“สายเลือดไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาล้อเล่นนะคะ ท่านชายเอเลียส... โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ไม่มีแม้แต่ประวัติในสมุดบันทึกสีน้ำเงินของตระกูล”
เสียงเย็นเยียบของดัชเชสเอเลน่า ดังแทรกผ่านความเงียบงันภายในห้องโถงกว้างที่ประดับด้วยภาพวาดบรรพบุรุษนับร้อยปี ลินินนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีเลือดนก ปลายนิ้วของเธอเย็นเฉียบจนต้องกำชายกระโปรงไว้แน่นเพื่อไม่ให้มันสั่นไหวต่อหน้าเหล่าญาติผู้ใหญ่ของตระกูลเอเลียสที่กำลังจ้องมองเธอราวกับพิจารณาสินค้าที่ชำรุด
ท่านชายเอเลียสนั่งอยู่ข้างเธอ ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มทอดสายตามองไปยังป้าของเขาด้วยแววตาเรียบเฉย ทว่าสันกรามที่ขบแน่นจนนูนเด่นนั้นบอกชัดว่าเขากำลังอดกลั้นต่อความเดือดดาลที่พร้อมจะปะทุ
“ลินินไม่ใช่สินค้าหรือตัวหมากในเกมอำนาจของพวกท่านนะคะ ท่านป้า” เอเลียสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาต่ำและทรงพลัง “และผมไม่เคยอนุญาตให้ใครในห้องนี้เรียกเธอด้วยถ้อยคำดูแคลนเช่นนั้น”
“โอ้... ความรักทำให้ท่านชายตาบอดไปถึงขั้นลืมสถานะของตนเองเลยหรือคะ?” เลดี้คามิลล่าที่นั่งอยู่มุมห้องขยับยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีเทาของเธอวาวโรจน์ด้วยความสะใจ “พวกเราต่างรู้ดีว่าสายเลือดของลินินอาจจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของตระกูล... ไม่ใช่หรือคะ? ความลับที่ถูกฝังอยู่ใต้เงาจันทร์นั่นน่ะ”
ลินินสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่แผ่วเบาแต่หนักแน่นจากมือของเอเลียสที่วางอยู่บนหน้าตักของเธอ เขาไม่ได้หันมามอง แต่เขากำลังบอกให้เธออดทน ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านสันหลังของลินินเมื่อตระหนักว่าเหล่าญาติผู้ใหญ่เหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่มาเพื่อขัดขวางความสัมพันธ์ แต่มาร่วมกัน "ปิดปาก" ความลับที่เธอเองก็ยังไม่กระจ่างแจ้งเกี่ยวกับต้นกำเนิดของตนเอง
“ความลับงั้นหรือคะ?” ลินินตัดสินใจเอ่ยขึ้น เสียงของเธอแม้จะแผ่วเบาแต่ทว่ากังวานและเยือกเย็น เธอเงยหน้าสบตาดัชเชสเอเลน่าอย่างไม่เกรงกลัว “หากตระกูลเอเลียสยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยเกียรติยศดั่งที่กล่าวอ้าง เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ไร้ซึ่งอำนาจในมือกันคะ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงทันที ดัชเชสเอเลน่าชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและน่าขนลุก
“เพราะเธอไม่รู้ตัวหรอกว่าเธอกำลังแบกรับสิ่งใดอยู่” ดัชเชสขยับตัวพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาทรงอำนาจจดจ้องที่ลำคอของลินิน “รอยปานรูปจันทร์เสี้ยวที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าพันคอผืนนั้น... เธอคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ความบังเอิญของธรรมชาติงั้นหรือคะ?”
