กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินคับแคบ อบอวลปะปนกับควันจางๆ ที่ลอยกรุ่นมาจากถ้วยกาแฟกระดาษไร้ลวดลาย รินรดากำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบรรจงเช็ดคราบเลือดและรอยถลอกบนขมับของธามอย่างเบามือที่สุด นิ้วเรียวของเธอสั่นเทาเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของค่ำคืนนี้ แต่เป็นเพราะความตื่นกลัวที่ยังตกค้างอยู่ในกระแสเลือดจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อชั่วโมงก่อน
ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาเลยตั้งแต่พวกเขาหนีตายหลุดรอดจากเงื้อมมือของกลุ่มคนชุดดำที่ตามล่าต้นฉบับโบราณเล่มนั้น เสียงฝนที่เริ่มโปรยปะทะหลังคาสังกะสีด้านบนดัง กุกกัก... กุกกัก... ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังที่คอยบีบคั้นหัวใจของคนทั้งคู่ให้อยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด
"เจ็บหน่อยนะ..." เสียงของรินรดากระซิบแผ่วเบา ขณะที่ปลายผ้าสำลีแตะลงบนแผลมุมปากของชายหนุ่ม
ธามสะดุ้งเล็กน้อยตามสัญชาตญาณความระแวดระวังที่ถูกฝึกฝนมาเนิ่นนาน ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของหญิงสาว แววตาที่เคยแข็งกร้าว เย็นชา และเต็มไปด้วยกำแพงหนาเตอะเพื่อปกป้องความเปราะบางภายใน บัดนี้กลับไหววับคล้ายผิวน้ำยามต้องลม รินรดาไม่ได้ถอยหนี เธอกลับสบตาเขาตรงๆ แววตาของเธอมุ่งมั่น เด็ดขาด แต่ก็อบอุ่นจนน่าประหลาดใจ
"ทำไมถึงไม่หนีไปตั้งแต่แรก?" ธามเอ่ยขึ้นในที่สุด เสียงแหบพร่าและต่ำทุ้ม "คุณเป็นแค่บรรณาธิการ... เรื่องนี้มันอันตรายเกินกว่าที่คุณจะเอาชีวิตมาเสี่ยงด้วยซ้ำ"
รินรดาวางผ้าในมือลงช้าๆ เธอถอนหายใจยาวเหยียดราวกับต้องการระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกไปจากอก ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ—เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความขมขื่นแต่จริงใจอย่างยิ่ง
"นั่นสินะคะ ฉันควรจะกลับไปนั่งตรวจต้นฉบับนิยายรักน้ำเน่าในห้องแอร์เย็นๆ แล้วปล่อยให้คุณแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวตามนิสัย 'พระเอกผู้โดดเดี่ยว' ของคุณ" รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขาอีกนิดจนได้กลิ่นจางๆ ของน้ำหอมดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นฝน "แต่, ธามคะ... คุณลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันเป็นบรรณาธิการของคุณ หน้าที่ของฉันคือการดูแลต้นฉบับให้รอดปลอดภัย และในเมื่อ 'ผู้เขียน' อย่างคุณดันกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นฉบับเล่มนั้น... คุณคิดว่าฉันจะยอมปล่อยให้หน้ากระดาษชิ้นสำคัญฉีกขาดหายไปต่อหน้าต่อตาได้ยังไงล่ะ"
คำพูดนั้นทำเอาธามชะงักงัน
ภาพความทรงจำสีเลือดและกองเพลิงในอดีต วันที่เขาต้องสูญเสียครอบครัวไปอย่างไร้หนทางสู้ ผุดขึ้นมาหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว ราวกับตราบาปที่สลักไว้บนดวงวิญญาณ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ธามปิดตายหัวใจ ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ เพราะเชื่อมาตลอดว่า 'การมีตัวตนของเขา' จะนำพาหายนะมาสู่คนที่เขารัก แต่ทว่า... รang ร่างเพรียวบางที่นั่งอยู่ตรงหน้าตรงนี้ กลับเลือกที่จะวิ่งสวนทางกับอันตรายเข้ามาหาเขาอย่างไร้ความลังเล
มือหนาที่กำหมัดแน่นบนตักค่อยๆ คลายออก ความรู้สึกผิดบาปในอกถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นสายหนึ่งที่ไหลซ่านเข้ามาอย่างช้าๆ—ช้าเสียจนเกือบจะเจ็บปวด
"ผมปกป้องใครไม่ได้หรอก รินรดา" ธามก้มหน้าลง เสียงของเขาพร่าเลือนจนแทบกลืนหายไปกับเสียงฝน "แม้แต่ครอบครัวของตัวเอง... ผมยังรักษาไว้ไม่ได้เลย แล้วคุณล่ะ? ทำไมถึงต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงกับคนอย่างผมด้วย"
รินรดาไม่ตอบด้วยคำพูด เธยเอื้อมมือออกไปช้าๆ แล้ววางทับลงบนมือหยาบกร้านที่มีรอยแผลเป็นของชายหนุ่ม สัมผัสนسةอุ่นซ่านส่งผ่านผิวหนังเข้าสู่หัวใจที่ด้านชาของธามอย่างทรงพลัง
"เพราะฉันรู้ว่าใต้เกราะหนาที่คุณสร้างขึ้นมาปิดกั้นโลกใบนี้... มีมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังร้องไห้อยู่ต่างหากล่ะคะ ธาม" รินรดายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจและพลังชีวิตอันแรงกล้า "คุณไม่ต้องปกป้องฉันหรอก... ให้เราจับมือกันก้าวผ่านมันไป... แบบนี้... ไม่ได้เหรอ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด หากแต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง ธามเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาว ดวงตาที่เคยไร้ประกายคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของรินรดาชัดเจนขึ้นทีละน้อย ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับเอาไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจมานานแสนนาน กำลังพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี
เขายื่นมืออีกข้างขึ้นไปกุมมือเรียวของเธอไว้แน่น ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งที่จะเลือนหายไปเมื่อยามรุ่งสาง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่กำแพงระหว่างพวกเขากลายเป็นเพียงเศษธุลี มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางวิกฤตอันมืดมิด ได้กลายเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่คอยนำทางทั้งคู่ให้ยืนหยัดเผชิญหน้ากับพายุร้ายที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายนอก
ทว่า... ความเงียบสงบในห้องใต้ดินอันปลอดภัยนี้ กลับดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันแผ่วเบาดังมาจากบริเวณกลอนประตูด้านนอก ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่ย่างสามขุมเข้ามาอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วเกินกว่าจะเป็นคนทั่วไป รินรดาสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ธามเปลี่ยนสีหน้าเป็นความเย็นชาในพริบตาเดียว ร่างสูงดีดตัวลุกขึ้นยืนบังร่างของหญิงสาวไว้ด้านหลังทันที พร้อมกับที่ประตูห้องใต้ดินถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี และแสงไฟฉายแรงสูงสาดส่องตรงเข้ามายังตัวพวกเขา!
"เจอตัวจนได้นะ... หนูไม้น้อย" เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบของชายแปลกหน้าคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างมหึมาที่ก้าวเข้ามาขวางทางออกสุดท้ายของพวกเขาไว้ทั้งหมด
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันมา ณ ที่นี้ครับ - นาโนบอทมาสเตอร์
จักรกลเซลล์พิฆาต: นาโนบอทพลิกชะตามนุษยชาติ•ตอนที่ 7
มิตรภาพท่ามกลางวิกฤต
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรกลเซลล์พิฆาต: นาโนบอทพลิกชะตามนุษยชาติ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!