เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับคนดื้อรั้นในเขตห้ามเข้า•ตอนที่ 4

คำเตือนที่ไม่มีใครฟัง

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
เสียงโลหะขูดขีดกำแพงด้านนอกเซฟเฮาส์ดังขึ้นครูดคราด ราวกับมีบางสิ่งกำลังลากกรงเล็บแหลมคมไต่ขึ้นมาตามแนวท่อระบายน้ำ อาคินดีดตัวลุกขึ้นจากโซฟาตัวเก่าในเสี้ยววินาที สัญชาตญาณนักแกะรอยถูกปลุกให้ตื่นเต็มพิกัด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดนิ่งที่หน้าต่างกระจกฝ้าซึ่งบานพับขึ้นสนิม เขาก้าวฉับๆ เข้าไปประชิดตัวรินรดาที่กำลังยืนถือแก้วน้ำมือสั่นเทา แล้วคว้าข้อมือเธอด้วยแรงที่มากพอจะทำให้เธออุทานออกมาด้วยความตกใจ "เงียบ" อาคินกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหูของเธอในระยะประชิด "ถ้าไม่อยากตายอย่างไร้สติ ก็หุบปากแล้วหยุดขยับตัวซะ" "ปล่อยนะ! คุณอาคิน ฉันเจ็บ..." รินรดาพยายามสะบัดข้อมือออกด้วยความดื้อรั้น ดวงตากลมโตฉายแววหวาดหวั่นแต่ก็ยังอุตส่าห์ดื้อดึงที่จะเถียงกลับ "แล้วนั่นเสียงอะไร ทำไมคุณต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นด้วย เลิกทำตัวเป็นเจ้าชีวิตฉันสักทีจะได้-" ร่างสูงไม่รอให้เธอพูดจบ มือหนาอีกข้างควท้ายทอยทุยของเธอแล้วกดลงแนบอกแกร่งทันที แรงกระชากกึ่งอุ้มนั้นทำให้รายละเอียดยิบย่อยของความถือดีในตัวหญิงสาวปลิวหายไปในพริบตา รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง หัวใจของเธอเต้นรัวโครมครามจนไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเสียงประหลาดภายนอก หรือเป็นเพราะสัมผัสแนบแน่นจากแผงอกหนาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของชายหนุ่มผู้นี้กันแน่ "บอกให้อยู่เฉยๆ ไงครับ คุณรินรดา" เสียงกระซิบของอาคินชิดติดกลุ่มผม นุ่มนวลแต่เด็ดขาดในเวลาเดียวกัน กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝนจางๆ จากตัวเขาโชยเข้าจมูกเธอท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ ภายนอก... เสียงโลหะกระทบกระจกหน้าต่างดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียงขูดขีด แต่มันคือเสียงกรงเล็บตะกุยกระจกอย่างบ้าคลั่ง ตามด้วยเสียงคำรามต่ำในลำคอที่ฟังดูคล้ายสัตว์ป่ากระหายเลือด แต่มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางส่งเสียงแบบนั้นออกมาได้แน่นอน รินรดาตัวแข็งทื่อ ความถือดีที่เคยมีมาตลอดชีวิตพังทลายลงในชั่วพริบตา ความกลัวเข้ามาเกาะกุมหัวใจจนเธอเผลอยกมือขึ้นกำชายเสื้อผ้าฝ้ายของอาคินไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ปลายเล็บจิกเข้ากับเนื้อผ้าเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว อาคินเหลือบมองมือเรียวที่กำเสื้อเขาแน่น รอยยิ้มเยาะหยันที่มักประดับอยู่บนมุมปากจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาดุดันและจริงจัง เขารู้ดีว่าเขตห้ามเข้าแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนเหยียบย่างเข้ามาเล่นๆ และร่องรอยที่พวกเขาทิ้งไว้เมื่อตอนเย็น คงนำพา 'แขกไม่速เชิญ' มาเคาะประตูทักทายเร็วกว่าที่คาดคิด "กลัวแล้วหรือครับ ไหนว่าเก่งนักไม่ใช่เหรอ สถาปนิกผู้ตรวจแบบมาแล้วไม่เคยพลาดทุกตารางนิ้ว" อาคินเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะวิกฤตเพียงใด แต่เขากลับฉวยโอกาสนี้กระเซ้าเย้าแหย่เธอเพื่อลดความตึงเครียด "ถ้าคุณยังมีอารมณ์มาพูดจาถากถางฉัน... อุ Ssh!" รินรดาเงยหน้าขึ้นหวังจะต่อปากต่อคำให้สมกับความหมั่นไส้ แต่อาคินกลับใช้มืออีกข้างปิดปากเธอไว้แน่น ดวงตาคมกริบส่งสัญญาณเตือนให้เงียบกริบยิ่งกว่าเดิม เมื่อเงาดำมหึมาทาบทับลงบนกระจกหน้าต่างฝ้า บังแสงไฟสลัวจากด้านนอกจนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดสนิท บรรยากาศในเซฟเฮาส์แคบๆ กลับอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ไดนามิกของคู่ปรับที่เคยปะทะคารมกันอย่างดุเดือดเมื่อครู่ บัดนี้ถูกบีบอัดให้เหลือเพียงความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนเกินความจำเป็น ร่างกายของทั้งคู่เบียดชิดกันอย่างไร้ช่องว่าง อุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นของรินรดาแนบสนิทไปกับความเย็นเยียบจากอุปกรณ์ยุทธวิธีบนตัวอาคิน เคมีที่พลุ่งพล่านอยู่ใต้ผิวหนังทำให้ความโกรธเคืองแปรเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าแปลกประหลาดที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง อาคินก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขน ปลายนิ้วที่ยังคงแตะอยู่บนริมฝีปากอิ่มสัมผัสได้ถึงความนุ่มและลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดฝ่ามือของเขา ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับเอาไว้ภายใต้ความเย็นชาตลอดหลายวันที่ผ่านมา กำลังจะทะลักออกมาตามจังหวะชีพจรที่เต้นแรงของเธอ เสียงกระจกหน้าต่างเริ่มมีรอยร้าว เสียงแตกดังเปรี๊ยะเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงัน อาคินตัดสินใจเด็ดขาด เขาละมือออกจากปากเธออย่างรวดเร็วแล้วคว้าปืนพกสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมาปลดเซฟด้วยความชำนาญ ก่อนจะดึงรินรดาให้หลบไปอยู่หลังตู้เหล็กทึบหนา ร่างสูงกึ่งบังคับกึ่งโอบอุ้มเธอไว้ในพื้นที่ปลอดภัย "อยู่ตรงนี้ ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น" อาคินกระซิบสั่งด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและห่วงใยในเวลาเดียวกัน รินรดามองใบหน้าด้านข้างของเขาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอไม่เคยคิดเลยว่าภายใต้ท่าทีปากร้าย เย็นชา และน่าหมั่นไส้ของชายหนุ่มคนนี้ จะมีสัญชาตญาณของการปกป้องที่ดิบเถื่อนและพึ่งพาได้ขนาดนี้ "แล้ว... แล้วคุณล่ะ" เธอเอ่ยถามเสียงสั่น แววตาหวาดวิตกเจือความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด อาคินหันมาสบตาเธอนิ่ง รอยยิ้มมุมปากที่แฝงความดื้อรั้นปรากฏขึ้นชั่วแวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังใจสั่นระรัว "ผมไม่ยอมให้ของเล่นชิ้นใหม่ของผมพังคามือหรอกครับ... โดยเฉพาะคนดื้อๆ อย่างคุณ" พูดจบ อาคินก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะพังหน้าต่างเข้ามา แต่ทว่า... ก่อนที่ปลายกระบอกปืนของเขาจะได้เล็งไปยังเป้าหมาย เสียงเคาะประตูไม้เก่าแก่หน้าเซฟเฮาส์กลับดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ไม่ใช่เสียงกรงเล็บตะกุย ไม่ใช่เสียงคำรามของสัตว์ร้าย แต่มันคือเสียงเคาะประตูจาก ‘มนุษย์’ ที่จงใจมาเยือน และที่สำคัญที่สุด... รหัสจังหวะนั้นทำให้อาคินชะงักกึก สีหน้าของนักแกะรอยผู้เยือกเย็นเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดถึงขีดสุดในเสี้ยววินาที ฝากกดใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "สเปซโอเดสซีย์" ด้วยนะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับคนดื้อรั้นในเขตห้ามเข้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%