ลินินเผลอยกมือขึ้นสัมผัสลำคอโดยสัญชาตญาณ เอเลียสชะงักไปเล็กน้อย เขารู้เรื่องรอยปานนี้ แต่เขาก็ไม่เคยบอกเธอว่ามันมีความหมายสำคัญอย่างไรต่อตระกูลของเขา ความระแวงเริ่มกัดกินจิตใจของลินินอีกครั้ง เธอหันไปมองชายหนุ่มข้างกายเพื่อหาคำตอบ ทว่าใบหน้าของเขากลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน
“พอได้แล้วค่ะ” เอเลียสลุกขึ้นยืน ร่างกายสูงใหญ่ของเขาสร้างเงาทอดลงมาปกคลุมบรรยากาศที่ตึงเครียด “การสนทนาในวันนี้จบลงแล้ว หากท่านป้ายังคิดจะเล่นเกมการเมืองด้วยการเอาชีวิตของคนรักของผมมาเป็นเครื่องต่อรอง... ท่านก็ย่อมรู้ดีว่าผมสามารถทำลายสมุดบันทึกเล่มนั้นได้ด้วยมือของผมเอง”
คำขู่ของเอเลียสทำให้ใบหน้าของดัชเชสและญาติคนอื่นๆ ซีดเผือดลงทันที สมุดบันทึกเล่มนั้นคือหลักฐานชิ้นสุดท้ายของความชอบธรรมในการครอบครองที่ดินและทรัพย์สินของตระกูล หากมันหายไป ทุกอย่างที่พวกเขาสร้างมาจะมลายหายไปในพริบตา
“ท่านชาย... ท่านกำลังตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตนะคะ” ดัชเชสลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธจัด ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับคามิลล่าที่ทิ้งสายตาอาฆาตไว้ให้ลินินจนวินาทีสุดท้าย
เมื่อประตูปิดลง ความเงียบที่เหลืออยู่กลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม ลินินลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเอเลียส เธอต้องการคำตอบ เธอต้องการรู้ว่าเหตุใดความรักของพวกเขาทั้งสองจึงกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
“บอกความจริงฉันมาค่ะเอเลียส” ลินินเอ่ย น้ำตาคลอเบ้าแต่สายตายังคงมั่นคง “รอยปานของฉัน... มันเชื่อมโยงกับสิ่งที่ท่านพยายามจะปกปิดมาโดยตลอดใช่ไหมคะ? ฉันไม่ใช่แค่คนแปลกหน้าที่ท่านพบในค่ำคืนนั้น... ใช่หรือเปล่า?”
เอเลียสถอนหายใจยาว เขาก้าวเข้ามาใกล้จนลมหายใจของเขารดที่ข้างแก้มของเธอ ก่อนจะเชยคางเธอขึ้นช้าๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวงแหน
“ลินิน... ผมอยากให้คุณใช้ชีวิตอยู่กับผมโดยไม่ต้องรู้เรื่องนั้น แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะใจร้ายกับเราเหลือเกิน” เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูเธอ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ “คุณไม่ใช่คนนอก... แต่คุณคือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของศัตรูที่ครอบครัวของผมสาบานว่าจะกำจัดให้สิ้นซากนับตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน”
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องโถงก็ถูกผลักออกอย่างแรงโดยเซบาสเตียน พ่อบ้านคนสนิทที่ปกติจะมีท่าทีสงบเสงี่ยมอยู่เสมอ ทว่าตอนนี้เขากลับมีสีหน้าตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด ในมือของเขามีจดหมายที่ประทับตราครั่งสีดำสนิท ซึ่งเป็นตราประทับที่ลินินไม่เคยเห็นมาก่อนในบ้านหลังนี้
“ท่านชายครับ... พวกเขามาถึงแล้วครับ... คนของสภาคณะที่ปรึกษาลับ” เซบาสเตียนหอบหายใจ “และพวกเขามีคำสั่งให้นำตัวคุณลินินไปตรวจสอบที่หอคอยทมิฬทันที... ในข้อหาเป็นผู้สืบทอดสายเลือดต้องห้าม”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดแห่งความลับนี้ไปกับจูบแรกยามสายัณห์นะคะ
พันธะลับใต้เงาจันทร์ค้างคืน•ตอนที่ 32
ความกดดันจากครอบครัวเอเลียส
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะลับใต้เงาจันทร์ค้างคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!