"วางมือจากเอกสารฉบับนั้นเสียเถอะลินิน ก่อนที่ความอยากรู้อยากเห็นของเธอจะกลายเป็นเพลิงเผาผลาญทุกอย่างที่เราสร้างมา"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของท่านชายเอเลียสไม่ได้ดังก้อง แต่กลับเสียดแทงลงไปในโสตประสาทของลินินจนปลายนิ้วที่ถือกระดาษตราครั่งสีแดงฉานสั่นระริก เธอไม่ได้เงยหน้ามองเขา แววตาของหญิงสาวจดจ้องอยู่เพียงข้อความในจดหมายเหตุที่ถูกค้นพบในลิ้นชักลับใต้ฐานรูปปั้นในห้องสมุดเก่าแก่ของคฤหาสน์วินด์เซอร์ ความเงียบงันภายในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบจางๆ และกระดาษเก่าสร้างความกดดันจนลมหายใจของเธอติดขัด
ลินินค่อยๆ วางกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะไม้โอ๊คอย่างเชื่องช้า ความสง่างามที่เธอพยายามรักษาไว้ดูเหมือนจะร่วงหล่นไปพร้อมกับความเชื่อมั่นที่พังทลายลงในพริบตา "ท่านชาย... ความผิดบาปของคนรุ่นพ่อแม่ ไม่ควรจะเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามขาทายาทไว้แบบนี้ใช่ไหมคะ?"
เอเลียสขยับกายจากเงามืดของมุมห้อง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านบานหน้าต่างกระจกสีสาดส่องลงบนใบหน้าหล่อเหลาที่วันนี้ดูซีดเผือดกว่าปกติ เขาสวมชุดคลุมผ้าไหมสีเข้ม มือเรียวยาวสวมแหวนตระกูลวางลงบนโต๊ะเพื่อกดทับเอกสารแผ่นนั้นไว้ ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความอ่อนโยนเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา มีเพียงความเศร้าโศกอันลึกซึ้งที่เขาสวมทับไว้ด้วยความเย็นชา
"เรื่องบางเรื่อง... การไม่รู้คือพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลินิน" เขากล่าวเสียงพร่า "ครอบครัวของเธอไม่ได้ถูกล่มสลายเพราะโชคร้าย แต่มันถูกทำลายด้วยน้ำมือของคนในตระกูลของฉัน... และฉันเองก็คือผลผลิตของความผิดบาปนั้นที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อชดใช้"
ลินินแค่นยิ้มออกมาโดยที่น้ำตาเอ่อล้นคลอหน่วยตา "ชดใช้? ท่านเรียกการแต่งงานที่เต็มไปด้วยพันธะลับ การกักขังฉันไว้ในกรงทองที่เรียกว่า 'คู่หมั้น' ว่าเป็นการชดเชยงั้นหรือคะ? หรือจริงๆ แล้วท่านแค่ต้องการเฝ้ามองความพินาศของสิ่งที่เหลืออยู่ของวงศ์ตระกูลฉัน ให้สมกับที่บรรพบุรุษท่านได้วางรากฐานเอาไว้?"
"มันซับซ้อนกว่านั้นมาก" เอเลียสเดินเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายเขา แต่ความรู้สึกของลินินกลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ในคืนที่พ่อของเธอถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ตระกูลวินด์เซอร์คือผู้ถือดาบ แต่ฉันคือผู้ที่แอบเก็บรักษาจดหมายฉบับสุดท้ายที่พ่อของเธอเขียนถึงเธอเอาไว้... จดหมายที่ระบุชัดเจนว่าใครคือผู้ทรยศตัวจริง"
คำพูดนั้นราวกับมีดคมที่กรีดลงกลางใจลินิน ความโกรธเกรี้ยว ความสงสัย และความเจ็บปวดตีรวนกันอยู่ในอก หากสิ่งที่เอเลียสพูดเป็นความจริง เท่ากับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอตกหลุมรักศัตรูที่ทำลายชีวิตเธออย่างหมดหัวใจหรือ?
"เซบาสเตียนบอกฉันว่าท่านเป็นคนดี" ลินินเอ่ยเสียงสั่น "แต่เซบาสเตียนก็เป็นคนของท่าน... ทั้งหมดนี้คือการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยใช่ไหมคะ เอเลียส?"
เอเลียสชะงักไป ดวงตาที่เคยคมกล้าสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย เขาโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกับใบหูของเธอ "เซบาสเตียนไม่ใช่คนของฉัน ลินิน... เขาเป็นคนของ 'คนคนนั้น' ต่างหาก"
ลินินขมวดคิ้ว "คนคนนั้น... ท่านหมายถึงใคร?"
