แสงไฟฉายคาดหัวสีขาวนวลกวาดผ่านเสาปูนเปลือยที่ขึ้นคราบเกลือ รัศมีของมันสั่นไหวตามจังหวะการหายใจที่พยายามควบคุมให้ช้าลงของธันวา กลิ่นอับชื้นของคอนกรีตเก่าผสมกับกลิ่นฝุ่นผงอิฐมอญลอยอวลอยู่ในความมืดสนิทของชั้นสิบสอง อาคารชุดกึ่งสร้างเสร็จร้างกลางย่านธุรกิจแห่งนี้ควรจะเป็นเพียงซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจจากวิกฤติต้มยำกุ้งที่ถูกทิ้งร้างมากว่าสองทศวรรษ หากไม่ใช่เพราะรอยยางรถยนต์ใหม่เอี่ยมบนพื้นชั้นใต้ดิน และเอกสารงบประมาณการถมทรายที่เพิ่งถูกเซ็นอนุมัติเมื่อสามวันก่อน
ธันวาขยับตัวช้าๆ แนบแผ่นหลังเข้ากับเสาคอนกรีตที่เย็นเฉียบ มือขวาถือแปลนพิมพ์เขียวฉบับจริงที่แอบคัดลอกมาจากสำนักงานเขต ส่วนมือซ้ายกระชับประแจเลื่อนเหล็กหล่อแน่น ความเงียบงันรอบตัวไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ในทางกลับกัน สำหรับคนในวงการก่อสร้าง ความเงียบในอาคารร้างยามตีสองมักเป็นสัญญาณเตือนภัยของ "การเคลียร์พื้นที่" แบบนอกกฎหมาย
"คุณประเมินความโลภของอัครพลต่ำไป... ธันวา"
เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังผ่านหูฟังไร้สายขนาดเล็กทำให้ธันวาต้องขมวดคิ้ว รินรดาไม่ได้อยู่ร่วมในอาคารนี้กับเขา เธอนั่งรออยู่ในรถกระบะห่างออกไปสามบล็อก คอยมอนิเตอร์สัญญาณกล้องวงจรปิดรอบนอกและสัญญาณชีพจากสมาร์ตวอทช์ของเขา
"ผมไม่ได้ประเมินเขาต่ำ รินรดา" ธันวาตอบเสียงกระซิบผ่านไมโคร폰 "ผมแค่ไม่คิดว่าเขาจะกล้าเคลื่อนย้าย 'บัญชีลับ' มาไว้ในซากตึกที่คนของเขากำลังจะทุบทำลายทิ้งสัปดาห์หน้าต่างหาก คนฉลาดที่ไหนเขาเก็บหลักฐานการฟอกเงินไว้ในกองอิฐที่รอการระเบิด"
"คนที่มั่นใจว่าอำนาจของตัวเองซื้อได้ทุกอย่างไงคะ... เอ้ย... ครับ" รินรดาแก้คำพูดตัวเองทันควันเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นเคย ธันวาแอบยิ้มมุมปากเล็กๆ แม้ในสถานการณ์ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เธอก็ยังคงความกระตือรือร้นแบบนักผังเมืองอุดมการณ์สูงไม่เปลี่ยน
"เงียบก่อน" ธันวาหยุดพูดทันที
สัญชาตญาณของสถาปนิกที่คุ้นเคยกับโครงสร้างอาคารบอกเขาว่า คลื่นเสียงความถี่ต่ำกำลังเดินทางผ่านเนื้อปูน เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำลงบนพื้นบันไดหนีไฟจากชั้นล่างขึ้นมา ไม่ใช่เสียงเดินตรวจตราของยามแก่ๆ แต่เป็นจังหวะการก้าวที่รวดเร็ว มั่นคง และมีทิศทางชัดเจน สองคน... อย่างน้อยที่สุดคือคนมืออาชีพที่ผ่านการฝึกมา
ธันวากวาดสายตามองหาทางหนีทีไล่ ช่องลิฟต์เปิดโล่งไร้ตัวกระเช้า บันไดหนีไฟอยู่ทางขวาซึ่งเป็นจุดที่พวกมันกำลังเดินขึ้นมา ทางเลือกเดียวคือการปีนข้ามคานปูนไปยังปีกตึกฝั่งตะวันตกที่โครงสร้างพื้นทรุดตัวลงครึ่งหนึ่ง
