กลิ่นอับชื้นของน้ำเน่าเสียและเศษปูนเก่าผสมผสานกันจนกลายเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของเมืองชั้นสอง—กลิ่นที่สถาปนิกในห้องแอร์กระจกใสไม่มีวันเข้าใจจนกว่าจะได้ก้าวลงมาเหยียบด้วยรองเท้าหนังราคาแพงที่ยอมให้เลอะโคลน
ธันวาเขี่ยก้อนอิฐหักด้วยปลายรองเท้า สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดมองโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมที่ค้ำยันเพดานคอนกรีตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน คานเหล็กเหล่านั้นแอ่นโค้งลงมาอย่างน่ากลัว ราวกับกระดูกสันหลังของคนแก่ที่แบกรับภาระเกินตัวมาตลอดชีวิต
"ถ้าแผ่นดินไหวเบาๆ สักแปริกเตอร์เดียว พื้นที่ตรงนี้จะไม่ใช่แค่พังทลาย แต่มันจะกลายเป็นหลุมศพหมู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด" เสียงทุ้มต่ำของธันวาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบในอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินเก่าแก่
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว มือเรียวในถุงมือยางกำลังถือแท็บเล็ตส่องไฟฉายกราดไปตามผนังคอนกรีตที่มีรอยแตกร้าวเป็นลายงูพิษ น้ำซึมหยดลงมาจากเพดานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่หายนะ
"ฉันขอรายงานการประเมินโครงสร้างฉบับนี้ส่งให้ทางเขตกี่รอบแล้ว คุณรู้ไหมธันวา" รินรดาหันมามองเขา แววตาสั่นระริกด้วยความโกรธปนความสิ้นหวัง "ทุกครั้งมันถูกตีกลับด้วยเหตุผลเดิมๆ ว่า 'ใช้งบประมาณสูงเกินความจำเป็นในการปรับปรุงชุมชนแออัด' แต่พวกเขากลับอนุมัติงบหมื่นล้านเพื่อถมที่สร้างคอมเพล็กซ์หรูหราริมแม่น้ำห่างจากตรงนี้ไม่ถึงกิโลเมตร"
ธันวาหันกลับมามองเธอ นัยน์ตาคู่นั้นยังคงเรียบเฉย ไร้ร่องรอยของความตกใจ มันเป็นสายตาของคนที่เห็นความเน่าเฟะจนชินชา ต่างจากรินรดาที่ไฟในตัวยังแผดเผาทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม
"คุณกำลังคาดหวังความเมตตาจากระบบราชการที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยคราบน้ำมันและเศษเงินทอนจากกลุ่มทุนอย่างอัครพลหรือครับ รินรดา" ธันวาเดินเข้ามาใกล้ ปลายจมูกได้กลิ่นอับชื้นปะปนกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวเธอ "ตื่นได้แล้วครับ เมืองนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความถูกต้อง แต่มันขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ ใครถือเงิน คนนั้นคือคนร่างกฎหมาย"
"ฉันไม่ได้ขอความเมตตา!" รินรดาขึ้นเสียงสะท้อนก้องไปทั่วอุโมงค์แคบๆ "ฉันกำลังทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐานให้คนกลุ่มนี้ คนที่ถูกกวาดต้อนไปไว้ใต้พรมของความเจริญ เพื่อให้พวกคุณมีตึกสูงๆไว้อวดสายตานักท่องเที่ยว!"
ก่อนที่ธันวาจะได้เอ่ยปากแย้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้งอแงก็ดังแทรกขึ้นมาจากตรอกซอกซอยด้านหลังโครงสร้างเหล็กค้ำยัน ทั้งสองหันไปมองตามเสียง
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือห้องแถวไม้ทรุดโทรมขนาดไม่ถึงสิบตารางเมตรที่ต่อเติมยื่นเข้ามาในเขตก่อสร้าง พื้นห้องเอียงลาดจนข้าวของไหลมากองรวมกันมุมหนึ่ง หญิงชราหลังค่อมคนหนึ่งกำลังพยายามใช้ไม้ค้ำยันเสาบ้านที่กำลังทรุดฮวบลงไปในดินอ่อน ขณะที่เด็กหญิงวัยราวเจ็ดขวบนั่งกอดตุ๊กตาเก่าๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่โยกเยก
"ยายทิพย์! ระวังครับ!" รินรดาร้องลั่น ทิ้งแท็บเล็ตในมือแล้วพุ่งเข้าไปช่วยพยุงร่างของหญิงชราที่เกือบจะล้มลงไปทับกองเศษไม้
ธันวาไม่ได้วิ่งตาม แต่สายตาของเขาจับจ้องไปที่ฐานรากของบ้านหลังนั้น รอยร้าวขนาดใหญ่ที่พาดผ่านผนังปูนไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันเป็นรอยตัดเฉือนที่เกิดจากเครื่องมือกลหนัก แรงสั่นสะเทือนจากการตอกเสาเข็มของโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมหรูฝั่งตรงข้ามตั้งใจกระแทกทำลายโครงสร้างเดิม เพื่อขับไล่ชาวบ้านให้ออกไปจากพื้นที่โดยไม่ต้องใช้หมายขับไล่ตามกฎหมาย
เป็นกลวิธีสกปรกที่แยบยล... ทำให้บ้านพังเอง จนเจ้าของต้องยอมจำนนเดินออกไปมือเปล่า
ยายทิพย์เงยหน้าขึ้นมองรินรดาด้วยใบหน้าเปื้อนฝุ่นและรอยยับย่นแห่งวัย แกใช้มือเหี่ยวย่นลูบแขนนักผังเมืองสาวเบาๆ
"คุณหน... หนูเอ๊ย ยายบอกแล้วว่าพวกเราสู้เขาไม่ได้หรอกลูก" เสียงแหบแห้งเอ่ยสั่นเครือ "เมื่อวานมีคนใส่สูทมาบอกยายว่า ถ้าไม่อยากตายใต้ซากบ้าน ให้เซ็นชื่อในกระดาษใบนั้นซะ... แล้วเขาจะให้เงินมาห้าพันบาท ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไหนก็ไป"
รินรดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความโกรธาสุมแน่นจนหน้าอกกระเพื่อมไหว "แล้วยายเซ็นไหมคะ?"
