สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง•ตอนที่ 6

บทสนทนาหลังเลิกงาน

ผลงานโดย คนมองเมือง
เสียงน้ำแข็งกระทบกับแก้วเจียระไนดังกรุ๊งกริ๊ง เป็นจังหวะเดียวกับเสียงเพลงแจ๊สหมองหม่นจากลำโพงวินเทจมุมห้อง บาร์ลับใต้ดินย่านตลาดน้อยแห่งนี้ไร้ซึ่งป้ายชื่อ ประตูไม้สักหนาทึบทำหน้าที่คัดกรองความวุ่นวายของมหานครออกไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงกลิ่นอายของมอลต์ ควันซิการ์จางๆ และความเงียบงันที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอกของความจริง "คุณกำลังสร้างอนุสาวรีย์ให้ความโลภ โดยใช้ชีวิตของผู้คนเป็นอิฐแต่ละก้อน" เสียงของรินรดาคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดผ่านความเงียบ เธอไม่ได้มองหน้าธันวา แต่ทอดสายตาไปยังของเหลวสีอำพันในแก้วของตัวเอง นิ้วเรียวสวยหมุนแก้ววนช้าๆ ปล่อยให้ความเย็นซึมผ่านปลายนิ้ว ธันวาหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน เขายกแก้วขึ้นจิบเบาๆ ปล่อยให้รสชาติขมปร่าบาดคอก่อนจะวางลงบนเคาน์เตอร์ไม้เนื้อ ebonized อย่างนุ่มนวล "อนุสาวรีย์เหรอครับ คุณรินรดา ฟังดูโรแมนติกเกินไปสำหรับงานสถาปัตยกรรมนะ ผมเป็นแค่คนร่างแบบตามที่ตัวเลขในงบประมาณขีดเส้นไว้ต่างหาก อำนาจเงินต่างหากที่เป็นสถาปนิกตัวจริง" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแววตาคมกริบหลังกรอบแว่นโลหะกลับฉายประกายความเย้ยหยัน "คุณเลือกที่จะรับใช้มันอย่างเต็มใจต่างหาก" รินรดาหันขวับมาสบตาเขา แววตาสีเข้มคู่นั้นเต็มไปด้วยไฟแห่งอุดมการณ์ที่ยังไม่มอดดับ "โครงการฟื้นฟูย่านเก่าที่คุณกำลังออกแบบให้บริษัทอัครพล... มันไม่ใช่การพัฒนา มันคือการกวาดล้าง ชุมชนริมคลองตรงนั้นมีอายุมากว่าห้าสิบปี ผู้คนนับร้อยกำลังจะไร้ที่ซุกหัวนอน เพื่อแลกกับคอนโดมิเนียมหรูหราที่คนรวยจะใช้เป็นบ้านหลังที่สาม" ธันวาพินิจพิเคราะห์หญิงสาวตรงหน้า เธอคือตัวแทนของสิ่งที่เขาเคยเป็นเมื่อสิบปีก่อน—ดื้อรั้น เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นว่าปากกาและกระดาษไขจะสามารถเปลี่ยนโลกได้ "คุณกำลังมองโลกผ่านเลนส์ของอุดมการณ์ที่เจือจางด้วยความฝันครับคุณรินรดา" ธันวาโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้น กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นฝนจากเสื้อผ้าของเธอโชยมาแตะจมูก "คุณคิดว่าถ้าผมปฏิเสธโปรเจกต์นี้ อัครพลจะล้มเลิกโครงการอย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย เขาก็แค่จ้างสถาปนิกหน้าใหม่ที่ไร้ฝีมือกว่าผม ทำลายล้างตึกเก่าให้กลายเป็นกล่องปูนอย่างไร้วิญญาณได้แย่ยิ่งกว่าเดิม