เขาก้าวเท้าออกไปอย่างเงียบเชียบที่สุด แผ่นปูนหนาแปดนิ้วใต้รองเท้าส่งเสียงลั่นเอี๊ยดเบาๆ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม ความเย็นเยียบของตึกร้างถูกแทนที่ด้วยความร้อนรุ่มจากAdrenalineที่สูบฉีด
*แกร๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังมาจากเสาต้นที่สามห่างออกไปสิบเมตร ไฟฉายแรงสูงสาดลำแสงสีขาวตัดความมืดพุ่งตรงเข้ามายังจุดที่ธันวายืนอยู่ทันที ท and สัญชาตญาณบังคับให้เขาพุ่งตัวหลบหลังแนวผนังอิฐบล็อกที่ก่อกั้นห้องน้ำเดิม เสียงกระสุนปืนเก็บเสียงดัง *ปุ!* เจาะทะลุผนังอิฐฉาบปูนร่วนๆ จนฝุ่นตลบฟุ้ง เศษอิฐแตกกระจายเฉียดใบหูของเขาไปไม่ถึงคืบ
"รู้ว่าหนูตกใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเล่นซ่อนหานะครับคุณธันวา" เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของ "พงษ์" มือขวาคนสนิทของอัครพลดังสะท้อนก้องโถงคอนกรีต "ท่านรองประธานอัครพลเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของคุณมาก ถึงกับส่งผมมารับตัวกลับไปคุยกันข้างล่าง"
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน มือซ้ายที่ถือประแจเลื่อนชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขารู้ดีว่า "การคุยกันข้างล่าง" หมายถึงอะไร—ฝังกลบใต้คอนกรีตผสมเสร็จเที่ยวแรกของโครงการคอนโดมิเนียมหรูที่จะเริ่มเทปูนในเช้าวันพรุ่งนี้
"ผมว่าผมชอบบรรยากาศข้างบนนี้มากกว่านะพงษ์" ธันวาตะโกนตอบ พยายามถ่วงเวลาและควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด "อากาศดี วิวสวย แถมยังได้เห็นความเน่าเฟะของพวกคุณแบบพาโนรามาด้วย"
"ปากดีแบบนี้ ค่อยสมกับที่เป็นสถาปนิกแถวหน้าหน่อย" เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ สลับซ้ายขวาเพื่อปิดตายทางหนี "แต่แปลกนะ คนมีความรู้อย่างคุณน่าจะรู้ว่า ตึกที่โครงสร้างยังไม่สมบูรณ์แบบนี้ จุดอับสายตามันเยอะ ถ้าคุณพลาดตกลงไป ใครๆ ก็คงคิดว่าคุณเมาแล้วเดินพลาดพลั้ง... เมืองนี้มันใจร้ายกับคนซุ่มซ่ามเสมอแหละครับ"
ธันวานิ่งเงียบ สายตาคมกวาดสำรวจความเสียหายของพื้นปูนรอบตัว แผ่นพื้นสำเร็จรูปตรงหน้าเขามีรอยร้าวเป็นรูปกากบาทจากการรับน้ำหนักเกินเมื่อหลายปีก่อน ใต้แผ่นปูนนั้นคือความว่างเปล่าความสูงสิบสองชั้น
ในหูฟังไร้สาย เสียงลมหายใจของรินรดาถี่กระชั้นขึ้น "ธันวา ฟังฉันนะ ฉันแจ้งตำรวจทางหลวงกับหน่วยปราบปรามพิเศษแล้ว พวกเขากำลังมา แต่อีกสิบห้านาทีถึง... คุณต้องยื้อเวลา!"
