พันธะลับใต้เงาจันทร์ค้างคืน•ตอนที่ 42

โลกภายนอกที่ไร้สีสัน

ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
กลิ่นอายของกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ และกลิ่นอับของหมึกราคาถูก ช่างแตกต่างจากกลิ่นหอมกรุ่นของกำยานไม้กฤษณาและชาดาร์จีลิ่งเกรดพรีเมียมในคฤหาสน์ตระกูลวาล็อคราวฟ้ากับเหว ลินินขยับปลายนิ้วที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายสีขาว—เครื่องรางชิ้นเดียวที่เธอยังคงหลงเหลือไว้เพื่อป้องกันตัวเองจากความสกปรกโสมمของโลกภายนอก—พลิกหน้าหนังสือพิมพ์รายวันแผ่นบางเฉียบ ตัวอักษรพิมพ์ดีดสีดำที่เลอะเลือนสะท้อนภาพใบหน้าอันเรียบเฉยของหญิงสาวผู้กำลังพยายามกลืนกินตัวตนที่แท้จริงลงไปในลำคอ "ชานมถ้วยนี้ราคาถูกกว่าค่าดอกไม้ที่ประดับบนโต๊ะเสวยของท่านชายในหนึ่งวินาทีเสียอีกนะคะ คุณลินิน" เสียงกระซิบแหบพร่าของหญิงเจ้าของห้องเช่าคับแคบดังขึ้น พร้อมกับถ้วยกระเบื้องเคลือบที่มีรอยร้าวเป็นเส้นใยแมงมุมถูกวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง ลินินไม่แม้แต่จะชายตาแลเครื่องดื่มไร้รสนิยมนั้น ดวงตาคู่คมกริบใต้ปีกหมวกปีกกว้างยังคงจ้องมองผ่านหน้าต่างกระจกบานเล็ก ออกไปสู่ถนนสกปรกที่มีสายฝนปรอยปรายลงมาเคลือบเคลือบเมืองหลวงแห่งนี้ให้กลายเป็นสีเทาหม่น ไม่มีสีสัน ไม่มีเสียงดนตรีคลาสสิกบรรคลอเบาๆ ไม่มีบ่าวไพร่ค้อมกายถวายความเคารพ ทุกสิ่งรอบตัวในย่านคนยากจนนี้คือความหยาบกระด้างที่กำลังกัดกร่อนวิญญาณชั้นสูงของเธอทีละน้อย "มันก็แค่... สสารรูปแบบหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนสภาพไปตามสถานะทางการเงินเท่านั้นค่ะ มาดาม" ลินินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่ากิริยาท่าทางการยกถ้วยขึ้นจิบรสชาติฝื่อนเฝื่อนนั้น กลับยังคงรักษาความสง่างามราวกับกำลังดื่มด่ำไวน์วินเทจหายากในห้องจัดเลี้ยงของราชสำนัก ตั้งแต่คืนที่เธอตัดสินใจก้าวเท้าหนีออกมาจากเงาสลัวของคฤหาสน์หลังงามและอ้อมกอดอันตรายของท่านชายเอเลียส โลกใบนี้ก็พลันสูญเสียเฉดสีอันเย้ายวนใจไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความจริงอันเปลือยเปล่าและหนาวเหน็บ ลินินซ่อนรอยแผลเป็นทางใจไว้ใต้เสื้อคอเต่าสีทึบ เธอกำลังเล่นเกมหลบหนีที่เดิมพันด้วยลมหายใจ ทว่าลึก and ลงไปในห้วงคำนึง ความโหยหาความหรูหรา โอ่อ่า และกลิ่นอายอำนาจที่เคยคุ้น กลับกรีดลึกจนสร้างความเจ็บแปลบทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออก *ท่านชายเอเลียส... พระองค์จะทรงกริ้วสักเพียงใด เมื่อทรงพบว่านกน้อยในกรงทองของพระองค์บินหนีมาติดกับดักในโคลนตมเช่นนี้?* ความคิดนั้นถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็วเมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่บันไดไม้ด้านนอก ประตูห้องเช่าถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซึ่งมารยาท เลดี้คามิลล่า ไม่ได้สวมชุดกระโปรงสุ่มไก่ฟูฟ่องราคาแพงดังเช่นเคย ทว่าสตรีผู้สูงศักดิ์และทรงความทะเยอทะยานที่สุดในแวดวงสังคมชั้นสูงผู้นี้ กลับสวมเสื้อคลุมกันฝนเนื้อหยาบ ปิดบังใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและคราบโคลน ลินินวางถ้วยชาลงอย่างช้าๆ ไม่มีอาการตกใจ ไม่มีเสียงกรีดร้อง มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงแม้ในยามตกอับ "เธอช่างกล้านักนะ ลินิน ที่กล้าบังAทิ้งทุกสิ่งแล้วมาซ่อนตัวอยู่ในรูหนูสกปรกนี่" คามิลล่าก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เจือจางด้วยกลิ่นอับของห้องทำให้สตรีผู้สูงศักดิ์ต้องขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ "คิดหรือว่าการหนีมาอยู่ที่นี่ จะทำให้เธอหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเอเลียส... หรือหลุดพ้นจากความจริงที่ว่า เธอมันก็เป็นแค่เศษสวะที่เขาเก็บมาเลี้ยงแก้เหงา!" ลินินลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงสง่าของเธอทำให้คามิลล่าต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีรัตติกาลของอดีตสาวใช้ผู้กุมความลับตระกูลวาล็อคฉายแววเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง "ถ้าดิฉันเป็นแค่เศษสวะ แล้วเหตุใดเลดี้ผู้สูงศักดิ์เช่นท่าน ถึงต้องลดตัวมาถึงโคลนตมเพื่อตามหาดิฉันด้วยเล่าคะ?" ลินินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "หรือว่า... ท่านชายเอเลียสทรงปฏิเสธที่จะมอบแหวนหมั้นวงนั้นให้ท่าน จนกว่าพระองค์จะทรงหาตัวดิฉันพบกันแน่?" คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าจุดเปราะบาง คามิลล่าหน้าถอดสี ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงเข้มสั่นระริกด้วยความแค้น มือภายใต้ถุงมือหนังกำยำสั่นเทา ก่อนที่เธอจะหยิบซองจดหมายสีครีมตราประทับตราประจำตระกูลวาล็อคออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม แล้วโยนมันลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวไม้ดังสะท้อนก้องในความเงียบ "อ่านเสีย... แล้วเธอจะรู้ว่าการหนีของเธอในครั้งนี้ มันสร้างความหายนะให้ใครบ้าง" คามิลล่าแค่นหัวเราะด้วยความสมเพช "เซบาสเตียนถูกสั่งขังคุกใต้ดินเรียบร้อยแล้ว ด้วยข้อหากบฏ... และข้อหาช่วยเหลือเธอหลบหนี!" หัวใจของลินินกระตุกวูบ ภาพของพ่อบ้านชราผู้ซื่อสัตย์และเคร่งครัดในกฎระเบียบผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ความเย็นเยียบแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง ทว่าสีหน้าของเธอยังคงนิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ เธอยื่นมือที่สวมถุงมือสีขาวออกไปหยิบซองจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เมื่อเปิดผนึกออก ลายมือหวัดแต่ทรงพลังของท่านชายเอเลียสปรากฏแก่สายตา ความหมายในบรรทัดสุดท้ายทำให้ลมหายใจของลินินขาดห้วงไปชั่วขณะ *—"หากเธอยังไม่กลับมาคุกเข่ายอมรับโทษด้วยตัวเองภายในเที่ยงคืนนี้ ศรีษะของเซบาสเตียนจะถูกส่งไปประดับที่ประตูคฤหาสน์ พร้อมกับชื่อของเธอที่จะถูกลบออกจากบันทึกประวัติศาสตร์ตระกูลวาล็อคตลอดกาล"* ในวินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—เป็นจังหวะหนักแน่นที่คุ้นเคยอย่างไร้ที่ติ ประตูห้องเช่าถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิทของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในมหานครแห่งนี้ แสงไฟสลัวจากทางเดินสาดส่องกระทบดวงตาคู่คมสีอำพันที่กำลังจ้องมองตรงมายังลินินราวกับพญาอินทรีที่พบเหยื่อในกรง "เกมซ่อนหาจบลงแล้วกระมัง... ที่รักของฉัน" ท่านชายเอเลียสเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงไปด้วยความอันตรายถึงชีวิต ขณะที่ก้าวเข้ามาในห้องคับแคบและปิดตายทางหนีทีไล่ของเธอจนสิ้นเชิง จูบแรกยามสายัณห์หวังว่าหัวใจของนักอ่านจะยังคงเต้นแรงไปพร้อมกับความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผยในบทหน้าเสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะลับใต้เงาจันทร์ค้างคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%