“คุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินว่าความเงียบของฉันมันหมายถึงอะไรค่ะ, คุณพายุ”
เสียงของรสาพรไม่ได้สั่น พร่า หรือแม้แต่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาอย่างที่หญิงสาวเคยเป็นในยيامแรกที่ก้าวเข้ามาในไร่ส้มปลายดอยแห่งนี้ ตรงกันข้าม... มันราบเรียบ เย็นเยียบ และคมกริบราวกับใบมีดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เนื้อผ้าแพรเนื้อนุ่ม ร่างบางยืนพิงขอบหน้าต่างเรือนพักไม้สักทอง แสงไฟสีส้มสลัวจากตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะทำงานสาดกระทบเสี้ยวหน้าด้านข้าง ทำให้เห็นสันจมูกโด่งรั้นและแพขนตางอนที่ทาบเงาทับโหนกแก้มชัดเจน
พายุชะงักฝีเท้าลงทันที ระยะห่างระหว่างเขากับเธอยามนี้เหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายเฉพาะตัวของเจ้าของไร่หนุ่ม—กลิ่นดินชื้นยามค่ำ ผสมผสานกับกลิ่นเปลือกส้มสดและไอเย็นจากยอดดอย—ลอยกรุ่นอยู่รอบตัวชายหนุ่ม ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงลึกยามไร้ลม
“ผมไม่ได้ตัดสิน, รสา” น้ำเสียงทุ้มต่ำหลุดลอดจากริมฝีปากหยักหนาที่เม้มเข้าหากันแน่น “แต่ผมแค่อ่านสายตาของคุณออก... สายตาที่กำลังพยายามบอกลา ทั้งที่ปากของคุณยังบอกว่าเราควรจะอยู่ตรงนี้ต่อไป”
รสาพรแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงนั้นกลั้วอยู่ในลำคอ ช่างเป็นความขมขื่นที่เธอเองก็ไม่นึกว่ามันจะรสชาติบาดลึกได้ถึงเพียงนี้ มือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้กระเป๋าเสื้อกันหนาวตัวโคร่งกำลังกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เพื่อดึงสติสัมปชัญญะทั้งหมดให้อยู่กับเนื้อกับตัว ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดหายใจ
“คุณฉลาดเกินไปค่ะ, คุณพายุ” เธอกล่าวต่อ สายตาคมปลาบหันกลับมาสบประสานกับดวงตาของเขาตรงๆ “ฉลาดจนบางที... คุณก็มองข้ามความจริงที่ว่า คนเราไม่ได้อยากถูกอ่านใจตลอดเวลาหรอกนะคะ โดยเฉพาะในเวลาที่พวกเขากำลังพยายามประกอบเศษซากความรู้สึกของตัวเองขึ้นมาใหม่”
คำพูดนั้นทำเอาพายุถึงกับผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างหนักหน่วง ไหล่กว้างที่เคยแบกรับภาระและอดีตอันหนักอึ้งของไร่ส้มแห่งนี้ดูราวกับจะทรุดฮวบลงไปชั่วขณะ มือใหญ่ข้างหนึ่งยกขึ้นเสยผมสีเข้มที่ลู่ตกลงมาปรกหน้าผากอย่างหงุดหงิดในความอับจนหนทางที่จะสื่อสาร เป็นครั้งแรกที่เจ้าของไร่ส้มผู้ไม่เคยเกรงกลัวพายุร้ายใดๆ บนยอดดอย กลับรู้สึกว่าลมหายใจของหญิงสาวตรงหน้ามีอานุภาพทำลายล้างความมั่นใจของเขาทั้งหมดลงได้ในพริบตา
ภายในห้องทำงานขนาดกะทัดรัด เงียบงันเสียจนได้ยินเสียงซ่าของสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมากระทบหลังคาสังกะสีด้านนอก เป็นเสียงฝนระลอกใหม่ที่ซ้ำเติมความเปียกชื้นในหัวใจของคนทั้งคู่ให้ทวีความรุนแรงขึ้น
รสาพรกวาดสายตามองไปรอบห้อง หนังสือบันทึกการเกษตร กองใบเสร็จ และกล่องไม้ใส่เมล็ดพันธุ์ส้มที่วางระเกะระกะ ทุกอย่างคุ้นตาและผูกพันจนน่าใจหาย ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ไร่ส้มปลายดอยแห่งนี้ทำหน้าที่เสมือนรังไหมอุ่นๆ ที่ช่วยห่อหุ้มปีกที่หักยับเยินของเธอให้กลับมาแข็งแรงพอที่จะบินได้อีกครั้ง และคนที่คอยหยิบยื่นรังไหมนั้นให้... ก็คือผู้ชายร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคนนี้
ชายผู้มีแผลเป็นในอดีตฝังลึกไม่ต่างจากเธอ ชายผู้ไม่ค่อยพูดจาหวานหู แต่กลับแสดงออกผ่านความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ อย่างการแอบเอาน้ำอุ่นมาวางไว้หน้าห้องพักทุกคืน หรือการเงียบๆ อยู่เป็นเพื่อนในวันที่เธอนั่งเหม่อมองหมอกลงจัด
แต่วันเวลามันหมุนเปลี่ยน และความจริงก็คือความจริง...
