“เก็บมันไปซะ… อย่าให้ผมต้องถามว่าคุณรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหน”
เสียงของพายุแหบพร่า ทว่าหนักแน่นราวกับก้อนหินที่ถูกทุ่มลงบนผืนน้ำนิ่ง รสาไม่ได้หันไปมอง เธอเพียงแต่นั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้หวายริมระเบียงที่มองเห็นแนวต้นส้มทอดยาวสุดลูกหูลูกตา มือเรียวสั่นเทาขณะกอดกุมถ้วยชาที่เย็นชืดไว้แน่น ความเงียบหลังประโยคนั้นมันไม่ได้เป็นเพียงช่องว่างระหว่างคนสองคน แต่มันคือใบมีดที่ค่อยๆ กรีดลึกลงไปในความไว้เนื้อเชื่อใจที่เพิ่งเริ่มก่อตัว
พายุมองแผ่นหลังบางนั้นด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก กระดาษในมือเขา—หลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงอดีตของรสาเข้ากับความลับบางอย่างในไร่แห่งนี้—ถูกขยำจนยับยู่ยี่ เขาไม่ได้ต้องการคำตอบในตอนนี้ เขาแค่ต้องการความจริงที่รสาอาจจะรู้อยู่เต็มอก แต่กลับเลือกที่จะปิดบังมันไว้ด้วยท่าทีไร้เดียงสา
“คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูด” เขาเอ่ยต่อ น้ำเสียงผ่อนลงเล็กน้อยแต่ยังคงความห่างเหิน “แต่ถ้าความจริงมันจะทำร้ายคุณ... ผมก็แค่หวังว่าคุณจะเห็นผมเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่คนแปลกหน้า”
รสาเม้มปากแน่น ความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่ในอก เธอไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง แต่นี่คือบาดแผลที่เธอยังไม่พร้อมจะให้ใครมองเห็น โดยเฉพาะพายุ คนที่เธอเริ่มรู้สึกว่า... เขาคือที่พักพิงเดียวที่เหลืออยู่บนโลกที่โหดร้ายใบนี้
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ ร่างบางเดินไปยืนพิงราวระเบียง สายลมเย็นเยียบยามค่ำคืนของปลายดอยปะทะเข้ากับใบหน้าซีดเผือด เธอไม่ได้หันไปเผชิญหน้ากับเขา แต่เธอกลับเลือกที่จะปล่อยให้ความเงียบทำงานของมันอีกครั้ง
“บางอย่าง... ถ้าพูดออกมาแล้ว มันก็ไม่มีวันหมุนกลับไปแก้ไขได้นะคะคุณพายุ” เสียงของรสาเบาหวิวราวกับละอองหมอก “และที่สำคัญ... ถ้าฉันพูดไปแล้ว ฉันกลัวว่าคุณจะเป็นคนเดียวที่ได้รับอันตราย”
พายุเดินเข้ามาใกล้ เขาสามารถสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกจากตัวเธอ แม้ในยามที่อากาศหนาวเหน็บ เขาไม่ได้เอื้อมมือไปแตะต้องเธอ แต่เขากลับเลือกที่จะยืนเยื้องไปด้านหลังเล็กน้อย—ตำแหน่งที่พร้อมจะกั้นขวางทุกอย่างที่อาจจะพุ่งเข้ามาทำร้ายเธอ—ราวกับจะบอกเป็นนัยว่า ไม่ว่าพายุลูกไหนจะพัดเข้ามา เขาก็จะขอเป็นคนแรกที่รับแรงปะทะนั้นไว้เอง
“งั้นก็ไม่ต้องพูด” เขาบอกเพียงแค่นั้น ก่อนจะหยิบเสื้อคลุมตัวหนาของเขาเองวางลงบนไหล่เธออย่างแผ่วเบา “แต่อย่าก้าวถอยหลังไปมากกว่านี้ ผมยังอยู่ตรงนี้ ไม่เคยไปไหน”
ความอ่อนโยนที่มาพร้อมกับความหนักแน่นทำให้รสาถึงกับสะอึก เธอหันกลับมามองเขา ดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นแสงเพราะความเจ็บปวดบัดนี้มีหยาดน้ำใสเอ่อคลอ พายุไม่ได้ถามจี้ใจดำ เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองกระดาษในมืออีกครั้ง เขากลับเลือกที่จะคว้าถ้วยชาเย็นๆ นั่นไปวางไว้ที่โต๊ะ แล้วหยิบกาแฟร้อนๆ ส่งให้เธอแทน
“ดื่มซะ จะได้หายหนาว”
รสาขยับตัวเข้าหาความอุ่นจากถ้วยกาแฟ ความเงียบครั้งนี้ไม่ได้บาดลึกเหมือนคราแรก แต่มันกลับเป็นความเงียบที่ให้พื้นที่ในการหายใจ เธอแอบมองเขา—ชายหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นทางใจไม่ต่างจากเธอ เขากำลังยืนมองยอดส้มในความมืดด้วยแววตาครุ่นคิด แต่เขาก็ยังคงกางกั้นพื้นที่ส่วนตัวของเธอไว้อย่างให้เกียรติ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนความมืดมิดกลืนกินไร่ส้มไปเกือบหมดสิ้น กระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นที่บันไดทางขึ้นเรือน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงพนักงานในไร่ แต่เป็นจังหวะการเดินที่คุ้นเคยและชวนให้ขนลุกซู่
พายุชะงัก สายตาคมกริบเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวในเสี้ยววินาที เขาขยับตัวบังรสาไว้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติที่สุด มือหนากดไหล่เธอเบาๆ เป็นสัญญาณให้เงียบ
“ใครน่ะ?” พายุตะโกนถาม
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงวัตถุบางอย่างถูกวางลงบนโต๊ะไม้หน้าเรือน ก่อนที่ร่างเงานั้นจะหายวับไปในความมืด รสาใจเต้นรัวจนแทบไม่ได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง พายุค่อยๆ ก้าวเดินไปที่โต๊ะนั้น แสงไฟสลัวจากในเรือนส่องให้เห็น ‘ซองจดหมาย’ อีกฉบับที่วางอยู่บนนั้น—จดหมายที่ประทับตราประหลาด ซึ่งรสาจำมันได้ดี... มันคือตราประทับของคนรักเก่าที่หักหลังเธอ และในจดหมายฉบับนั้น มีรูปถ่ายใบหนึ่งสอดออกมาให้เห็นเพียงเสี้ยวเดียว
รสาหน้าถอดสีเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในภาพ... เป็นภาพของพายุและเธอกำลังยืนอยู่ด้วยกันในไร่ส้มเมื่อสองวันก่อน พร้อมข้อความลายมือที่คุ้นเคยเขียนด้วยปากกาหมึกสีแดงฉานว่า
*“ดูเหมือนของรักของหวงชิ้นใหม่ของเธอ... จะไม่รู้เลยนะว่าเขากำลังเล่นอยู่กับอะไร”*
ด้วยรักและขอบคุณที่เดินทางมากับตัวละครของน้ำผึ้งหยดแรกครับ.
ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม•ตอนที่ 9
ความเงียบที่บาดลึก
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!