบบของผมมันออกมาสวยปังจนคุณเถียงไม่ออก... คุณจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนต่างหากล่ะครับท่านประธาน"
คำพูดกวนประสาทนั้นเรียกเสียงหัวเราะต่ำในลำคอจากธนัชได้ทันที มือหนาที่เคยซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงถูกยกขึ้นมาวางทาบลงบนราวระเบียงเหล็กข้างตัวกรณ์ เป็นการกักขังกลายๆ โดยไม่ต้องสัมผัสโดนตัว แต่มันกลับสร้างแรงสั่น ภายในอกของคนตัวเล็กกว่าอย่างมหาศาล
"ปากเก่งแบบนี้... ถ้าผลงานออกมาไม่เป็นอย่างที่คุย คุณเตรียมตัวโดนปรับจนหมดตัวแน่ครับ" ธนัชโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่เหนือพวงแก้ม "แล้วก็เลิกเรียกผมว่าท่านประธานเสียที ผมฟังแล้วมันรู้สึกเหมือนแก่"
"ก็อายุอานามคุณมัน..."
กรณิศยังไม่ทันได้ต่อประโยคให้จบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมเสียงหอบหายใจของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากบันไดหนีไฟด้านหลัง
"คุณธนัชครับ! คุณกรณ์!"
สมคิด เลขานุการหนุ่มวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาบนดาดฟ้า สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลโทรมกายราวกับเพิ่งวิ่งหนีผีมาหมาดๆ
ธนัชถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผละตัวถอยห่างจากกรณ์ด้วยความไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ เขายืดตัวตรงแล้วปัดเสื้อสูทให้เข้ารูป "มีอะไรสมคิด ถึงได้ทำหน้าเหมือนโลกจะแตกขนาดนั้น?"
สมคิดกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ยกมือขึ้นชี้ไปทางบันไดที่เพิ่งวิ่งขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศบนดาดฟ้าเย็นเยียบลงในพริบตา
"ท่านประธานครับ... คุณแม่... เอ่อ... คุณหญิงแม่ท่านมาถึงล็อบบี้แล้วครับ! ตอนนี้กำลังขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นนี้พร้อมกับ... ว่าที่คู่หมั้นที่คุณท่านเพิ่งหามาให้ครับ!"
ธนัชชะงักกึก นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ขณะที่กรณิศที่ยืนอยู่ข้างๆ เผลอหลุดเสียงหัวเราะคิกออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยแซวด้วยสายתะเป็นประกายเจ้าเล่ห์
"อุ๊ย... ดูท่าทางงานนี้ 'ว่าที่เจ้าของตึก' จะไม่ได้ปวดหัวแค่เรื่องโครงสร้างซะแล้วล่ะมั้งครับเนี่ย"
ธนัชหันขวับมามองหน้าสถาปนิกปากจัดสลับกับเลขานุการส่วนตัว ก่อนที่มุมปากหยักจะกระตุกยิ้มร้ายกาจออกมาในเสี้ยววินาที
มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของกรณ์ทันทีโดยที่เจ้าตัวไม่ทันตั้งตัว ออกแรงกระชากเบาๆ ให้เข้ามาหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของตน พร้อมกับเอسพึมพำลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"ถ้าอยากรอดจากการโดนคุณแม่ผมซักฟอกว่าเป็นใคร... ยืนเงียบๆ แล้วทำตัวเป็นคนรักที่เชื่อฟังผมซะดีๆ ครับ คุณสถาปนิก"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงประตูทางขึ้นดาดฟ้าก็เปิดผางออก พร้อมกับเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ...
— โปรดติดตามตอนต่อไป —
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความกวนประสาทและเคมีที่ชวนใจสั่นนี้ด้วยกันนะครับ
สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกหน้าตาย•ตอนที่ 2
ทัศนคติที่สวนทาง
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกหน้าตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!