ยายทิพย์ส่ายหน้าช้าๆ หยาดน้ำตาไหลรินผ่านร่องแก้มเหี่ยวย่น "ยายอยู่ที่นี่มาห้าสิบปี หลานสาวยายเกิดที่นี่ ลูกชายยายที่ตายไปก็เติบโตที่นี่ จะให้ยายเอาวิญญาณไปเร่ขายแลกกับเงินห้าพันบาท ยายทำไม่ลงหรอกลูก..."
คำพูดเรียบง่ายแต้มด้วยความร้าวรานนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง ธันวาที่ยืนกอดอกนิ่งเงียบมาตลอดเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ภาพซ้อนทับของอดีตบางอย่างแวบเข้ามาในหัว สมัยที่เขายังเชื่อมั่นในอุดมการณ์เหมือนรินรดา ก่อนที่โลกความเป็นจริงจะสอนให้เขารู้จักการสวมหน้ากากและยอมรับความพ่ายแพ้
"คุณอัครพลไม่ได้แค่สร้างตึกครับ... เขากำลังกวาดล้างมนุษยความเป็นคนออกไปจากแผนที่เมืองนี้ทีละตารางเมตร" ธันวาพึมพำเบาๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยเย็นชาและเย้ยหยันในคราแรกบัดนี้เจือด้วยความขมขื่นบางเบา
รินรดาหันมามองสถาปนิกหนุ่ม แววตาของเธอเปลี่ยนไปจากความขุ่นเคืองกลายเป็นความเข้าใจลึกซึ้งในชั่วพริบตา "แล้วทีนี้... คุณยังจะบอกให้ฉันยอมจำนนและปรับตัวตามเกมของเขาอีกไหมคะ ธันวา?"
ธันวานิ่งเงียบ เขาถอดแว่นสายตาออกแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดเช็ดเลนส์ช้าๆ เป็นกิริยาที่ใช้ถ่วงเวลาคิดคำตอบ ก่อนจะสวมมันกลับเข้าไปแล้วจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สวยของเธอ
"การปรับตัวไม่ได้หมายถึงการยอมจำนนเสมอไปหรอกครับ รินรดา..." ธันวาพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น "บางครั้ง... ถ้าเราไม่อาจเปลี่ยนเกมบนกระดานได้ เราก็แค่ต้องคว่ำกระดานทิ้งซะ"
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะทันได้เอ่ยถามความหมายเบื้องหลังประโยคกำกวมนั้น เสียงฝีเท้าจำนวนมากพร้อมกับแสงไฟฉายสว่างจ้าก็สาดส่องเข้ามาทางปากอุโมงค์ระบายน้ำ ร่างของชายฉกรรจ์ในชุดดำสวมหมวกไอ้โม่งไม่ต่ำกว่าห้าคนเดินเรียงหน้ากระดานเข้ามาขวางทางออก ปลายกระบอกปืนเก็บเสียงที่สะท้อนแสงไฟฉายระยิบระยับชี้ตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่
และในวินาทีนั้นเอง หน้าจอมือถือในกระเป๋าเสื้อของธันวาก็สั่นครืดขึ้นมาพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากเบอร์แปลกปลอม เป็นภาพถ่ายภายในห้องทำงานของอัครพลที่เพิ่งถูกถ่ายสดๆ ร้อนๆ พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ
*[ยินดีต้อนรับสู่เกมรอบสุดท้าย สถาปนิก... หวังว่าคุณจะชอบของขวัญชิ้นโบว์แดงที่ผมเตรียมไว้ใต้พื้นบ้านหลังนี้]*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจซอกมุมมืดของเมืองใหญ่ไปด้วยกันนะครับ
สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง•ตอนที่ 4
รอยร้าวใต้ดิน
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!