“วางมันลงเสีย เลดี้คามิลล่า... หากท่านยังปรารถนาจะรักษาปลายนิ้วที่งดงามคู่นั้นไว้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของท่านชายเอเลียสกรีดผ่านความเงียบงันในโถงทางเดินชั้นบนดั่งคมมีด ลินินที่ยืนหลบมุมอยู่ในเงามืดของเสาหินอ่อนแทบจะหยุดหายใจ เธอเห็นเลดี้คามิลล่าชะงักมือที่กำลังแตะต้องกรอบรูปภาพวาดบรรพบุรุษที่บิดเบี้ยวผิดรูป—ดวงตาในภาพวาดนั้นเลื่อนลอยผิดธรรมชาติ ราวกับกำลังมองทะลุผ่านผนังคฤหาสน์ไปสู่ห้วงมิติที่ไม่มีใครเข้าถึง
“ท่านชายกำลังล้อเล่นกับความอดทนของดิฉันนะคะ” คามิลล่าหมุนตัวกลับมาช้าๆ แสงเทียนที่สั่นไหวขับเน้นใบหน้าที่ฉาบไว้ด้วยเครื่องสำอางราคาแพง แต่นัยน์ตากลับวาวโรจน์ด้วยความหวาดระแวง “ที่นี่ไม่ใช่ที่เดิมอีกต่อไป ท่านก็รู้… เข็มนาฬิกาทุกเรือนในบ้านหลังนี้หยุดเดินพร้อมกันในเวลาเที่ยงคืนสิบสามนาที แต่มันยังคง ‘ขยับ’ ในแบบที่ไม่มีใครควรเห็น”
ลินินกำชายกระโปรงแน่นจนมือสั่น เธอสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติมาหลายวันแล้ว ทั้งเสียงฝีเท้าที่ดังสะท้อนทั้งที่ไม่มีใครเดิน หรือแม้แต่กุหลาบในแจกันที่เหี่ยวเฉาและผลิบานสลับกันไปมาในชั่วพริบตา แต่คำพูดของคามิลล่าที่ยืนยันว่า ‘เวลา’ กำลังกลายเป็นสิ่งบิดเบี้ยวกลับทำให้ความเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วกระดูกสันหลัง
“เวลาที่หยุดนิ่ง คือพันธสัญญาของตระกูลเรา คามิลล่า” เอเลียสก้าวเข้ามาใกล้ ห่างจากหญิงสาวเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้หอมจางๆ ผสมกับกลิ่นอายอับชื้นของกระดาษเก่าลอยมาแตะจมูกลินิน “หากเจ้าไม่รู้จักวางตัวให้อยู่ในขอบเขต จงกลับไปที่ที่เจ้าจากมา ก่อนที่กาลเวลาจะกลืนกินเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่เงา”
“ท่านขู่ดิฉันงั้นหรือคะ?” คามิลล่าเหยียดยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ไปถึงดวงตา “อย่าลืมสิคะว่าใครกันแน่ที่ถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องของ ‘ความลับที่ตายไปแล้ว’ ลินินไม่ได้ใสซื่ออย่างที่ท่านพยายามปกป้องหรอกนะคะ เธอเองก็เริ่มรู้สึกตัวแล้ว... ใช่ไหมคะ ลินิน?”
หัวใจของลินินกระตุกวูบ เธอถูกพบตัวแล้ว
เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้าวออกมาจากเงามืดด้วยท่าทีสงบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะปั่นป่วนราวกับพายุ “ดิฉันเพียงแค่หลงทางค่ะ ท่านชาย... และดูเหมือนว่าเข็มทิศในคฤหาสน์หลังนี้จะใช้งานไม่ได้อีกต่อไป”
เอเลียสหันมามองเธอ สายตาคมกริบนั้นอ่อนแสงลงเพียงชั่ววูบ ก่อนจะกลับมาเย็นชาดั่งน้ำแข็ง “เซบาสเตียนรอเจ้าอยู่ที่ห้องสมุด เขามีเรื่องที่ต้อง ‘ทำความเข้าใจ’ กับเจ้าเรื่องนาฬิกาดาราศาสตร์ที่โถงกลาง อย่าได้ออกเดินเพ่นพ่านในยามที่เงาของจันทร์ค้างคืนกำลังร่ายรำเช่นนี้”
ลินินลอบมองนาฬิกาตั้งพื้นขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง มันไม่มีเข็มบอกเวลาเหลืออยู่แม้แต่เข็มเดียว ทว่ากลไกภายในกลับส่งเสียง ‘ติ๊ก… ติ๊ก…’ แผ่วเบาและรัวเร็วราวกับหัวใจที่กำลังแตกสลาย เธอเดินผ่านเอเลียสไปโดยไม่สบตา ความรู้สึกอึดอัดนี้หนักหนาสาหัสกว่าการเผชิญหน้ากับศัตรูที่ถือมีดเล่มไหนๆ
เมื่อถึงห้องสมุด เซบาสเตียนยืนรออยู่ข้างโต๊ะทำงานไม้โอ๊กเก่าแก่ ในมือของเขาถือนาฬิกาพกสีเงินสนิมเขรอะ “คุณลินินครับ... ได้โปรด อย่าพยายามมองหาคำตอบจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง”
“แต่มันมีอยู่จริง เซบาสเตียน” ลินินวางมือลงบนหนังสือเก่าที่เขาวางไว้ “ทำไมนาฬิกาถึงหยุดเดิน? และทำไมท่านชายถึงทำเหมือนว่ามันเป็นเรื่องปกติ?”
