"คุณจะบอกฉันว่า สิ่งที่คุณทำทั้งหมดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เป็นเพียงแค่ความหวังดีในฐานะ 'เพื่อนบ้าน' อย่างนั้นหรือคะ, พายุ"
น้ำเสียงของรสาเรียบนิ่ง ทว่าทุกพยางค์ที่หลุดลอดริมฝีปากบางเฉียบกลับสั่นไหวเล็กน้อยด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามกดทับไว้ใต้ความสุขุม เธอยืนนิ่งอยู่กลางห้องทำงานไม้สนของเรือนใหญ่ กลิ่นอจลคีรีและใบชาคั่วอบอวลผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของหยาดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมากระทบหลังคาสังกะสีด้านนอก แต่บรรยากาศภายในกลับร้อนรุ่มราวกับมีเปลวเพลิงไร้ควันแผดเผา
พายุชะงักมือที่กำลังวางแก้วเซรามิกบรรจุน้ำอุ่นลงบนโต๊ะทำงาน ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วหนาเข้มทอดมองหญิงสาวตรงหน้า นิ่งสนิทราวกับผืนน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงกระเพื่อม เขาไม่ตอบทันที ความเงียบงันที่ทอดยาวระหว่างเขากับเธอนั้นหนักอึ้งเสียจนเสียงฝนสาดซัดด้านนอกกลายเป็นเพียงเสียงประกอบฉากอันพร่าเลือน
"ถ้าคุณคิดว่ามันคือแค่นั้น... ทำไมแววตาของคุณถึงไม่เคยพูดแบบนั้นเลยล่ะคะ" รสาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มหยันที่ปรากฏขึ้นบนเรียวปากสวยช่างดูน่าเวทนาในความรู้สึกของเธอเอง เธอสาวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานไม้ยางพาราขัดมันทีละก้าว ชายกระโปรงผ้าลินินสีครีมยาวพลิ้วไหวตามจังหวะการก้าวเดิน "คุณดึงฉันเข้ามาในชีวิตของคุณ ให้ฉันได้เห็นรอยแผลในอดีตของคุณ ให้ฉันได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ภายใต้ความเงียบงันพวกนั้น... แล้วอยู่ๆ วันนี้คุณก็จะถอยหลังกลับไปเป็นแค่ผู้ชายใจดีเจ้าของไร่ส้มคนเดิมอย่างนั้นหรือคะ, พายุ"
"รสา..." เสียงทุ้มต่ำเอמהเอื้อนชื่อเธอออกมา ราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่เขาพอจะควบคุมให้มั่นคงได้ในวินาทีนี้ "คุณไม่เข้าใจหรอกว่าโลกที่ผมยืนอยู่มันเปราะบางแค่ไหน"
"ใช่ค่ะ! ฉันไม่เข้าใจ!" รสาสวนกลับทันควัน นัยน์ตากลมโตคู่สวยเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่เธอพยายามกัก Nเก็บไว้ไม่ให้ไหลร่วงลงมาประจานความอ่อนแอ "ฉันไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมผู้ชายที่บอกว่าพร้อมจะปกป้องคนอื่น ถึงได้ขี้ขลาดที่สุดเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเอง! คุณกลัวอะไรกันแน่คะพายุ? กลัวว่าฉันจะกลายเป็นคนรักเก่าที่หักหลังคุณ หรือว่า... กลัวว่าคุณจะรักฉันเข้าจริงๆ จนไม่กล้าปล่อยฉันไปไหนกันแน่"
คำถามนั้นพุ่งตรงปักกลางใจราวกับคมศร พายุเม้มริมฝีปากเข้าหากันเป็นเส้นตรง กล้ามเนื้อบริเวณกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่นชัด เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชอร์ตลึงแขนพับขึ้นเหนือข้อศอกก้าวเข้าประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว กลิ่นกายผสมผสานกลิ่นไอดินและผลส้มสดๆ พัดปะทะจมูกรสาจนเธอต้องหายใจสะดุ้ง
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่เหลือ พื้นที่ว่างแคบๆ ในห้องทำงานถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก รสาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล แรงอารมณ์โกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหวั่นไหวระทึกระทึกอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อมือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้เบาๆ ไม่แน่นจนเจ็บ แต่ก็มั่นคงเกินกว่าจะสะบัดหลุด
"คุณพูดถูกครึ่งหนึ่ง..." พายุกระซิบชิดริมฝีปาก เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อยจนแทบไม่ได้ยิน "ผมกลัว... กลัวว่าวันหนึ่งถ้าผมมอบหัวใจที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้คุณไป แล้วคุณก็จะเดินจากไปเหมือนกับที่คนพวกนั้นทำลายทุกอย่างในอดีตของผม... รสา... ผมไม่ได้กลัวความรัก แต่ผมกลัวตัวเอง กลัวว่าถ้าผมรักคุณมากเกินไป ผมจะไม่มีปัญญาฉุดรั้งคุณไว้ได้เมื่อถึงเวลาที่ปีกของคุณแข็งแรงพอจะบินกลับสู่เมืองกรุง"
คำสารภาพนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่มผู้รักสันโดษและซ่อนเร้นความรู้สึกมาตลอดชีวิต รสากลั้นหายใจ นัยน์ตาสั่นระริก หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หยดร่วงลงมาอาบแก้มเนียนอย่างห้ามไม่อยู่ ความโกรธขึงที่มีมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเจ็บปวดและเข้าใจในความเปราะบางของวิญญาณสองดวงที่ต่างมีบาดแผล
มืออีกข้างหนึ่งที่ว่างอยู่ของรสาค่อยๆ ยกขึ้น สัมผัสแผ่วเบาลงบนแก้มสากระคายของชายหนุ่ม นิ้วเรียวลูบไล้รอยแผลเป็นจางๆ บริเวณโหนกแก้มของเขาอย่างทะนุถนอม ราวกับต้องการเยียวยารอยร้าวในอดีตที่แม้แต่กาลเวลา2ก็ยังไม่อาจลบเลือน
"คนโง่..." รสาพึมพำเสียงเครือ รอยยิ้มทั้งน้ำตาปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน "คุณคิดว่าฉันบินหนีไปไหนได้พายุ... ในเมื่อหัวใจของฉันมันถูกคุณกักขังไว้ในไร่ส้มนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้... ตั้งแต่กลิ่นไอดินหลังฝนตกเริ่มกลายเป็นสิ่งเดียวที่ฉันอยากได้กลิ่นก่อนนอน... ตั้งแต่ที่คุณมองฉันด้วยสายตาคู่นี้... คุณยังคิดว่าฉันจะอยากกลับไปที่ไหนอีกอย่างนั้นเหรอคะ"
พายุหลับตาลงรับสัมผัสอุ่นจากฝ่ามือเรียวของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดรินแก้มกันและกัน ความเงียบงันที่เคยเป็นกำแพงกั้นกลางบัดนี้ถูกพังทลายลงด้วยความจริงใจที่เปลือยเปล่า เขาก้มหน้าลงหน้าผากแนบชิดกับหน้าผากของเธอ หลับตาซึมซับความอบอุ่นที่เขาโหยหามาเนิ่นนานนับแรมปี
"รสา..." เขาเรียกชื่อเธออีกครั้ง คราวนี้เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเว้าวอนและแรงปรารถนาลึกซึ้งที่ไม่อาจหักห้ามใจได้อีกต่อไป
ริมฝีปากหนาโน้มลงมาประทับเข้ากับเรียวปากอิ่มของหญิงสาวอย่างแผ่วเบาในคราแรก ราวกับเป็นการทาบทับคำสัญญาและข้อตกลงทางใจที่ไม่มีตัวหนังสือใดๆ บันทึก รสาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหลับตาลงปล่อยให้รสจูบอันอ่อนละมุน นุ่มนวล แต่ทว่าลึกซึ้งตรึงตรานี้ละลายความหวาดกลัวทั้งปวงในจิตใจ มือหนาเลื่อนมาโอบเอวบางเข้าหาตัวแนบแน่นขึ้น ดึงเธอเข้ามารับไออุ่นจากร่างกายของเขา ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดด้านนอกราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงแค่เขากับเธอเพียงลำพัง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังโอบกอดทั้งสองไว้ด้วยความหวานล้ำและหยาดน้ำตาแห่งความเข้าใจ...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายบรรยากาศอันแสนเปราะบางและลึกซึ้งให้แตกกระเจิงในพริบตา พายุผละออกจากริมฝีปากของรสาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบตวัดมองไปทางประตูกระจกฝ้าขุ่นด้วยความตกใจปนหงุดหงิด ขณะที่รสารีบยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มตัวเองอย่างลิบลับ ลมหายใจหอบกระชั้นด้วยความตื่นตระหนก
"คุณพายุคะ!" เสียงใสของหญิงสาวคนหนึ่งดังทะลุบานประตูเข้ามา ทำให้ร่างของรสาแข็งค้างไปชั่วขณะ เพราะเสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น... เพียงขวัญ เพื่อนสนิทของเธอเองที่เพิ่งเดินทางมาถึงไร่ส้มแห่งนี้เมื่อช่วงบ่าย "แย่แล้วค่ะ! ที่หน้าบ้านพักรับรอง... มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งกำลังโวยวายหาคุณรสา บอกว่าเป็น... อดีตคู่หมั้นของคุณรสาที่ตามมาจากกรุงเทพฯ ค่ะ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปกับความเปราะบางของหัวใจพวกเขานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - น้ำผึ้งหยดแรก
ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม•ตอนที่ 46
บทที่ 46
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!