อย่างน้อย... ภายใต้ลายเส้นของผม โครงสร้างมันยังมีความงามทางเรขาคณิตที่เคารพพื้นที่ใช้สอย" "ความงามบนคราบน้ำตาของชาวบ้าน มันต่างอะไรกับการแต่งหน้าให้ศพกันล่ะคะ... เอ่อ, ขออภัยครับ ผมหมายถึง... มันต่างอะไรกับการแต่งหน้าให้ซากปรักหักพังกันล่ะครับ" รินรดาเผลอหลุดคำพูดที่แสดงความคุ้นเคยก่อนจะรีบดึงน้ำเสียงกลับมาเป็นทางการ แต่ธันวากลับอมยิ้มบางๆ กับความสะดุดนั้น "คุณหลุดคำว่า 'คะ' ออกมาแล้วนะ ถึงจะแก้ทันก็เถอะ" ธันวาเอ่ยแซתด้วยน้ำเสียงสุภาพ เจือแววขบขันจางๆ "แต่เปรียบเปรยได้คมคายดีครับ... การแต่งหน้าให้ศพ อย่างน้อยก็ทำให้ญาติๆ รู้สึกใจหาย, เอ๊ย ใจชื้นขึ้นมาได้บ้างในวาระสุดท้ายไม่ใช่หรือครับ" รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่พอใจที่ถูกต้อนด้วยวาทศิลป์ แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความนิ่งสงบของชายผู้นี้มีแรงดึงดูดประหลาด เขาร้ายกาจ ตรงไปตรงมา และไม่เคยพยายามซ่อนความโหดร้ายของโลกทุนนิยมไว้ใต้พรมเหมือนพวกนักการเมืองท้องถิ่น "คุณเย็นชาเกินไป ธันวา" รินรดาถอนหายใจยาว ไหล่ลู่ลงเล็กน้อยเผยให้เห็นความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ "บางทีฉันก็สงสัยว่า... ภายใต้เกราะความเยือกเย็นของคุณ คุณยังเหลือจิตวิญญาณของสถาปนิกที่อยากเห็นผู้คนมีความสุขกับการอยู่อาศัยอยู่บ้างไหม" บาร์เทน더เงียบขรึมรินวิสกี้เพิ่มให้ทั้งสองคนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด หากเป็นช่องว่างระหว่างสองความคิดที่กำลังพยายามปรับคลื่นความถี่เข้าหากัน ธันวาเหลียวมองแก้วในมือ เงาสะท้อนจากผิวของเหลวบิดเบี้ยวตามรอยหยักของแก้ว คล้ายกับภาพเมืองใหญ่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่ เขาไม่ได้ตอบคำถามเธอกลับทันที ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่แทนคำอธิบายอยู่นานสองนาน จนกระทั่งรินรดาทำท่าจะหันกลับไปสนใจแก้วของตัวเอง "คุณรู้ไหม..." เสียงของธันวานุ่มทุ้มและเบาลง ผิดจากโทนเสียงถกเถียงเมื่อครู่ "ตอนที่ผมเริ่มออกแบบตึกแรกในชีวิต ผมคิดแบบเดียวกับคุณเป๊ะๆ ผมอยากสร้างบ้านราคาถูกที่แข็งแรง อยากให้คนจนมีรอยยิ้มเมื่อได้ก้าวเข้ามาในพื้นที่ที่ผมสร้าง..." รินรดานิ่งฟัง แววตาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว "...แต่สุดท้าย โครงการนั้นถูกซื้อต่อโดยนายทุนเงินกู้ และถูกทุบทำลายทิ้งเพื่อสร้างลานจอดรถห้างสรรพสินค้าภายในสามปีหลังจากสร้างเสร็จ" ธันวาหันมาสบตาเธอนิ่ง แววตาสีเข้มคู่นั้นลึกล้ำเกินกว่าที่ใครจะหยั่งถึง "ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมเรียนรู้สัจธรรมข้อหนึ่ง... สถาปนิกไม่ได้เป็นคนกำหนดชะตากรรมของเมือง เมืองต่างหากที่เป็นคนกำหนดชะตากรรมของสถาปนิก ถ้าเราฝืนกระแสน้ำ เราก็แค่จมน้ำตาย แต่มถ้าเราเรียนรู้ที่จะไหลไปกับมันอย่างมีชั้นเชิง... เราอาจจะพอยื้อเวลาให้พื้นที่บางส่วนหายใจได้นานขึ้นอีกสักนิด" คำพูดนั้นสะเทือนเข้าไปในจิตใจของรินรดา เธออ้าปากจะเถียง แต่กลับไม่มีคำหลุดออกมาสักคำ ความคิดที่ว่าธันวาเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดกระหายเงินถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เขาก็เป็นเหยื่อของระบบเช่นกัน—เพียงแต่เขาเลือกที่จะใส่ชุดเกราะเหล็กเพื่อความอยู่รอด ในขณะที่เธอยังคงถือดาบไม้พุ่งชนกังหันลม ก่อนที่บรรยากาศระหว่างทั้งคู่จะลึกซึ้งไปมากกว่านั้น เสียงโทรศัพท์มือถือบนเคาน์เตอร์ของธันวาก็สั่นครืดคราดทำลายความเงียบ หน้าจอเรืองแสงวาบแสดงเบอร์โทรเข้าที่ไม่ปรากฏชื่อ ธันวาปรายตามองเพียงแวบเดียวแล้วกดตัดสาย แต่ไม่ถึงสามวินาทีต่อมา มันก็สั่นอีกครั้งด้วยเบอร์เดิม พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนอีเมลใหม่ที่เด้งขึ้นมาทับหน้าจอ เขากดเปิดดูข้อความด้วยความรำคาญใจ แต่เพียงแค่กวาดสายตาผ่านบรรทัดแรก รอยยิ้มเย้ยหยันบนมุมปากของธันวาก็หายวับไปทันที ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—ปฏิกิริยาที่หาได้ยากยิ่งจากสถาปนิกรุ่นใหญ่ผู้เจนจัด รินรดาสังเกตเห็นความผิดปกติในเสี้ยววินาทีนั้น "มีอะไรเหรอครับ—เอ๊ย มีอะไรหรือคะ?" เธอเผลอใช้สรรพนามผิดอีกครั้ง แต่คราวนี้ธันวาไม่ได้สนใจจะแซว ธันวาเลื่อนหน้าจอส่งให้เธอดูช้าๆ บนหน้าจอเป็นภาพถ่ายเอกสารสัญญาเก่าๆ ที่ถูกสแกนมาอย่างลวกๆ หัวกระดาษระบุตราประทับลับของสำนักงานโยธาธิการ และชื่อเจ้าของที่ดินตัวจริงของชุมชนริมคลองที่กำลังจะถูกรื้อถอน... ซึ่งไม่ใช่ชื่อของอัครพล "นี่มัน..." รินรดาอุทานออกมาเบาๆ หน้าซีดเผือดเมื่อไล่สายตาอ่านตัวเลขและชื่อที่ปรากฏ "ที่ดินผืนนั้น... มันถูกโอนกรรมสิทธิ์ให้บริษัทเชลล์คอมpany ตั้งแต่ก่อนที่พวกเราจะเริ่มประมูลโปรเจกต์นี้เสียอีก" ธันวาดึงโทรศัพท์กลับมา ช้าๆ สีหน้าของเขาเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งในแก้ว "ไม่ใช่แค่การฟอกเงินธรรมดาแล้วล่ะครับคุณรินรดา..." ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาเต็มไปด้วยประกายอันตราย "พวกมันกำลังจะทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด... และเราสองคนกำลังยืนอยู่บนกระดานหมากรุกที่ถูกเซ็ตไว้ให้เดินตกลงไปในหลุมพรางตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว"
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%