"สิบห้านาที นานเกินไปสำหรับคนอายุสั้นอย่างผม" ธันวาพึมพำเบาๆ พอให้ไมโครโฟนจับเสียงได้
เขาก้มลงหยิบเศษเหล็กเส้นขึ้นมาหนึ่งท่อน ขว้างมันออกไปกระทบถังน้ำมันพลาสติกเก่าที่อยู่สุดฟากหนึ่งของโถงตึก เสียงดัง *โคร้ง!* ดึงดูดความสนใจของมือปืนทั้งสองให้หันไปมองตามสัญชาตญาณ
จังหวะนั้นเอง ธันวากระโจนออกจากที่กำบัง พุ่งตัวสุดแรงเกิดไปยังช่องทางหนีไฟฝั่งตรงข้าม
"มันอยู่ตรงนั้น! ตามไป!" เสียงตะโกนสั่งการดังลั่น พร้อมกับเสียงฝีเท้าวิ่งกรูเข้ามา เสียงกระสุนนัดที่สองและสามเจาะฝังลงบนพื้นปูนใกล้ข้อเท้าของเขาชนิดเฉียดฉิว ฝุ่นปูนฟุ้งกระจายเข้าตาจนแสบเคือง
ธันวาไม่หยุดวิ่ง เขารู้ดีว่าเส้นทางนี้คือทางตัน แต่ในฐานะสถาปนิกผู้ควบคุมการก่อสร้างตึกนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน เขาจำรายละเอียดโครงสร้างทุกตารางเมตรได้แม่นยำกว่าใคร พื้นที่ตรงระเบียงด้านนอกที่ยื่นออกไป เป็นส่วนของกันสาดปูนซีเมนต์เสริมเหล็กที่ออกแบบมาเพื่อประดับอาคาร แม้ว่าแบบจะถูกตัดทอนงบจนลดความหนาลงครึ่งหนึ่ง แต่มันน่าจะพอรับน้ำหนักตัวเขาในสภาพที่ไร้แรงกระแทกได้
เขากระโดดข้ามขอบหน้าต่างออกไปสู่ความมืดเบื้องนอก มือทั้งสองคว้าจับขอบคานปูนด้านบนไว้แน่น ร่างกายห้อยโตงเตงอยู่กลางอากาศที่ความสูงสิบสองชั้น ลมหนาวยามดึกปะทะร่างจนขนลุกชัน เสียงฝีเท้าของพงษ์หยุดลงที่ขอบหน้าต่างเหนือหัวเขาพอดี
"เอ๊ะ... หายไปไหนวะ หรือว่ามันกระโดดลงไปข้างล่าง?" เสียงพงษ์สบถอย่างหัวเสีย เสียงเคาะรองเท้าคอมbatกับพื้นปูนดังอยู่เหนือศีรษะไม่ถึงเมตร "ลองส่องไฟดูซิ!"
ธันวากลั้นหายใจ แขนทั้งสองข้างสั่นระริกจากภาระที่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวทั้งหมด สายตาเหลือบมองลงไปเบื้องล่าง—แสงไฟจากรถสายตรวจของตำรวจที่เพิ่งเลี้ยวเข้ามาจอดที่ลานจอดรถด้านหน้าอาคารกำลังกะพริบวับวาบส่องสว่าง
รอดแล้ว... อย่างน้อยก็ในแง่ของชีวิต
แต่ทว่า ในวินาทีที่ธันวากำลังจะผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก ปลายนิ้วชี้ข้างขวาของเขากลับไปสัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องคานปูน—วัตถุทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กที่ห่อด้วยพลาสติกกันกระแทก พร้อมกับสายไฟสีแดงและดำที่ต่อโยงเข้ากับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋ว
มันไม่ใช่กล้องวงจรปิด... และมันไม่ใช่สัญญาณกันขโมย
ดวงตาของธันวาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตระหนักรู้ที่วิ่งเข้ามาในหัวสมองอย่างรวดเร็วดังสายฟ้าแลบ แสงไฟกะพริบจากนาฬิกาดิจิทัลขนาดเล็กบนวัตถุดังกล่าวส่งสัญญาณไฟสีแดงกะพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ—*แปด... เจ็ด... หก...*
เหนือหัวขึ้นไป เสียงฝีเท้าของพงษ์ถอยห่างออกไป พร้อมกับเสียงตะโกนสั่งการลูกน้องที่วิ่งกรูลงไปชั้นล่างเพื่อรับมือกับตำรวจ
แต่ไม่ใช่เพราะพวกมันกลัวตำรวจ...
ธันวาตระหนักได้ทันทีว่า อาคารหลังนี้ไม่ได้ถูกใช้เป็นแค่ที่เก็บเอกสารฟอกเงิน แต่มันคือ "พยานปากเอก" ที่ถูกตั้งเวลาให้กลายเป็นเศษซากที่ไร้หลักฐานโดยสมบูรณ์ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
"รินรดา..." ธันวาตะโกนสุดเสียงผ่านไมโครโฟนด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วงและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "ถอยรถออกไปเดี๋ยวนี้! ตึกนี้... มันกำลังจะระเบิด!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความจริงนี้ไปด้วยกันนะครับ - คนมองเมือง
สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง•ตอนที่ 26
จังหวะนรก
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!