พ่อบ้านชราถอนหายใจยาว แววตาของเขาดูเหนื่อยล้ากว่าทุกครั้ง “ตระกูลของเราถูกสาปให้ติดอยู่ในรอยแยกของวินาทีที่สิบสาม... นานมาแล้ว บรรพบุรุษของท่านชายทำพันธสัญญาไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แต่ราคามันแพงกว่าที่ท่านคิดมากครับ มันไม่ใช่แค่การหยุดเดินของเวลา แต่มันคือการ ‘ขโมย’ เวลาจากอนาคตของคนรอบข้างมาเติมเต็มปัจจุบันที่ไม่มีวันดับสูญ”
ลินินรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ากำลังสั่นไหว “ถ้าอย่างนั้น... ที่ฉันอยู่ที่นี่ ที่ฉันจำอดีตของตัวเองไม่ได้ นั่นก็เพราะ...”
“เพราะคุณไม่ใช่คนในยุคสมัยนี้แต่แรกแล้วครับคุณลินิน” เซบาสเตียนขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “คุณคือสิ่งที่ถูก ‘ดึง’ มาเพื่อแก้ไขรอยร้าว แต่ดูเหมือนว่ายิ่งคุณเข้าใกล้ความจริงมากเท่าไหร่ เวลาที่ควรจะหยุดนิ่งกลับเริ่มหมุนย้อนกลับมาหักคอพวกเราทุกคน”
ลินินก้าวถอยหลัง แต่ทว่า... ทันใดนั้น ไฟในห้องสมุดก็ดับวูบลงพร้อมกันทุกดวง เหลือเพียงแสงจันทร์สีซีดที่ส่องผ่านหน้าต่างบานสูงเข้ามา สิ่งที่เธอเห็นถัดจากเซบาสเตียนทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
ไม่ใช่แค่เซบาสเตียนที่ยืนอยู่ตรงนั้น... แต่มีร่างของ ‘ตัวเธอเอง’ อีกร่างหนึ่งยืนซ้อนทับอยู่ในเงามืด ร่างนั้นกำลังยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงห้ามปราม ก่อนจะเอื้อมมือที่โปร่งแสงราวกับควันไฟมาสัมผัสที่ข้อมือของเธอ พร้อมกับเสียงกระซิบที่แว่วดังมาจากอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง
“อย่าไว้ใจใคร... แม้แต่เงาที่อยู่ข้างตัวท่านในตอนนี้”
ร่างนั้นสลายกลายเป็นละอองสีเทา ก่อนที่นาฬิกาเรือนใหญ่ทั้งคฤหาสน์จะเริ่มส่งเสียงลั่นดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า เข็มนาฬิกาทุกเรือนดีดตัวขึ้นชี้ไปที่เลขสิบสามพร้อมกันอย่างรุนแรงจนกระจกทุกบานในห้องสมุดแตกกระจาย ท่ามกลางเศษแก้วที่ปลิวว่อน ประตูห้องสมุดถูกกระชากเปิดออกด้วยฝีมือของท่านชายเอเลียสที่ดูราวกับปีศาจที่เพิ่งหลุดออกมาจากนรก ในมือของเขาถือมีดสั้นเล่มหนึ่งที่เปล่งแสงสีน้ำเงินประหลาด... และเขากำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดแห่งความลับนี้ไปกับจูบแรกยามสายัณห์นะคะ
พันธะลับใต้เงาจันทร์ค้างคืน•ตอนที่ 28
เข็มนาฬิกาที่หยุดเดิน
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะลับใต้เงาจันทร์ค้างคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!