รสาพรเป็นเพียงนักเดินทางพลัดถิ่นที่แวะมาพักพิงชั่วคราว เมื่อแผลหาย เธอก็ต้องเดินทางต่อ ไม่ใช่เพราะเธอไม่รักสถานที่แห่งนี้ แต่เพราะเธอกลัว... กลัวว่าหัวใจที่กำลังจะหายดี จะกลับไปแตกสลายอีกครั้ง หากเธอยังคงยืนอยู่ใกล้ ‘ความอบอุ่น’ ที่อันตรายเกินไป
“เพียงขวัญโทรหาฉันเมื่อช่วงหัวค่ำค่ะ” รสาพรเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน น้ำเสียงของเธอกลับมานุ่มนวลขึ้น แต่มันเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ยากจะต้านทาน “เธอเตือนสติฉันในเรื่องที่ฉันพยายามหลบหนีมาตลอด... ว่าการซ่อนตัวอยู่หลังต้นส้มเหล่านี้ ไม่ได้ช่วยให้ฉันลืมอดีตได้จริงหรอกค่ะ มันเป็นแค่การเลื่อนเวลาที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริงออกไปเท่านั้น”
พายุหรี่ตาลงเล็กน้อย กล้ามเนื้อบริเวณกรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน “แล้วเรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรกับเรา... เกี่ยวอะไรกับความรู้สึกที่คุณมีให้ผมตอนนี้?”
“เกี่ยวสคะ... เกี่ยวทั้งหมดเลย” รสาพรสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า “เพราะทุกครั้งที่คุณทำดีกับฉัน ทุกครั้งที่คุณใช้สายตาคู่นั้นมองมา มันทำให้ฉันเกือบจะลืมไปแล้วว่า ฉันเป็นใคร และฉันกำลังยืนอยู่บนรอยแผลของใครบ้าง... คุณพายุคะ ฉันไม่อยากเป็นเพียงแค่ ‘ตัวแทน’ ของใคร หรือเป็นแค่คนที่ผ่านมาเพื่อช่วยเยียวยาความเหงาให้คุณในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวนี้”
สิ้นคำพูดนั้น ประกายแสงในดวงตาของพายุก็เปลี่ยนไปทันที ความนิ่งสงบถูกแทนที่ด้วยความระอุร้อนที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มก้าวพรวดเดียวเข้ามาประชิดตัวรสาพรจนแทบไม่เหลือช่องว่าง มือใหญ่ทั้งสองข้างเอื้อมไปจับขอบหน้าต่างไม้ทั้งสองด้าน กักตัวเธอไว้ในวงแขนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“คุณคิดว่าผมเห็นคุณเป็นตัวแทนของใครอย่างนั้นหรือ, รสา?” เสียงกระซิบของเขาต่ำพร่า ชิดริมหูของเธอจนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้ากับลำคอระหง ขนอ่อนทั่วร่างของหญิงสาวลุกชันขึ้นทันที “มองตาผม... มองลึกลงไปแล้วบอกผมซิ ว่าคุณเห็นเงาของใครซ้อนอยู่ในนี้บ้างไหม!”
รสาพรสะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นโครมครามรุนแรงจนแทบจะกระโจนออกมานอกอก เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา เธอก็พบแต่ความจริงจังที่ร้อนแรง ดุดัน และเว้าวอนในคราเดียวกัน จนเธอแทบไม่กล้าหายใจ ความรู้สึกโหยหาที่พยายามกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจพรั่งพรูขึ้นมาอย่างไร้การควบคุม ปลายจมูกของเขากับเธออยู่ใกล้กันเพียงแค่คืบ กลิ่นไอกายของเขาห่อหุ้มเธอไว้ราวกับจะกลืนกิน
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลหมุนวนด้วยความสับสน เธอกลัว... กลัวว่าถ้าหากเธอเผลอใจไปมากกว่านี้ เธอก จะไม่มีวันเดินออกจากไร่ส้มแห่งนี้ได้อีกตลอดกาล
“คุณ... คุณกำลังทำให้ฉันใจอ่อน, คุณพายุ...” รสาพรพึมพำเสียงสั่นพร่า น้ำตาเจ้ากรรมเริ่มรื้นขึ้นมาคลอหน่วยดวงตาทั้งสองข้างอย่างห้ามไม่อยู่ “และฉันเกลียดตัวเองที่พ่ายแพ้ให้กับความอ่อนโยนของคุณ ทั้งๆ ที่เราต่างก็รู้ดีว่า... เรามันคือคนที่มีอดีตพังๆ มาด้วยกันทั้งคู่”
พายุไม่ตอบคำชายหนุ่มเลื่อนมือข้างหนึ่งจากขอบหน้าต่าง มาสัมผัสเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนใส นิ้วหยาบกร้านจากการทำสวนเกลี่ยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาให้อย่างอ่อนโยน ท่าทางที่ขัดกับมาดนิ่งขรึมนั้นทำให้หัวใจของรสาพรกระตุกวูบ
“อดีตมันพัง... ก็ปล่อยให้มันพังไปสิ, รสา” น้ำเสียงของเขาอบอุ่นและลึกซึ้งจนคนฟังแทบละลาย “เพราะตั้งแต่มีคุณก้าวเข้ามาในสวนส้มนี้... ผมไม่เคยสนใจเลยว่าเมื่อก่อนผมเคยสูญเสียอะไรไปบ้าง... สิ่งเดียวที่ผมกลัวที่สุดตอนนี้... ไม่ใช่การอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว”
เขาก้มหน้าลงช้าๆ หน้าผากแนบชิดกับหน้าผากของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางเสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดด้านนอก รสาพรกำลังจะพ่ายแพ้... เธอกำลังจะหลับตาลงและปล่อยให้ริมฝีปากของเขาปิดกั้นความลังเลทั้งหมดที่มี
ทว่า...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะทุกอย่างลงอย่างกะทันหัน ราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางความเงียบงันในค่ำคืนนี้ พายุผละออกจากร่างของรสาพรด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจ หญิงสาวหน้าถอดสี รีบถอยหลังกรูดไปยืนชิดมุมห้อง จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยมือที่สั่นเทา
“คุณพายุคะ! แย่แล้วค่ะ!” เสียงตะโกนปนหอบเหนื่อยของ ‘ลุงมั่น’ ผู้ช่วยเก่าแก่ของไร่ดังทะลุบานประตูเข้ามา น้ำเสียงของชายชราสั่นเครือจนผิดปกติ “รีบออกมาดูเร็วเข้าเถอะค่ะ! ทางเรือนพักรับรองด้านล่าง... มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งเพิ่งนั่งรถมาถึงจากสถานีขนส่ง... เขาบอกว่าเขาคือ ‘คู่หมั้น’ ของคุณรสา ที่ตามมาตามหาตัวเธอกลับกรุงเทพฯ ครับ!”
รสาพรยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน หัวใจที่กำลังเต้นระรัวด้วยความหวานซึ้งเมื่อครู่ ดิ่งวูบลงเหวความมืดมิดในทันทีที่ได้ยินคำว่า *‘คู่หมั้น’*
พายุหันขวับกลับมามองหน้าเธอทันที ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายประกายความเยียบเย็นและคำถามมากมายที่ไร้ซึ่งคำตอบ
(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปกับความสัมพันธ์อันเปราะบางแต่ลึกซึ้งนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - น้ำผึ้งหยดแรก)
ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม•ตอนที่ 45
บทที่ 45
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!