ก่อนที่เอเลียสจะได้ตอบ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแต่เชื่องช้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน บานประตูไม้แกะสลักถูกผลักออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างของเลดี้คามิลล่าที่ยืนตระหง่านอยู่ในชุดราตรีสีดำสนิท ราวกับนางพญาที่พร้อมจะกางปีกครอบงำทุกอย่างในคฤหาสน์แห่งนี้ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าสวยคมของเธอ มือข้างหนึ่งของเธอถือถุงกำมะหยี่สีเข้มซึ่งภายในมีอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนจะสั่นคลอนความมั่นคงของทุกคนในห้อง
"ดูเหมือนว่าความจริงที่แสนหวานกำลังจะถูกเปิดเผยแล้วสินะคะ" เลดี้คามิลล่าเอ่ยพลางย่างสามขุมเข้ามาใกล้ "ท่านชาย... ท่านลืมไปแล้วหรือว่าอำนาจที่ท่านถือครองอยู่นั้น มีตราประทับของใครอยู่บนเอกสารสิทธิ์ขาดของตระกูลลินิน?"
เธอยื่นถุงกำมะหยี่นั้นวางลงบนโต๊ะข้างๆ เอกสารลับของเอเลียส ลินินมองเห็นแหวนตราที่สลักลวดลายเดียวกับที่พ่อของเธอเคยสวมใส่ แต่มันถูกประดับด้วยอัญมณีสีเลือดที่คามิลล่าเพิ่งได้มาใหม่ เอเลียสถอยหลังกลับไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าของเขาดูไร้ซึ่งหนทางสู้
"คามิลล่า..." เอเลียสพึมพำ
"ไม่ต้องเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงนั้น" หญิงสาวผู้ทรงอำนาจกล่าวพลางหันมามองลินินด้วยสายตาเหยียดหยาม "เธอรู้ไหมลินิน? พ่อของเธอไม่ได้ตายเพราะความผิดบาปที่ใครยัดเยียดให้ แต่เขาตายเพราะเขาดันไปรู้ความลับที่ว่า 'ท่านชายเอเลียส' ไม่ใช่สายเลือดที่แท้จริงของตระกูลวินด์เซอร์ แต่เป็นเพียงเด็กที่ถูกลักพาตัวมาเพื่อสวมรอยเป็นทายาท เพื่อรอวันที่จะถูกกำจัดทิ้งโดยฉัน... เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม"
ลินินเบิกตากว้าง ความจริงที่กระแทกเข้ามาทำให้โลกทั้งใบหมุนคว้าง เธอหันไปมองเอเลียสที่ยืนนิ่งราวกับรูปสลัก เขาไม่ได้ปฏิเสธ... เขาเพียงแต่หลับตาลงรับความจริงนั้นด้วยความเจ็บปวดที่ปิดบังไว้ไม่มิด
ในวินาทีนี้นั่นเอง เสียงกระซิบจากเงามืดที่มุมห้องก็ดังขึ้น เสียงที่คุ้นเคยยิ่งกว่าใคร... เสียงของพ่อบ้านเซบาสเตียนที่ยืนอยู่เบื้องหลังคามิลล่าพร้อมกับถือมีดสั้นที่ชี้ตรงมาที่แผ่นหลังของเอเลียส
"ความจริงมักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอครับท่านชาย" เซบาสเตียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง "และสำหรับคุณลินิน... คุณคงต้องเลือกว่าจะอยู่เคียงข้างตุ๊กตาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงคุณ หรือจะก้าวเดินไปบนกองซากศพของความลับนี้เพียงลำพัง"
คามิลล่าเอื้อมมือไปคว้าคางของลินินให้เงยขึ้นสบตา "เลือกสิคะลินิน ว่าจะให้ฉันฆ่าเขาเดี๋ยวนี้ หรือจะยอมเป็นเครื่องมือให้ฉันทำลายตระกูลวินด์เซอร์ให้ราบคาบด้วยมือของเธอเอง?"
ลินินมองมีดในมือเซบาสเตียน แล้วหันไปมองเอเลียสที่กำลังรอคอยคำตัดสินของเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและรอยร้าวลึก เธอสูดหายใจเข้าลึก ความรู้สึกหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่ก่อตัวขึ้นในจิตวิญญาณ
"ถ้าหากทุกอย่างคือความลวง..." ลินินเอ่ยเสียงเรียบพลางคว้ามีดสั้นจากมือเซบาสเตียนมาถือไว้แน่น "ฉันก็จะขอเป็นคนจบเรื่องราวละครฉากนี้ด้วยตัวของฉันเอง"
เธอก้าวเข้าไปหาคามิลล่าแล้วกดปลายมีดลงบนหน้าอกของอีกฝ่าย ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคนในห้อง ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่ว จนกระทั่งประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้งโดยบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะยังมีชีวิตอยู่... คนที่ถือหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะทำลายล้างทุกคนในที่แห่งนี้ให้พินาศไปพร้อมกัน!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดแห่งความลับนี้ไปกับจูบแรกยามสายัณห์นะคะ
พันธะลับใต้เงาจันทร์ค้างคืน•ตอนที่ 31
ความจริงที่น่าตกใจ
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะลับใต้เงาจันทร์ค้างคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!