"ถ้าคุณเลือกที่จะไปจากที่นี่ตอนนี้ รสา... ก็เท่ากับว่าคุณกำลังทรยศความรู้สึกที่ผมพยายามปกป้องมันไว้ตลอดสามปีที่ผ่านมา"
เสียงทุ้มต่ำของพายุไม่ได้ดุดัน แต่มันกลับกรีดลึกลงไปในความรู้สึกของรสาพรจนเธอต้องชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวออกจากเรือนไม้หลังเล็ก มือที่กำสายกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดสั่นระริก เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามบังคับไม่ให้เสียงของตัวเองสั่นเครือในขณะที่หันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา
"ความรู้สึกที่ต้องหลบซ่อนอยู่ในความเงียบงันแบบนี้น่ะหรือคะที่คุณเรียกว่าการปกป้อง" รสาพรย้อนถาม สายตาที่มักจะอ่อนโยนเสมอในยามนี้กลับไหวระริกไปด้วยมวลความน้อยใจ "คุณพายุคะ... ความเงียบของคุณมันไม่เคยเป็นที่พักพิง แต่มันคือกำแพงที่ขวางกั้นเราไว้จนฉันแทบหายใจไม่ออก"
พายุนิ่งเงียบ ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องใบหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยรอยน้ำตาของหญิงสาวเบื้องหน้า แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันบนระเบียงวูบไหวตามแรงลม ยิ่งขับให้บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ดูเปราะบางราวกับแก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ เขาไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้ แต่ความรู้สึกกดดันนั้นกลับแผ่ออกมาจนรสาพรสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บในใจ
"ที่ผมเงียบ... ไม่ใช่เพราะผมไม่รู้สึกอะไร" พายุขยับตัวก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ช้าๆ แต่หนักแน่น "แต่เพราะผมกลัวว่าถ้าผมพูดทุกอย่างออกไป รสาจะยิ่งถอยห่างจากผมมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่ออดีตของผมมันไม่ได้ใสสะอาดเหมือนอย่างที่คุณคิด"
รสาพรแค่นยิ้มบางๆ ที่ไม่มีความสุขเจือปนอยู่เลย "อดีตงั้นหรือคะ? ฉันเองก็มีอดีตที่พังทลายมาไม่ต่างกัน แต่ฉันเลือกที่จะก้าวเดินต่อด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ด้วยความลับที่ปกปิดไว้ใต้หน้ากากของชายผู้แสนดี"
เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างกันเริ่มขยายออก เหมือนกับเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ บรรยากาศรอบข้างที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นส้มหอมอ่อนๆ บัดนี้กลับอวลไปด้วยความอึดอัดที่หน่วงเหน็บ พายุไม่ได้โต้ตอบในทันที เขาเม้มริมฝีปากแน่น นิ้วมือหยาบกร้านจากการทำงานหนักกำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดขึ้นชัดเจน เขาเป็นคนพูดน้อย นั่นเป็นความจริงที่รสาพรยอมรับได้ แต่ในยามนี้ ความเงียบของเขากลับกลายเป็นอาวุธที่ทิ่มแทงหัวใจของเธออย่างเลือดเย็น
"ถ้าคำว่า 'ความจริง' มันจะทำลายเราทั้งคู่ ผมก็พร้อมจะเป็นคนเลวในสายตาคุณ ดีกว่าต้องเห็นคุณเจ็บปวดเพราะความลับนั้น" เขากล่าวเสียงเรียบ ทว่าในดวงตาคู่คมกลับมีความปวดร้าวที่รสาพรไม่เคยเห็นมาก่อนซ่อนอยู่
"คุณกลัวอะไรกันแน่คะพายุ กลัวว่าฉันจะรับไม่ได้ หรือกลัวว่าถ้าฉันรู้ความจริง คุณจะสูญเสียฉันไปตลอดกาล?" รสาพรตัดสินใจถามออกไปตรงๆ เธอไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ในเมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้กันมาตลอดหลายเดือนเริ่มสั่นคลอนจากการที่จู่ๆ ก็มีจดหมายปริศนาฉบับนั้นถูกส่งมาที่เรือนพักของเธอเมื่อช่วงเย็น มันเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่ไม่มีชื่อผู้ส่ง แต่ลายมือที่คุ้นเคยนั้นทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุน
พายุนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เขาเบือนหน้าหนีไปทางสวนส้มที่มืดมิดเบื้องล่าง ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ จนได้ยินเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่ส่งเสียงร้องระงม ยิ่งเงียบเท่าไร หัวใจของรสาพรก็ยิ่งเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น เธอไม่ได้ต้องการแค่คำตอบ แต่เธอต้องการ 'ความไว้ใจ' ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หรูหราเกินไปสำหรับความสัมพันธ์ของคนสองคนในตอนนี้
เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนและเสียงหอบหายใจของเพียงขวัญก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเดินมืดๆ ของสวนส้ม เธอวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาทั้งคู่ด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด
"รสา! พายุ! หยุดเถียงกันก่อนได้ไหม" เพียงขวัญหยุดยืนหอบอยู่ตรงหน้าทั้งคู่ ใบหน้าของเพื่อนสนิทที่รสาพรไว้ใจที่สุดในตอนนี้กลับดูซีดเผือดราวกับไปพบเหตุการณ์ร้ายแรงมา "ฉันว่า... เรามีเรื่องที่ต้องกังวลมากกว่าเรื่องความรู้สึกส่วนตัวในตอนนี้แล้วล่ะ"
พายุหันขวับกลับมามองเพียงขวัญ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที "เกิดอะไรขึ้นเพียงขวัญ"
"มีคนมาที่หน้าไร่... พวกเขาบอกว่าเป็นทนายความ" เพียงขวัญเว้นจังหวะหายใจ เธอหันไปสบตารสาพรด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและหนักใจ "เขาบอกว่ามีเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้... ซึ่งมันเพิ่งถูกเปลี่ยนมืออย่างกะทันหันในวันนี้เอง พายุ... ไร่ส้มแห่งนี้ไม่ได้เป็นของคุณอีกต่อไปแล้ว"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของรสาพร พายุยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น ดวงตาของเขาสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะปรับเป็นความเย็นชาตามความเคยชิน ทว่ารสาพรกลับสังเกตเห็นถึงความวูบไหวในแววตาคู่นั้นที่บอกว่าเขารู้อยู่แล้วว่านี่ต้องเกิดขึ้น
"รสา..." พายุหันมาหาหญิงสาว เสียงของเขาแผ่วเบาลงกว่าทุกครั้ง "สิ่งที่ผมไม่อยากให้คุณรู้... คือเหตุผลที่ไร่ส้มนี้สำคัญกับชีวิตผมมากแค่ไหน และวันนี้... สิ่งนั้นกำลังจะถูกพรากไปจากมือผม ต่อหน้าต่อตาคุณ"
ขณะที่รสาพรยังไม่ทันจะได้เอ่ยถามต่อ ชายชุดดำสองคนก็ก้าวพ้นเงามืดของต้นส้มเข้ามาที่ระเบียงเรือนไม้ หนึ่งในนั้นก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมกับยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้พายุด้วยท่าทางคุกคาม แต่สิ่งที่ทำให้รสาพรต้องหยุดหายใจ คือใบหน้าของชายคนที่ถือซองเอกสารนั้น เขาคือ 'คนรักเก่า' ที่เคยทำลายชีวิตและหัวใจของเธอจนย่อยยับเมื่อสามปีก่อน
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ... รสาพร" ชายคนนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก "หวังว่าที่ไร่ส้มแห่งนี้คงจะมีชีวิตที่อบอุ่นกว่าวันที่เธอหนีฉันไปนะ"
น้ำผึ้งหยดแรกขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมหัวใจและร่วมลุ้นไปกับรสาพรในบทที่เข้มข้นนี้ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม•ตอนที่ 34
บทที่ 34
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!