สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง•ตอนที่ 23

ความเปราะบางของคนเก่ง

ผลงานโดย คนมองเมือง
เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารสันห่วงสีดำลงบนโต๊ะไม้สักหนาเตอะในห้องทำงานกระจกเปลือยชั้นสี่สิบสอง ไม่ได้ดังพอจะกลบเสียงคำรามต่ำ ๆ ของเครื่องปรับอากาศส่วนกลาง แต่มันดังพอที่จะทำให้รินรดาชะงักมือที่กำลังจรดปากกาลงบนกระดาษไข "คุณกำลังแบกซากปรักหักพังที่ไม่มีวันฟื้นขึ้นมาเดินได้... รินรดา" ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ปลายนิ้วเรียวยาวของสถาปนิกหนุ่มกำลังหมุนปากกาหมึกซึมราคาแพงเล่นอย่างใจเย็น แสงไฟนีออนสีนวลจากเพดานสะท้อนกับกรอบแว่นสายตา ทอดเงาคมกริบพาดผ่านสันจมูกโด่งเป็นสัน ร่างสูงในชุดสูทสีเทาเข้มไร้รอยยับแผ่รังสีความเย็นชาออกมาอย่างชัดเจน จนอุณหภูมิรอบตัวเหมือนจะลดลงไปอีกหลายองศา รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอวางปากกาลงเงียบ ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นทั้งที่ปรึกษาและคู่ปรับทางความคิด สายตาของเธอนอกจากจะมีความเหนื่อยล้าจากการอดนอนติดต่อกันสามคืน ยังมีความดื้อรั้นที่ธันวาคุ้นเคยดี—และเกลียดชังมันลึก ๆ "ซากปรักหักพังที่คุณว่า คือชุมชนริมคลองที่มีประวัติศาสตร์มากว่าครึ่งศตวรรษนะครับ ธันวา" เธอย้อนเสียงเรียบ แต่แฝงแรงกระแทกกระทั้น "ไม่ใช่เศษอิฐเศษปูนที่คุณกับอัครพลจะกวาดทิ้งลงถังขยะ เพื่อแลกกับการสร้างคอมเพล็กซ์หรู ๆ ให้พวกนายทุนฟอกเงิน" ธันวาชะงักมือที่หมุนปากกา รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกราบกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาที่วิเคราะห์และประเมินค่า ราวกับเธอกำลังยืนอยู่บนโต๊ะประมูลงานศิลปะ "คุณยังโลกสวยเหมือนวันที่เราเจอกันครั้งแรกที่สำนักงานโยธาธิการไม่เปลี่ยน... รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น เจือแววดู1แคลนที่ถูกขัดเกลามาอย่างดีด้วยมารยาทสังคม "คุณคิดว่าความยุติธรรมทางผังเมืองมันกินได้จริง ๆ หรือครับ? หรือมันเป็นแค่เครื่องมือบำบัดความรู้สึกผิดของพวกมีการศึกษา ที่อยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นฮีโร่ในตอนจบของวัน" คำพูดนั้นบาดลึกราวกับใบมีดโกน รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหน้า แต่เธอก็รู้ดีว่าการใช้อารมณ์กับธันวา มีแต่จะทำให้เธอตกหลุมพรางทางจิตวิทยาที่เขาสร้างขึ้นอย่างแนบเนียน "ฉันไม่ได้อยากเป็นฮีโร่" เธอตอบเสียงลอดไรฟัน พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น "ฉันแค่เป็นสถาปนิกที่ยังมีจิตสำนึก... ผิดกับคุณ ที่ยอมเอาวิชาชีพไปจำ당แลกกับชื่อเสียงและเงินตราในเครือข่ายของอัครพล!" บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที มีเพียงเสียงทุ้มต่ำของระบบระบายอากาศที่ยังคงทำงาน เสียงนั้นเหมือนนาฬิกาทรายที่กำลังเม็ดทรายไหลผ่านความอึดอัด ธันวาไม่ได้โกรธ เขากลับหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนาน มันคือเสียงหัวเราะของผู้ชายที่ผ่านการแตกสลายมาจนไม่เหลือพื้นที่ให้ความรู้สึกใด ๆ อีกแล้ว เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินช้า ๆ ไปหยุดอยู่ที่บานกระจกใสบานใหญ่ เบื้องล่างคือมหานครกรุงเทพฯ ที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟนับล้านดวง ราวกับอัญมณีราคาแพงที่ถูกโรยไว้บนกำมะหยี่สีดำ "คุณอยากรู้ไหม... ทำไมผมถึงไม่สนใจว่าชุมชนนั้นจะถูกรื้อถอนหรือCจมหายไปกับสายน้ำ?" ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง เผ่นหลังกว้างใต้สูทสั่งตัดดูโดดเดี่ยวท่ามกลางความเวิ้งว้างของตึกสูง รินรดานิ่งงรอฟัง เธอรู้ว่าภายใต้ท่าทีหยิ่งผยองและเยชาของสถาปนิกมือหนึ่งคนนี้ มีบางสิ่งที่ถูกฝังกลบไว้อย่างแน่นหนา ธันวาหันกลับมา ชั่วขณะนั้นเองที่รินรดาเห็นร่องรอยความเปราะบางบางอย่างในดวงตาคู่คมคู่นั้น มันรวดเร็วเสียจนเธอเกือบคิดว่าตาฝาด "สิบปีที่แล้ว... ที่ซอยประปาส่วนภูมิภาค" ธันวาเริ่มเล่า น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนา ราวกับกำลังอ่านรายงานการก่อสร้างตึกร้าง "ผมเคยเป็นคนแบบคุณ รินรดา. ผมเชื่อว่าเส้นสายตาของตึกสามารถโอบอุ้มคนยากจนได้ ผมออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อสังคมโดยไม่คิดค่าแบบแม้แต่บาทเดียว... ผมคิดว่าผมกำลังเปลี่ยนโลก" เขาก้าวช้า ๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ร่างสูงทอดเงาทับร่างของหญิงสาว "แล้วผลลัพธ์ล่ะครับ?" ธันวาแค่นยิ้ม "โครงการนั้นสร้างเสร็จ แต่มันไม่เคยไปถึงมือคนจนจริง ๆ กลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นเข้ามาฮุบโควตา แล้วปล่อยเช่าช่วงต่อในราคาที่สูงลิ่ว ชาวบ้านกลุ่มแรกที่ควรจะได้อยู่ ถูกขับไล่ไสส่งออกไปเป็นคนเร่ร่อนใต้สะพานลอย... และหนึ่งในนั้น คือครอบครัวของเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจผมที่สุด" รินรดาเบิกตากว้างเล็กน้อย ความโกรธเคืองในตอนแรกมลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความตกใจและเข้าใจในเสี้ยววินาที "พ่อของเขา... ผูกคอตายในห้องน้ำของไซท์งานที่ผมเป็นคนเซ็นอนุมัติแบบ" ธันวาพูดจบ ประโยคนั้นหล่นกระแทกพื้นห้องด้วยน้ำหนักที่มหาศาล ไร้ซึ่งความฟูมฟาย ไร้ซึ่งน้ำตา แต่มันคือความเจ็บปวดที่ถูกแช่แข็งไว้ใต้ชั้นน้ำแข็งหนาทึบมานานนับทศวรรษ "ตั้งแต่วันนั้น ผมก็เลิกเชื่อในความฝัน เลิกเชื่อว่าตึกรามบ้านช่องจะเยียวยาใครได้... เมืองนี้ไม่ใช่พื้นที่สำหรับอุดมการณ์ รินรดา แต่มันคือสนามประลองของคนที่แข็งแกร่งพอจะเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อความอยู่รอดต่างหาก" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดแบบก่อนหน้า มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยรอยร้าวของจิตวิญญาณสองดวงที่ยืนอยู่คนละฝั่งของหน้าผาประวัติศาสตร์ รินรดามองหน้าเขา นัยน์ตาสั่นระริก เธอมองทะลุกรอบแว่นและท่าทีเย่อหยิ่งนั้น ไปเห็นเด็กหนุ่มผู้พ่ายแพ้เมื่อสิบปีก่อน—เด็กหนุ่มผู้แบกความรู้สึกผิดไว้บนบ่าจนหลังงอ และเลือกที่จะสวมเกราะเหล็กแห่งความไร้หัวใจ เพื่อปกป้องตัวเองจากการแตกสลายซ้ำสอง "คุณไม่ได้เกลียดความฝันของฉันหรอก... ธันวา" รินรดาเอ่ยขึ้นเบา ๆ น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไป ไร้ซึ่งร่องรอยของการประชดประชัน มีเพียงความเห็นอกเห็นใจที่ลึกซึ้ง "คุณแค่กลัว... กลัวว่าถ้าฉันทำสำเร็จ มันจะพิสูจน์ว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณเลือกที่จะยอมแพ้... และเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่บนความขี้ขลาดของตัวเอง" คำพูดนั้นเฉียบคมและแม่นยำราวนัดยิงจากสไนเปอร์ ร่างของธันวานิ่งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการค้นหาความกล้าหาญที่ซ่อนอยู่ภายในตัวหญิงสาว ไม่มีบทสนทนาใดต่อจากนั้น มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางแสงไฟสลัวของมหานครยามดึก แต่ในจังหวะที่ความตึงเครียดทางอารมณ์กำลังพุ่งถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของธันวาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ สถาปนิกหนุ่มละสายตาจากรินรดาอย่างไม่เต็มใจนัก เขาก้มลงหยิบเครื่องขึ้นมาดูหน้าจอ นิ้วเรียวที่กำลังจะกดรับชะงักกึก สีหน้าเรียบเฉยแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เมื่อข้อความแจ้งเตือนจากระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลโครงการอสังหาฯ ของอัครพลเด้งขึ้นมา พร้อมกับไฟล์แนบที่ไม่ควรมีใครเข้าถึงได้ รินรดาสังเกตเห็นความผิดปกติ เธอขยับตัวเข้าไปใกล้ "มีอะไรเหรอครับ... หรือว่าทางนั้นส่งอะไรมาอีก?" ธันวาไม่ตอบ เขากดเปิดไฟล์นั้นทันที แสงจ้าจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของเขาให้เห็นร่องรอยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี บนหน้าจอไม่ใช่เอกสารการเงินฟอกเงินธรรมดา แต่มันคือแผนผังลับของการรื้อถอนชุมชนริมคลอง—กำหนดการถูกเลื่อนขึ้นมาเร็วกว่ากำหนดเดิมถึงเจ็ดวัน และเป้าหมายที่แท้จริงของการรื้อถอน ไม่ใช่การสร้างคอมเพล็กซ์หรูตามที่อัครพลเคยประกาศกร้าวต่อหน้าสาธารณชน... แต่มันคือการขุดเจาะชั้นใต้ดินเพื่ออำพราง "บางสิ่ง" ที่ถูกฝังไว้เมื่อสิบปีก่อน... ในคืนเดียวกับที่พ่อของเพื่อนร่วมงานของธันวาเสียชีวิต ธันวาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สีหน้าของเขซีดเผือดราวกับคนเห็นผี มือที่ถือโทรศัพท์สั่นระริกเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะกระซิบออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน "ไอ้อัครพล... มันไม่ได้ต้องการแค่ที่ดินตรงนั้น" ธันวาหันขวับมามองรินรดา แววตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นฉายแววตระหนกสุดขีด "แต่มันกำลังจะทำลายหลักฐานชิ้นสุดท้าย ที่จะลากคอฆตกรรkตัวจริงมารับโทษ... ซึ่งก็คือตัวมันเอง... และบางที มันอาจจะรู้ว่าเรากำลังขุดคุ้ยเรื่องนี้อยู่" ประโยคสุดท้ายยังไม่ทันขาดคำ ไฟนีออนทั่วทั้งชั้นสี่สิบสองก็เกิดอาการกะพริบถี่ ๆ สองครั้ง ก่อนจะดับสนิทลงพร้อมกัน ทิ้งให้ห้องทำงานทั้งห้องจมดิ่งลงในความมืดมิดสนิท มีเพียงแสงไฟกะพริบจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือของธันวาที่ยังคงสว่างวาบ และเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่กำลังก้าวออกจากลิฟต์ตรงมายังห้องกระจกแห่งนี้อย่างเร่งรีบ... ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความจริงนี้ไปด้วยกันนะครับ - คนมองเมือง
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%