“ถ้าคุณจะพาฉันมาที่นี่เพื่อฟังคำโกหกอีกครั้ง... ฉันว่าเราแยกย้ายกันเถอะค่ะ”
รสาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ท่ามกลางเสียงกระเซ็นของสายน้ำที่กระทบโขดหินเบื้องล่าง เธอไม่ได้หันไปมองพายุที่นั่งอยู่ข้างกาย แต่ดวงตาคู่สวยกลับจ้องมองผืนน้ำที่สะท้อนเงาของหมู่เมฆสีเทาจางๆ ในยามใกล้พลบค่ำ คำพูดของเพียงขวัญที่ทิ้งท้ายไว้ในตอนก่อนหน้ายังคงวนเวียนอยู่ในหัว ราวกับหนามยอกที่คอยเตือนให้เธออย่าได้เผลอใจไปกับความอบอุ่นจอมปลอม
พายุไม่ได้โต้ตอบในทันที เขานั่งนิ่ง มือหนาหยาบกร้านจากการทำงานหนักในไร่ส้มวางแนบลงบนโขดหินเรียบเนียน ก่อนจะปล่อยให้ความเงียบทำงานอยู่ครู่ใหญ่ รสาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากลมหายใจเข้าลึกของคนข้างๆ เขากำลังพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความทรงจำที่แตกสลาย
“รสา... คุณเชื่อไหมว่าบางแผลเป็น มันไม่ได้มีไว้เพื่อเตือนว่าเราเคยเจ็บแค่ไหน แต่มันมีไว้เพื่อบอกว่า เรามีชีวิตรอดมาได้ยังไง” เสียงทุ้มต่ำของเขาสั่นพร่านิดๆ พายุมองตรงไปข้างหน้า สายตาของเขาดูเลื่อนลอย ราวกับกำลังมองทะลุผ่านกระแสน้ำย้อนกลับไปยังวันวาน
รสาหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา สันกรามคมสันที่เคยดูเย็นชาบัดนี้กลับดูอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ
“ในวันที่ไร่ส้มแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ผม... วันที่มันเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของพ่อและแม่” เขาเว้นจังหวะ กัดริมฝีปากแน่นจนเห็นสีเลือด “รถคันนั้นพุ่งตกเหวไปต่อหน้าต่อตาผมเพราะพายุฝน ผมยืนอยู่ตรงนี้... มองดูความตายพรากทุกอย่างไปทิ้งไว้เพียงเด็กชายคนหนึ่งที่ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาเหลือจะไหล”
รสาอึ้งไปครู่ใหญ่ ความอบอุ่นที่เธอเคยสัมผัสจากมือของเขา บัดนี้เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่ามันถูกสร้างขึ้นจากความพยายามที่จะโอบอุ้มเศษเสี้ยวของชีวิตที่เคยพังทลาย
“ผมใช้เวลาหลายปีกับการโทษตัวเอง... โทษว่าถ้าผมเก่งกว่านี้ ถ้าผมห้ามพวกเขาได้ ถ้าผม... ผมคงไม่เป็นแบบนี้” เขาหันมาสบตาเธอ แววตาของพายุในตอนนี้ไม่ได้มีความแข็งกร้าวเหลืออยู่เลย มีเพียงความเปราะบางที่ทำให้หัวใจของรสาเต้นผิดจังหวะ “คุณถามว่าผมกำลังเล่นอยู่กับอะไรใช่ไหมรสา... ผมไม่ได้เล่น ผมแค่กำลังพยายามเรียนรู้ที่จะวางอดีตลง เพื่อที่จะมีอนาคต... ที่มีคุณ”
รสาเงียบไป หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบคั้นด้วยความเห็นอกเห็นใจ เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิดจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างสูง
“แผลเป็นของคุณ... มันคงเจ็บปวดมาก” รสาพึมพำ น้ำเสียงของเธออ่อนโยนจนน่าใจหาย เธอเอื้อมมือไปแตะที่มือของเขาอย่างแผ่วเบา เป็นการปลอบประโลมที่เธอเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะทำ
พายุพลิกมือมาจับมือเธอไว้แน่น สัมผัสที่หนักแน่นนั้นทำให้รสารู้สึกถึงความมั่นคงอย่างประหลาด “รสา... อย่าทิ้งผมไว้กับความเงียบอีกเลยนะ คุณคือคนเดียวที่ทำให้ผืนดินที่แห้งแล้งของผมกลับมามีสีเขียวอีกครั้ง”
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังผลิบานด้วยความเข้าใจ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเดินป่าด้านหลัง เสียงนั้นหยุดลงกะทันหันก่อนจะตามมาด้วยน้ำเสียงที่รสาจำได้แม่นว่าเป็นของใคร
“ดูเหมือนฉันจะมาขัดจังหวะช่วงเวลาซึ้งๆ ของเจ้าของไร่กับ ‘ของรัก’ ชิ้นใหม่เข้าให้แล้วสินะ”
รสาเบิกตากว้างเมื่อเห็นหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงยืนเด่นอยู่ท่ามกลางความสลัวของโขดหิน เธอยังไม่ทันจะได้หายตกใจ พายุก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับปล่อยมือรสาออกทันที แววตาของเขาที่เคยมองเธออย่างอ่อนโยน เปลี่ยนเป็นความนิ่งงันที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความหวาดหวั่นที่ปิดไม่มิด
“เธอมาที่นี่ทำไม... มินตรา?” พายุถามด้วยเสียงที่เย็นเยือกผิดปกติ
มินตราคลี่ยิ้มบาง แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับไม่มีร่องรอยของความเอ็นดูแม้แต่น้อย เธอก้าวเข้ามาใกล้จนรสาต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
“ถามแปลกนะคะพายุ... ในเมื่อพินัยกรรมฉบับนั้นระบุชัดเจนว่าถ้าคุณไม่ยอมแต่งงานภายในสิ้นเดือนนี้ ไร่นี้ทั้งหมดจะต้องตกเป็นของฉัน... แล้วคุณคิดว่าฉันจะปล่อยให้คุณมีความสุขกับใครหน้าไหนได้ง่ายๆ อย่างนั้นเหรอคะ?”
น้ำผึ้งหยดแรกขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามเดินทางผ่านหยาดเหงื่อและน้ำตามาถึงตอนนี้นะคะ
ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม•ตอนที่ 10
คำสารภาพริมลำธาร
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!